
การเมืองเรื่องข้าว
การเมืองเรื่องข้าว : คอลัมน์ประชาธิปไตยที่รัก : พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ [email protected]
เท่าที่ดูสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงนี้ คาดว่าฝ่ายค้านจะปรับยุทธวิธีใหม่ในการต่อสู้ทางการเมือง นั่นก็คือ การชะลอการอภิปรายไม่ไว้วางใจออกไปก่อน แต่หันมาใช้เวทีในการอภิปรายงบประมาณมาเป็นเวทีในการต่อสู้แทน
เรื่องนี้จะว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องที่ดูเหมาะสมกับสถานการณ์มิใช่น้อย เนื่องจากการอภิปรายเรื่องงบประมาณนั้นเป็นเรื่องของงานที่ฝ่ายค้านต้องทำอยู่แล้ว และก็ครบองค์ประกอบของการเมืองเรื่องของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นั่นก็คือ มีการถ่ายทอดโทรทัศน์ซึ่งทำให้ฝ่ายค้านสามารถครองพื้นที่สาธารณะได้ด้วย และทำให้สามารถกำหนดประเด็นในสื่อต่างๆ ได้อย่างชัดเจน
เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจสมัยนี้นั้นยุ่งยากกว่า ด้วยว่าต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีใหม่ และต้องนำไปสู่การถอดถอน ซึ่งวันนี้ฝ่ายค้านก็ยังเป็นเสียงข้างน้อยอยู่ ดังนั้นยิ่งอภิปรายไม่ไว้วางใจไป ก็ย่อมเป็นไปได้ที่จะสร้างความเสี่ยงต่อความนิยมของฝ่ายค้านเพิ่มขึ้น
ด้วยว่าเมื่อมีการอภิปรายจริงนั้น ย่อมจะต้องมีโพลล์ต่างๆ ที่ออกมาสำรวจความนิยม และที่สำคัญก็คือถ้าว่ากันด้วยหลักสถิติและความเป็นจริงทางการเมืองนั้น หากรัฐบาลยังเป็นเสียงข้างมาก โพลล์ก็ย่อมสะท้อนออกมาในลักษณะเสียงข้างมากชนะอยู่ดี และยิ่งในสถานการณ์ของการเข้าสู่อำนาจของคุณยิ่งลักษณ์นั้นมาจากการเผชิญหน้าของเสียงข้างน้อยที่มีอำนาจมาก และเสียงข้างมากที่ถูกกำให้มีอำนาจน้อย เราก็คงจะคาดเดาผลโพลล์ได้อยู่ในระดับหนึ่ง
เว้นแต่คนทำโพลล์จะมีวิธีชาญฉลาดที่ทำให้ผู้ตอบไม่รู้ตัวว่าคำตอบนั้นจะไม่เป็นคุณต่อฝ่ายที่ตัวเองสนับสนุน หรือไม่รู้ว่าคำตอบของตนนั้นจะไปเข้าทางฝ่ายค้านนั่นแหละครับ
และเท่าที่สำรวจหน้าสื่อกันแล้ว คาดว่าเรื่องของนโยบายจำนำข้าวนั้นจะเป็นประเด็นใหญ่ที่กลายเป็นเรื่องในการอภิปรายในคราวนี้ ส่วนประเด็นรองที่ดูอาจจะมีลุ้นเข้ามาด้วยก็คือ เรื่องของนโยบายในการจัดการปัญหาภาคใต้
เรื่องของนโยบายจำนำข้าวนั้น ผมคิดว่าไม่น่าจะเป็นจุดแตกหักของการล้มรัฐบาล หรือแม้กระทั่งสร้างความไม่ชอบธรรมให้รัฐบาล ตราบใดที่เรื่องการจำนำข้าวนั้นยังโยงไม่ได้ไปถึงเรื่องของการทุจริตของนักการเมืองผู้รับผิดชอบ
ส่วนสีสันต่างๆ ของงานอภิปรายน่าจะอยู่ที่ความสามารถในการตอบคำถามต่างๆ ของคุณยิ่งลักษณ์เอง แต่ไม่น่าจะใช่เรื่องหลัก
ที่สำคัญ หากดูจากมวยหลักที่มีการลงสนามซ้อมกันในบางเวทีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะระหว่างคุณกรณ์ อดีตขุนคลัง กับคุณกิตติรัตน์ ขุนคลังคนปัจจุบัน ผมก็คิดว่าคุณกรณ์เองก็อาจจะไม่ใช่คู่ชกที่สำคัญเท่าไหร่ เพราะบุคลากรเรื่องนโยบายข้าวในยุคที่แล้วนั้นไม่ได้อยู่ในมือของประชาธิปัตย์เท่านั้น แถมยังอาจจะไม่ใช่คนที่สามารถออกมาอภิปรายได้ การอภิปรายจึงน่าจะวนเวียนอยู่ในกลุ่มของนักการเมืองทั่วไป เว้นแต่หัวขบวนน่าจะเป็นคุณอภิสิทธิ์เอง
นอกจากนี้ อย่าลืมว่าเรื่องข้อถกเถียงในนโยบายจำนำข้าวไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในช่วงการหาเสียงนั้นก็มีเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว และเพื่อไทยเองก็พิสูจน์แล้วว่าได้รับคะแนนเสียงถล่มทลาย
ดังนั้นเรื่องใหญ่จึงน่าจะอยู่ที่การอภิปรายถกเถียงในระดับของ "ฐานความคิด" ที่อยู่เบื้องหลังของนโยบายมากกว่า ซึ่งจะว่าไปแล้ว ภารกิจที่สำคัญของฝ่ายค้านน่าจะอยู่ที่เรื่องของการอภิปรายที่มากไปกว่าการพูดกับกลุ่มของตัวเอง ไม่ว่าจะหมายถึงกองเชียร์ และนักวิชาการต่างๆที่เชื่อว่าการจำนำข้าวนั้นสะท้อนถึงการแทรกแซงกลไกตลาด และสะท้อนถึงความเดือดร้อนของประชาชน
ท่ามกลางสถานการณ์ความผันผวนของปริมาณอาหารโลก ข้าวที่เก็บไว้ในประเทศไทยนั้นในทางหนึ่งอาจจะมีราคาแพงขึ้น (และไม่ว่าจะมีจริงหรือไม่) แต่ก็สะท้อนว่ามีความมั่นคงทางอาหารของโลกอย่างเพียงพอ ขณะที่พืชชนิดอื่นๆ นั้นไม่ได้ผลการเก็บเกี่ยวที่ดีพอ
การอภิปรายวิจารณ์รัฐบาลของทั้งฝ่ายค้านและนักวิชาการเสรีนิยมว่านโยบายนี้นำมาซึ่งปัญหาเพราะเป็นการแทรกแซงกลไกตลาดนั้นคงจะมีความหมายกับฝ่ายคนกลุ่มน้อย ตราบเท่าที่ยังอธิบายไม่ได้ว่าประชาชนที่ปลูกข้าวนั้นเดือดร้อนตรงไหน
รวมทั้งข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตนั้น ก็เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ไม่ใช่เพราะไม่มีการทุจริต แต่การกล่าวหาเรื่องทุจริตและแนวโน้มทุจริต มันเป็นเรื่องของการเปิดเผยฐานคติของผู้กล่าวหาว่าเขามองคนที่ไม่ใช่พวกเขาอย่างไร หรือพูดง่ายๆ ว่า ถ้าฝ่ายค้านและนักวิชาการเสรีนิยม รวมทั้งสื่อเองด้วยยังไม่ได้แสดงท่าทีว่าเขาเป็นผู้แทนของชาวนา แต่เขาเป็นผู้แทนของคนที่ไม่ปลูกข้าว งานนี้ก็คงจะต้องพิสูจน์กันล่ะครับว่าใครจะโดนหนักกว่าใคร
........................
(หมายเหตุ : การเมืองเรื่องข้าว : คอลัมน์ประชาธิปไตยที่รัก : พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ [email protected])



