
แผน 'เอกภาพ' ดับไฟใต้
แผน 'เอกภาพ' ดับไฟใต้ ตั้ง 'ศปก.จชต.' เสริมแกร่ง 'นายกฯ ปู' บูรณาการสูงสุด
ท่ามกลางเหตุความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นับวันยิ่งทวีความรุนแรงอยู่ในเวลานี้
และกรณีที่ พล.อ.ณพล บุญทับ รองสมุหราชองครักษ์ บรรยายพิเศษหัวข้อ 'ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้' เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 4 สิงหาคม ที่โรงแรมเฟิร์ส ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ กล่าวถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงห่วงใยสถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอย่างมากนั้น
หลายส่วนสะท้อนปัญหาอย่างน่าสนใจ ที่สำคัญจากการให้สัมภาษณ์ 'กรุงเทพธุรกิจ' ของ พล.ต.นักรบ บุญบัวทอง ในฐานะรองผู้อำนวยการ 'ศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 5' หรือ 'ศปป.5' ของ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เห็นว่า
"สาเหตุสำคัญของการขาดเอกภาพ คือ กฎหมาย 2 ฉบับ ยังขี่กันอยู่ คือ พ.ร.บ.ความมั่นคง (พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ซึ่งเป็นกฎหมายของ กอ.รมน.) กับ พ.ร.บ.ศอ.บต. (พระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553) ฉะนั้นจึงต้องการให้ กอ.รมน.ภาค 4 ตั้งศูนย์ส่วนหน้าขึ้นมาด้วย แล้วดึง ศอ.บต. มาช่วย แต่ตรงนี้เป็นเรื่องยาก เพราะมี พ.ร.บ.ศอ.บต.ค้ำอยู่ ฉะนั้นในระดับข้างล่าง จึงยังมีแนวคิดว่า อาจไม่ต้องตั้งศูนย์ก็ได้ แต่ทำเป็นคำสั่งให้แม่ทัพเป็นหัวใจในการแก้ไขปัญหา..."
หรืออธิบายได้ว่า กฎหมาย ศอ.บต.ออกแบบให้มีโครงสร้างอำนาจหน้าที่และการบังคับบัญชาเทียบเท่า กอ.รมน. โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการโดยตำแหน่งเหมือนกัน (ทั้ง ผอ.รมน. และ ผอ.ศอ.บต. คือนายกฯ เป็นโดยตำแหน่ง) แต่เลขาธิการ ศอ.บต.เป็นข้าราชการพลเรือนระดับ 11
จุดนี้เองที่ฝ่ายทหาร (กอ.รมน.) มองว่า การปฏิบัติงานในพื้นที่ยังไม่เป็นเอกภาพ
เพราะ ศอ.บต.กลายเป็นองค์กรที่มี 'แท่งการบริหาร' คู่กับ กอ.รมน. แต่รับผิดชอบภารกิจคนละด้าน โดย กอ.รมน.รับผิดชอบภารกิจด้านความมั่นคง ส่วน ศอ.บต.รับผิดชอบภารกิจด้านการพัฒนาและการให้ความเป็นธรรม หากไม่ประสานงานกันให้ดี การทำงานอาจจะส่งผลขัดแย้งกันเองได้
ที่ผ่านมา กอ.รมน. มองบทบาทของ ศอ.บต.ค่อนข้างสวนทางกับฝ่ายความมั่นคง และทำให้ฝ่ายความมั่นคงทำงานยาก เช่น การออกระเบียบ กพต. (คณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้)
โดยการจ่ายเงินเยียวยาผู้ที่ถูกกระทำละเมิดโดยเจ้าหน้าที่รัฐ หากเสียชีวิตจะได้รับเงินเยียวยาสูงสุดถึง 7.5 ล้านบาท และยังออกกฎเกณฑ์จ่ายเงินเยียวยาให้กับผู้ที่ถูกจับกุมตามหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน (พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548) แต่ไม่ถูกแจ้งความดำเนินคดี หรือถูกดำเนินคดีแล้วศาลยกฟ้องด้วย จนกลายเป็นว่า กอ.รมน.เป็นฝ่ายละเมิด เสมือนหนึ่งเป็นผู้ร้าย ส่วน ศอ.บต.เป็นฝ่ายให้ความช่วยเหลือ เสมือนหนึ่งเป็นพระเอก
ขณะเดียวกัน สำหรับรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา ก็ได้มีการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ (กปต.) พร้อมทั้งระดมทุกภาคส่วนเข้าร่วม ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลระดับสูงและหัวขบานแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งสิ้น
จากนั้น พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองผู้บัญชาการทหารบก (รอง ผบ.ทบ.) แจกแจงให้เห็นว่า การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศปก.จชต.) เพื่อต่อยอดการทำงานของ คณะกรรมการ 'กปต.' เพราะนายกฯ คิดว่าต้องมีคนช่วยในสิ่งที่ กปต. คิด เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ ฉะนั้น ศูนย์นี้จะนำคนมานำแนวทางของ กปต. ไปเชื่อมกับ กอ.รมน.ภาคสี่ ส่วนหน้า และ ศอ.บต. เพราะนายกฯ สั่งการว่า ต้องไม่ก้าวก่ายงานที่ทำอยู่ข้างล่าง แต่ต้องไปสนับสนุน และเกิดเจ้าภาพในแต่ละเรื่องที่จะชัดเจนขึ้น
โครงสร้างของศูนย์นี้คือ นายกฯ อยู่ด้านบน ถัดมาคือ กปต. ลำดับต่อมาคือศูนย์นี้ ซึ่ง พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี สวมหมวกสองใบ คือ กปต. และศปก.จชต. แต่จะมี ยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย มาช่วยด้าน ศอ.บต. และกระทรวงมหาดไทย ส่วน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ดูแลทหาร โดยทั้งสามคนนี้จะเข้ามาช่วยงาน
พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวอีกว่า ขั้นตอนจากนั้นคือกำลังจัดทีมขึ้นมารองรับอีกชั้นหนึ่ง โดยแบ่งเป็นกล่องต่างๆ ที่ไม่ใช่งานใหม่ แต่เป็น 17 กระทรวง และ 66 หน่วยงานเดิม ศูนย์นี้มีองค์ประกอบ 7 ข้อ ดังนี้ ส่วนติดตามสถานการณ์และประชาสัมพันธ์, ส่วนติดตามประเมินผล, ส่วนงาน รปภ.ชีวิตและทรัพย์สิน, ส่วนงานพัฒนาคุณภาพชีวิต, ส่วนงานอำนวยความยุติธรรมและภัยแทรกซ้อน, ส่วนงานสิทธิมนุษยชนและสร้างความเข้าใจ และส่วนงานสนับสนุนการสร้างสภาวะที่เกื้อกูลต่อการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้ง
โดยจะแบ่งเป็นกล่องๆ คือ กล่องการข่าว การติดตามสถานการณ์และประชาสัมพันธ์ที่ทำงาน 24 ชั่วโมง จากนี้ไป เมื่อมีกล่องนี้ รัฐมนตรีจะอินกับสถานการณ์ภาคใต้ และเข้าใจเป็นระบบในการเดินหน้าพร้อมกัน
สิ่งเหล่านี้ กอ.รมน.เคยพยายามทำมาแล้ว และในระดับข้างล่างนั้น มี พ.ร.บ.ศอ.บต. และ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายราชอาณาจักร กอ.รมน. จึงควบคุมไม่ได้ ดังนั้น ต้องให้นายกฯ มาควบคุมเพื่อให้ทำงานในภาษาเดียวกัน และคนข้างบนจะอินกับสถานการณ์มากขึ้น
รวมทั้งสิ่งที่นายกฯ ให้ความสำคัญว่า หากเกิดเหตุ ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องติดตามสถานการณ์จากกล่องนี้ โดยจะมีโฆษกของกล่องนี้แถลงข่าวนี้กับสื่อมวลชนทันที
กล่องใบที่สอง คือ การรักษาความปลอดภัย เพราะนายกฯ ระบุว่า ประชาชนต้องอุ่นใจในการแจ้งเตือนล่วงหน้า รวมทั้งการควบคุมสถานการณ์ที่รุนแรงฉุกเฉิน สร้างความเข้าใจกับสื่อและประชาชน เช่น เกิดเหตุระบิดที่โรงแรมซีเอส ปัตตานี คนข้างบนไม่ต้องลงไป แต่คนที่ดูแลสถานการณ์จะควบคุมกันเอง โดยจะจัดระบบแล้วส่งโครงสร้างขึ้นมาให้ข้างบนดู มันคล้ายการทำงานแบบทหาร เช่น กองทัพบก และศูนย์บัญชาการส่วนหน้าของกองทัพบก เพราะมันมีทิศทางอยู่แล้ว แต่คนใน 'วอร์รูม' ต้องคุยกับคนในพื้นที่ให้แน่น เพื่อให้เดินไปในแนวทางเดียวกัน
นอกจากนี้ พล.อ.ดาว์พงษ์ ยังกล่าวถึงข้อดีของศูนย์นี้ว่า รัฐมนตรี 17 กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับงานภาคใต้จะเข้าใจงานที่เกี่ยวข้องกับตัวเองมากขึ้นว่า ควรทำสิ่งใดก่อนและหลัง และศูนย์นี้จะไม่สั่งการ ศอ.บต. และกองทัพภาคที่สี่ หากสองหน่วยงานนี้ติดขัดสิ่งใด กล่องใบนี้จะแจ้งต่อ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ที่จะสั่งการในนามนายกฯ หากยังไม่ไหวต้องแจ้งต่อนายกฯ ให้สั่งการอีกชั้น ตรงนี้มันจะสั้นและเร็ว รวมทั้งสนับสนุนการทำงานข้างล่างมากขึ้น ทั้งหมดจะแยกงาน แต่เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้นก็จะทำงานกันทันที
ที่น่าสังเกต ก็คือ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างครั้งนี้ รัฐบาลไม่อาจทำอะไร เกินขอบเขตที่กฎหมายสองฉบับบังคับใช้อยู่ได้ แม้ว่า จากการระดมความคิด และหาแนวทางแก้ปัญหาการทำงาน เพื่อบูรณาการให้เป็น 'เอกภาพ' และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน อาจต้องมีความชัดเจนมากกว่านี้ก็ตาม เว้นเสียแต่จะมีการแก้กฎหมายทั้งสองฉบับให้สอดรับกับปัญหามากขึ้นนั่นเอง
ส่วนว่า 'เอกภาพ' ที่เกิดขึ้นนับแต่นี้ จะทำให้ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ดีขึ้นหรือไม่ แค่ไหน ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด



