
วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน:จากแม่ถึงลูก
วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : จาก 'แม่' ถึง 'ลูก' : โดย ... ขวัญชนก วุฒิกุล
ก้มหน้าก้มตาทำงานจนลืมวันลืมคืน พอลงมือเขียน “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” ซึ่งตอนแรกเตรียมข้อมูลเรื่องอื่นไว้ แต่เวลาส่งต้นฉบับต้องจั่วหัวว่า ฉบับวันที่เท่าไหร่ ถึงมีเวลาเหลือบมองปฏิทิน ที่เห็นแล้วสะดุ้งโหยง เพราะเพิ่งรู้ว่า วันอาทิตย์คิดเรื่องเงินฉบับนี้ตรงกับ “วันแม่” 12 สิงหาคม
เรื่องที่เตรียมไว้ ก็เป็นอันต้องพับไป และทำให้ต้องไปค้นหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ โดยเฉพาะจากหนังสือที่สำนักพิมพ์กรุงเทพธุรกิจส่งมาให้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับสารพัดเทคนิคในการจัดการและบริหารเงินทอง ที่จริง เมื่อลองพลิกๆ ดูแล้ว ก็พบว่ามีเรื่องเกี่ยวกับการบริหารเงินแบบแม่ๆ อยู่หลายเรื่องเหมือนกัน แต่ขออนุญาตลองคิดกลับว่า สิ่งที่แม่อยากอ่าน อยากรู้ อยากได้นั้น ส่วนใหญ่แล้ว “แม่” ไม่เคยทำอะไรเพื่อตัวเอง แต่ทุกอย่างที่ทำก็เพื่อ “ลูก” ทั้งนั้น
เป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่ผู้หญิงคนหนึ่ง จากที่เคยทำเพื่อตัวเอง เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง กลับละทิ้งความสุขส่วนตัวได้ และทุ่มเทชีวิตให้แก่ใครอีกคนหนึ่งโดยไม่มีเงื่อนไข ไม่มีความคาดหวัง ไม่อยากได้อะไรตอบแทน เมื่อเธอกลายเป็น “แม่”
“วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” ฉบับวันแม่ จึงขออนุญาตนำเสนอเรื่องเงินๆ ทองๆ แบบวกกลับ ไม่ใช่การบริหารเงินของแม่ แต่เป็นการบริหารเงินของลูก ภายใต้การประคับประคองเอาใจใส่และเตรียมความพร้อมให้กับลูก ด้วยสองมือของแม่
หยิบเทคนิคจากหนังสือ “ปั้นเศรษฐีน้อยจากร้อยสู่ล้าน” ซึ่งเป็นงานเขียน รวบรวมและเรียบเรียงจากทีมข่าวกรุงเทพธุรกิจบิซวีค มาฝากคุณแม่ในวันนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมทางการเงินให้แก่คุณลูกในวันหน้า
เรื่องของการออมนั้น เป็นเรื่องที่คุณแม่ทุกคนย่อมต้องบ่มเพาะให้แก่คุณลูกอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน คุณแม่ก็ต้องสอนให้ลูกรู้จัก “ใช้จ่าย” อย่าง “ชาญฉลาด” อีกด้วย ในหนังสือยกตัวอย่างภาพชินตาเวลาที่เราไปจับจ่ายใช้สอยในห้างสรรพสินค้า ที่ลูกตัวน้อยจะพยศออกฤทธิ์ออกเดชด้วยการร้องห่มร้องไห้เสียงดังลั่นห้าง บางคนอาการหนักถึงขนาดลงไปชักดิ้นชักงอกับพื้น เพียงเพราะอยากได้ของเล่นชิ้นใหม่
หลายๆ ครั้งที่เราเห็นพ่อแม่เดินหนี เพราะคิดว่า ลูกเรียกร้องความสนใจ และเมื่อเหนื่อยก็จะหยุดไปเอง แต่ในความจริงแล้ว ก่อนจะปล่อยให้เลยเถิดมาถึงจุดนี้ ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินแนะนำว่า คุณแม่สามารถรับมือกับเหตุการณ์นี้ โดยในขั้นแรก ต้องปูพื้นเด็กให้รู้จัก “คิดก่อนจ่าย” โดยสิ่งที่ต้องปลูกฝังลูกๆ คือ จะต้องให้ความสำคัญกับ “สิ่งที่จำเป็น” มากกว่าสิ่งของฟุ่มเฟือย เพื่อให้เด็กๆ รู้จักใช้เงินอย่างคุ้มค่า นอกจากนี้ คุณแม่ยังต้องฝึกให้คุณลูก “ใช้เงินให้เป็น” โดยอาจใช้วิธีพาลูกๆ ไปร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้าหรือแม้แต่ในตลาดสด ที่คุณแม่มักจะไปจ่ายกับข้าวหรือซื้อข้าวของเครื่องใช้ในบ้านเป็นประจำ
เพราะสถานที่เหล่านี้จะเป็นประสบการณ์จริงที่จะช่วยปลูกฝังเด็กๆ ให้รู้จักใช้จ่ายซื้อสินค้าอย่าง “คุ้มค่า” หรือจะให้ลูกๆ ช่วยรับผิดชอบรายการช็อปปิ้ง ด้วยการวางแผนว่าจะซื้ออะไรบ้าง และควรเลือกสินค้านั้นๆ อย่างไร เหล่านี้จะสอนให้เด็กๆ รู้จักหลีกเลี่ยงการซื้อตามใจชอบ เพราะหากไม่มีการวางแผนล่วงหน้า เจออะไรถูกใจก็ซื้อหมด ผลลัพธ์ที่ตามมา ก็คือ จะทำให้ต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้น
ขั้นต่อมา พ่อแม่อาจใช้วิธี “ฝึกให้เด็กลองซื้อของด้วยตัวเองจริงๆ” โดยอาจจะตั้งงบประมาณซื้อสินค้าที่ต้องการ เช่น ให้เงิน 500 บาทเลือกซื้อสินค้าที่จะต้องอยู่ในงบที่มีอยู่เท่านั้น จากนั้นกลับมาดูผลการซื้อของ แล้วกลับไปพูดคุยกันที่บ้าน ซึ่งไม่ว่าผลการจับจ่ายสินค้าของเด็กจะออกมาดีหรือแย่อย่างไร อย่างน้อยลูกก็จะได้เรียนรู้และรู้จักการ “ตัดสินใจ” เลือกซื้อสินค้าด้วยตัวเอง
และสุดท้าย นอกจากจะสอนลูกให้รู้จักการเลือกซื้อสินค้าอย่างคุ้มค่าแล้ว สิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือ ต้องปลูกฝังให้เด็กตระหนักในเรื่อง “อันตราย” ของ “หนี้” ด้วย เพราะหนี้สินถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ครอบครัวมักจะเผชิญ พ่อแม่บางรายไม่ใส่ใจสอนเรื่องการก่อหนี้มากนัก ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว การแก้ไขปัญหาหนี้เป็นเรื่องยาก คุณแม่จึงไม่ควรละเลยและควรให้ความสำคัญกับเรื่องหนี้สินเป็นลำดับต้นๆ
ถ้าวันใดที่ปัญหาหนี้เริ่มลุกลามจนเอาไม่อยู่ ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินแนะนำให้พ่อแม่เปิดอกคุยกับลูกอย่างตรงไปตรงมา นอกจากจะต้องอธิบายถึงสาเหตุที่แม่ไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ตามที่วางแผนไว้แล้ว ยังต้องบอกลูกถึงวิธีการล้างหนี้เพื่อให้หลุดพ้น ให้ลูกเข้าใจและรับรู้ถึงปัญหาของครอบครัวที่เกิดขึ้น
ปิดท้ายที่คุณแม่คนดัง ที่เป็นหญิงแกร่งในแวดวงตลาดทุน อย่างคุณวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บัวหลวง ที่บอกเทคนิคการสอนลูกเรื่องเงินไว้ในท้ายเล่มของหนังสือเล่มนี้ ความตอนหนึ่งว่า การสอนลูกเรื่องเงิน ต้องค่อยๆ อธิบายให้เขาเข้าใจทีละน้อย เขาจะกลายเป็นผู้ที่มีวินัยทางการเงินสูง รู้จักประหยัดและสะสมการลงทุนอย่างมีเป้าหมาย
“ไม่ได้กดดันลูกให้ต้องเป็นคนเก่ง แต่จะเน้นสอนให้เขารู้จักใช้ชีวิตแบบมีความสุขตามวัย มีความรับผิดชอบตามสมควรและให้รู้จักการใช้เงินให้เป็น เพราะหากลูกโตขึ้น ต่อให้เรียนเก่ง ทำงานหาเงินเก่งอย่างไร ถ้าจัดการบริหารเงินไม่เป็น ความเก่งก็ไร้ค่า”
คุณวรวรรณ บอกด้วยว่า ที่สำคัญคือไม่เคยลืมสอนให้ลูกรู้จักแบ่งปัน
“การให้ ทำให้เรามีความสุข หากการให้นั้นให้ไปด้วยใจที่ไม่ผูกพัน ไม่หวังผลตอบแทนอื่น นอกจากความสุขของผู้รับ” เป็นคำที่แม่อย่างคุณวรวรรณพร่ำสอนลูก
ปิดท้าย จาก “แม่” ถึง “ลูก” อย่างอิ่มเอมใจ เพราะไม่มีสุขใดของแม่ จะยิ่งใหญ่ไปกว่าความสุขที่ได้เห็นลูกเติบโตอย่างมีคุณภาพและมีความสุข
--------------------
(วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : จาก 'แม่' ถึง 'ลูก' : โดย ... ขวัญชนก วุฒิกุล <[email protected]>)



