ข่าว

"ทต.น้ำจืด" เปิดเกมรุกพัฒนาพื้นที่
เปิดจุดผ่อนปรน-สร้างเขื่อนกั้นตลิ่ง

"ทต.น้ำจืด" เปิดเกมรุกพัฒนาพื้นที่ เปิดจุดผ่อนปรน-สร้างเขื่อนกั้นตลิ่ง

22 พ.ค. 2552

ด้วยสภาพภูมิประเทศของ จ.ระนอง ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับประเทศพม่า แม้จะได้รับผลกระทบจากเรื่องแรงงานต่างด้าวไปเต็มๆ แต่ถ้ามองในทางกลับกันการเข้ามาของแรงงานพม่าก็มีส่วนทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนไปได้ไม่น้อย

 ขณะเดียวกัน "การค้าชายแดน" ของผู้คนทั้งสองประเทศก็ทำให้ไทยได้ดุลการค้ามาโดยตลอดเช่นกัน

 อุกฤษฐ์ ตันติธรรมานันท์ นายกเทศมนตรีตำบลน้ำจืด ต.น้ำจืด อ.กระบุรี จ.ระนอง ซึ่งมีพื้นที่ติดกับประเทศพม่าหลายกิโลเมตร จึงมีแนวคิดที่จะ "เปิดจุดผ่อนปรน" เพื่อกระตุ้นการค้าชายแดนให้คึกคักยิ่งขึ้น

 สำหรับจุดผ่อนปรนดังกล่าวจะอยู่ที่บริเวณ "ท่าเทียบเรือหัวถนน" โดยจะนำเสนอเรื่องผ่านไปยังอำเภอ และจังหวัดระนอง เพื่อนำเสนอต่อกระทรวงมหาดไทย และขอความเห็นชอบต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ต่อไป

 ส่วนสภาพภูมิศาสตร์ของท่าเทียบเรือหัวถนน ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 3 ต.น้ำจืด อ.กระบุรี มีพื้นที่ติดกับประเทศพม่า โดยมีแม่น้ำกระบุรี เป็นแนวกั้น

 ท่าเทียบเรือหัวถนนเป็นจุดที่เรือข้ามฝั่งไปยังพม่า และข้ามจากพม่ามาไทย ปัจจุบันมีชาวพม่าผ่านเข้ามายังจุดดังกล่าวประมาณ 1,000 คน โดยเฉพาะช่วงตลาดนัดวันศุกร์จะมีชาวพม่าเข้ามาซื้อสินค้าและเข้ารับการรักษาพยาบาลในฝั่งไทยมากเป็นพิเศษ

 อุกฤษฐ์ เชื่อว่า หากมีการเปิดจุดผ่อนปรนการค้าชายแดนที่ถูกต้องจะทำให้การข้ามพรมแดนมีความสะดวกปลอดภัย มีผลดีต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ตั้งแต่ร้านค้าปลีก คนขับเรือจ้าง รถจักรยานยนต์รับจ้าง รวมทั้งในเรื่องสาธารณสุขก็จะสามารถป้องกันโรคระบาด เช่น ไข้มาลาเรีย ไข้เลือดออก โรคเท้าช้าง ฯลฯ ส่วนด้านความมั่นคงก็จะมีการสร้างความรู้สึกที่ดีและความสมานฉันท์ของทั้ง 2 ประเทศด้วย

 ส่วนอีกปัญหาที่ต้องเร่งเข้าไปแก้ไขคือ ปัญหาตลิ่งแม่น้ำกระบุรีในเขต ต.น้ำจืด พังทลายอย่างรุนแรง ทำให้ชาวบ้านประมาณ 50 ครัวเรือนได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก

 หลายครอบครัวมีแนวตลิ่งทรุดตัวเข้ามาใกล้ที่พักอาศัย หากไม่ได้รับการแก้ไขอีกไม่นานบ้านคงพังลงมาทั้งหลังแน่นอน

 นายกเทศมนตรีตำบลน้ำจืด ระบุว่า แนวตลิ่งที่เป็นปัญหามากๆ มีระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร จึงประสานโยธาธิการและผังเมืองให้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเบื้องต้นด้วยการนำหินมาถมตามแนวตลิ่งเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน

 ส่วนการแก้ไขปัญหาในระยะยาวจะต้องสร้าง "เขื่อน" เพื่อป้องกันแนวตลิ่งพัง ซึ่งจากการประเมินในเบื้องต้นพบว่าจะต้องใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท

 อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมูลค่าของโครงการสูงมาก จึงต้องขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานอื่นต่อไป โดยขณะนี้ได้ทำหนังสือถึง จ.ระนอง เพื่อให้ทราบถึงปัญหาดังกล่าวแล้ว

 ทั้งนี้ หากการแก้ไขปัญหาดังกล่าวล่าช้า ผลกระทบที่จะตามมานอกจากความเดือดร้อนของชาวบ้านคือ การเปลี่ยนแปลงแนวเขตแดนภายในประเทศ รวมถึงปัญหาเอกสารสิทธิการครอบครองที่ดินในอนาคต

"บุญเลื่อน พรหมประทานกุล"