
ชี้ปรับขึ้นLPGขนส่งกระทบต้นทุน
ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ เผยผลสำรวจนักธุรกิจ คาด การปรับขึ้นราคาก๊าซ LPG ภาคขนส่งดันต้นทุนภาคขนส่งเพิ่ม 1.84% นอกภาคขนส่งโดนหางเลขต้นทุนเพิ่ม 1.17%
นายเกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของนักธุรกิจ เกี่ยวกับทัศนคติและผลกระทบจากการปรับขึ้นราคาก๊าซ LPG ภาคขนส่ง โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักธุรกิจในกรุงเทพฯ และปริมณฑลจำนวน 504 ราย ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มตัวอย่างในภาคขนส่ง 87 ราย และกลุ่มตัวอย่างที่ไม่อยู่ในภาคขนส่งจำนวน 407 ราย ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 14 ถึง 15 สิงหาคม 2555 ว่า จากการสอบถามว่า เห็นด้วยกับการปรับขึ้นราคาก๊าซ LPG ภาคขนส่งหรือไม่ กลุ่มตัวอย่างในภาคขนส่ง 15.4 % เห็นด้วยกับการปรับขึ้นราคา ขณะที่ 84.6 % ไม่เห็นด้วย ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่ไม่อยู่ในภาคขนส่ง 19.2 % เห็นด้วย 80.8 % ไม่เห็นด้วย
ทั้งนี้ เมื่อสอบถามถึงสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้ไม่เห็นด้วยกับการปรับขึ้นราคาในครั้งนี้ กลุ่มตัวอย่าง 52.2 % ระบุว่า กระทบต่อต้นทุนการทำธุรกิจโดยรวม 33.9 % ไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้า/บริการเพิ่มขึ้นตามต้นทุนได้ทั้งหมด 10.6 % ปรับขึ้นราคาเร็วเกินไป จึงไม่สามารถปรับตัวได้ทัน และอีก 3.3% เป็นสาเหตุอื่น เช่น กระทบกับค่าครองชีพ ไม่ต้องการรับภาระในความผิดพลาดของการบริหารจัดการของรัฐบาล เป็นต้น
ส่วนการคาดการณ์ถึงผลกระทบที่มีต่อต้นทุนในการทำธุรกิจ (ต้นทุนทางตรงและทางอ้อม) ของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า ผลกระทบเฉลี่ยในภาคขนส่ง จะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 1.84% และสำหรับกลุ่มที่ไม่อยู่ในภาคขนส่ง ต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 1.17%
ทั้งนี้ จากการสอบถามกลุ่มตัวอย่างในภาคขนส่งเกี่ยวกับราคาก๊าซ LPG สูงสุดที่รับได้ภายในสิ้นปีนี้ 15.7 % ระบุว่า ไม่เกิน 21.50 บาทต่อกิโลกรัม 39.9 % ระหว่าง 21.51 ถึง 22.00 บาทต่อกิโลกรัม 18.2 % ระหว่าง 22.01 ถึง 22.50 บาทต่อกิโลกรัม 11.1 % ระหว่าง 22.51 ถึง 23.00 บาทต่อกิโลกรัม และอีก 8.2 % ระหว่าง 23.01 ถึง 23.50 บาทต่อกิโลกรัม และอีก 6.9 % ระหว่าง 23.51 ถึง 24.00 บาทต่อกิโลกรัม
ด้านระยะเวลาที่รัฐบาลควรแจ้งให้ผู้ประกอบการทราบล่วงหน้าก่อนจะปรับขึ้นราคา 5.2% ผลสำรวจ ระบุว่า ไม่เกิน 3 วัน 16.6% 4 ถึง 5 วัน 66.9% 6 ถึง 7 วัน และอีก 11.3% 8 ถึง 14 วัน
นายเกียรติอนันต์ กล่าวว่า การปรับขึ้นราคา LPG อีก 25 สตางค์ หรือประมาณ 1.2% มีผลต่อผู้ประกอบการทั้งทางตรงจากค่าใช้จ่ายในการซื้อก๊าซและทางอ้อมจากการผลักภาระต้นทุนของธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งนอกจากจะกระทบต่อผลประกอบการแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพอีกด้วย โดยผู้ที่จะเดือดร้อนมากที่สุด คือ ผู้ที่มีรายได้น้อย
นอกจากนี้ ต้นทุนทางธุรกิจที่สูงขึ้น ยังหมายถึงความสามารถในการแข่งขันที่น้อยลงของธุรกิจไทย
“บรรยากาศโดยรวมของเศรษฐกิจโลกในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ยังน่าเป็นห่วง การคาดการณ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกในปีหน้าก็ยังไม่สดใสนัก ตัวเลขการส่งออกที่ไม่เป็นไปตามเป้าคือสัญญาณเตือนที่รัฐบาลไม่ควรมองข้าม นี่คือช่วงที่ธุรกิจและเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความเสี่ยง"
นายเกียรติอนันต์ ยังเห็นว่า บทบาทของรัฐในช่วง 1 ปีจากนี้ไป คือ การบริหารจัดการความเสี่ยงเหล่านี้ เพื่อให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดและเติบโตได้ ทั้งนี้ พลังงานเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนทางธุรกิจ หากรัฐบาลไม่มีแนวทางที่ชัดเจนและสมเหตุสมผลว่าจ ะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร ก็ถือเป็นการซ้ำเติมธุรกิจโดยทางอ้อมด้วยเหมือนกัน



