
เปิดหัวใจ 'อำมาตย์' ชีวิตที่สองของ 'อานันท์ ปันยารชุน'
"คนที่คิดว่าตัวเองไม่ใช่อำมาตย์ พอใส่หัวโขนและใส่เครื่องแบบ จนกลายเป็นอำมาตย์ใหม่..."
"คนที่คิดว่าตัวเองไม่ใช่อำมาตย์ พอใส่หัวโขนและใส่เครื่องแบบ จนกลายเป็นอำมาตย์ใหม่ แต่เป็นอำมาตย์ที่ไม่มีพื้นฐานของการเป็นอำมาตย์ที่ดีที่เคยมีมาในอดีต" อานันท์ ปันยารชุน
ถ้าพูดถึงอดีตนายกรัฐมนตรีที่ผู้คนถวิลหาอยากให้กลับมาเป็นผู้นำประเทศอีกครั้ง แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นย่อมมีชื่อ 'อานันท์ ปันยารชุน' หรือที่สังคมสื่อมักจะเรียก 'ผู้ดีรัตนโกสินทร์' ติดอยู่ด้วย ถ้าตัดเรื่องไม่ผ่านการเลือกตั้งออกไป จะพบว่าอดีตนายกฯ อานันท์ คือคนที่เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติในการเป็นผู้นำประเทศมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
ถึงแม้ภาพพจน์ของอดีตนายกฯ ผู้นี้ จะผูกติดอยู่กับความเป็น 'ชนชั้นนำ' ในสังคมไทย ถูกมองว่าเป็นอำมาตย์ตัวจริง สืบสาแหรกมาจากเจ้าใหญ่นายโตแท้ๆ
แต่ด้วยหน้าที่การงานและสถานการณ์ที่ผลักดันให้ต้องไปเกี่ยวข้องกับปัญหาความทุกข์ยากของชาวบ้านชั้นล่างสุดในสังคม บวก กับเป็นคนที่ทุ่มเททำงานจริงจัง ทำให้เขาได้สัมผัสถึงความจริงอีกด้านหนึ่งที่อำมาตย์คนหนึ่งซึ่งเติบโตมาในตระกูลผู้รากมากดี ไปเรียนเมืองนอก แล้วกลับมารับราชการกระทรวงการต่างประเทศ ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน
กรอบกั้นของชนชั้นนำไม่เคยเปิดโอกาสให้รู้จักความทุกข์ร้อนของคนที่อยู่ดินแดนชนบทอันไกลโพ้นเลยแม้แต่น้อย
ในงานเลี้ยงครบ 80 ปี อานันท์ ปันยารชุน ที่จัดขึ้นเป็นการภายในที่ร้านอาหารเล็กๆ ที่ชื่อว่า อี-เมียร์ ย่านสามเสน ของ อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชน พฤษภา 2535 เขากล่าวเปิดใจกับผู้มาร่วมงานว่า ตลอดชีวิตของตัวเองตั้งแต่เกิดมา อยู่ในกรอบมาตั้งแต่เด็ก มีชีวิตอยู่ในโรงเรียน จากนั้นก็ไปเรียนหนังสือเมืองนอก และกลับเข้ารับราชการ เป็นโลกที่คับแคบเหลือเกิน กระทั่งออกจากราชการเมื่อตอนอายุ 45 นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการได้สัมผัสโลกใบใหม่ โลกที่เป็นความจริง ได้รับรู้ถึงความเดือดร้อนของชาวบ้าน
"จริงๆ วันนี้ถึงผมจะอายุ 80 แต่ผมเกิดจริงๆ เมื่อ 35 ปีที่แล้วหลังลาออกจากราชการ เพราะในชีวิตราชการ สิ่งที่เราเรียกว่าอำมาตย์ ถึงจะเป็นโลกความจริง แต่ก็เป็นโลกความจริงแคบๆ แต่เมื่อได้มาพบคนที่หลากหลาย ได้รับรู้ทุกข์สุขของประชาชนทั้งหลาย นั่นคือความจริง ถ้าใครไม่ผ่านชีวิตแบบนี้ ถือว่าไม่รู้จักโลกของความจริง ผมถือว่าผมโชคดี...
"มันเป็นอุบัติเหตุที่ต้องมาเป็นนายกฯ สองครั้ง และเป็นอุบัติเหตุที่ทำให้ต้องรับตำแหน่งต่างๆ มากมายทั้งในและต่างประเทศ แต่อุบัติเหตุสำคัญและเปลี่ยนแปลงทัศนคติของผม และทำให้ผมได้รู้จักโลกของความจริงคือ การที่ได้รู้จักชาวบ้านปากมูล มูลนิธิเด็ก แพทย์ชนบท ทุกคนที่ผมพบใน 35 ปีที่ผ่านมา ทำให้ผมได้เห็นโลกความจริงที่ไม่เคยพบมาก่อน"
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา หลังจากที่ลงจากเก้าอี้มาเมื่อปี 2535 อานันท์ ยังคงผูกพันอยู่กับกิจกรรมของภาคประชาสังคม เขาช่วยเหลือดูแลองค์กรการเคลื่อนไหว ช่วยหาทุนรอนในการจัดกิจกรรมเพื่อสังคม เป็นที่รักใคร่ของคนที่ทำงานด้านสังคม เอ็นจีโอ กระทั่งศิลปินเพลงเพื่อชีวิตที่เล่นดนตรีเปิดหมวกอยู่ข้างถนน ก็ช่วยเหลือไม่เคยว่างเว้น กระทั่งเกิดมิตรภาพต่างชนชั้นขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
ไม่น่าแปลกใจที่ในงานเลี้ยง 80 ปี จะพบเห็นนักเคลื่อนไหว นักวิชาการ ศิลปิน คนที่คลุกคลีตีโมงอยู่กับงานภาคประชาชนไปร่วมงานกันคับคั่ง ไล่ตั้งแต่ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ศ.ดร.บรรเจิด สิงคเนติ รสนา โตสิตระกูล ประสาร มฤคพิทักษ์ นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ โคทม อารียา สุภิญญา กลางณรงค์ พิภพ ธงไชย หรือศิลปินอย่าง หงา คาราวาน เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ก็มาร่ายบทกวีอวยพรด้วย
'อานันท์' ในวัย 80 ปี ยอมรับกลางงานเลี้ยงที่อุ่นหนาฝาคั่งด้วยนักเคลื่อนไหวภาคประชาชน ว่าตัวเองเป็นอำมาตย์ตัวจริง เสียงจริง แต่เป็นอำมาตย์ที่รักประชาชน และเห็นใจคนทุกข์ยากในแผ่นดิน และยังกล่าวถึงอำมาตย์รุ่นใหม่ที่เติบใหญ่ในทางการเมืองเรืองอำนาจอยู่ในทุกวันนี้ด้วย
"ผมยอมรับว่าเป็นอำมาตย์ แต่เป็นอำมาตย์ที่ยึดมั่นในผลประโยชน์ของส่วนรวม เป็นอำมาตย์เห็นใจคนจน ที่ไม่คิดถึงตัวเอง ไม่คำนึงถึงประโยชน์ของตนเองและของครอบครัว...
"แต่เวลาผ่านไปทำให้คิดว่าความหมายของอำมาตย์เปลี่ยนไปมาก คนที่คิดว่าตัวเองไม่ใช่อำมาตย์ พอใส่หัวโขนและใส่เครื่องแบบ จนกลายเป็นอำมาตย์ใหม่ แต่เป็นอำมาตย์ที่ไม่มีพื้นฐานของการเป็นอำมาตย์ที่ดีที่เคยมีมาในอดีต"
80 ฤดูกาลที่ผ่านผัน นักการทูตหนุ่มไฟแรง นายกรัฐมนตรีสองสมัย ผู้ที่มีบทบาทในการแก้ไขปัญหาสำคัญๆ ของบ้านเมืองมากมาย วันนี้มีชีวิตที่ตกผลึก ร่มเย็น โอบล้อมด้วยสัจจะแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปล่อยวางความลุ่มหลงในอำนาจวาสนา ทรัพย์สินเงินทองไปได้มากโข
เขาบอกกับมิตรสหายในค่ำคืนนั้นว่า ตอนนี้ชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก มีภูมิคุ้มกันครบสมบูรณ์ ขึ้นเขา ลงเหว ก็ผ่านมาแล้วทั้งนั้น ที่สุดแล้วไม่มีอะไรที่จีรังยั่งยืน วันนี้สามารถปล่อยวางได้มาก ทั้งความอยาก ความโลภ ความโกรธ ความหลง อิจฉาริษยา ยึดมั่นในหลักธรรมและคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา เหลือเพียงอย่างเดียวที่ยังหวงแหนคือความจริงใจและความซื่อสัตย์ต่อตนเอง ความรักที่มีต่อครอบครัว
"มิตรสหายที่มาร่วมงานในวันนี้ อย่าได้หมดหวังในชีวิต หรือฝักใฝ่ในอำนาจวาสนา สมบัติ ขอให้รักษาความจริงใจ ความซื่อสัตย์สุจริต มีความเมตตากรุณาเห็นใจเพื่อนมนุษย์ เท่านี้ก็จะทำให้โลกที่อยู่ทุกวันนี้สวยงาม แม้ตัวเองไม่ได้เป็นคนดีร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่พยายามทำในสิ่งที่ถูก ชีวิตมีความหมาย โลกนี้มีความสุข... "
คนถามผมว่าเคยคิดไปอยู่ต่างประเทศหรือไม่ ผมตอบว่าไม่เคยคิดเลย ผมมีความสุขในชีวิตทุกวันนี้ที่ผมมี ผมรักเมืองไทย ผมรักคนไทย และผมรักครอบครัว"
นี่คือความคิดและชีวิตของผู้มากบารมีในสังคมไทย อดีตนายกรัฐมนตรี ที่กว้างขวางด้วยคอนเนคชั่นจากฟ้าสู่ดิน 'อานันท์ ปันยารชุน'



