
'วรวิทย์ ศุภโชคชัย' ดึงพลังคนระยองฟื้นป่า
'วรวิทย์ ศุภโชคชัย' ดึงพลังคนระยองฟื้นป่าผืนสุดท้าย : คอลัมน์เปิดใจผู้นำท้องถิ่น
เทศบาลนครระยอง พื้นที่ติดชายทะเล มีแม่น้ำระยองไหลผ่านลงสู่ทะเลที่บริเวณปากคลองก้นปึก แหลมเจริญ พื้นที่ดังกล่าวมีป่าชายเลนที่รับอิทธิพลของน้ำทะเลจากอ่าวไทยและน้ำจืดจากแม่น้ำระยอง มีสภาพพื้นที่เป็นดินเลนราบลุ่มมีเนื้อที่ทั้งหมด (ภายในเขตเทศบาลนครระยอง) ประมาณ 300 ไร่
วรวิทย์ ศุภโชคชัย นายกเทศมนตรีนครระยอง หรือนายกเล็ก ผู้ดำรงตำแหน่งติดต่อกันถึง 3 สมัย ได้เล็งเห็นว่าป่าชายเลนแถบนี้เคยเป็นป่าที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของชาวประมงและชาวบ้านในพื้นที่ เนื่องจากมีสัตว์น้ำเศรษฐกิจอยู่หลายชนิด ทว่าจากปัญหาที่มีมากมายในพื้นที่ ทำให้จำนวนของพื้นที่ป่าดังกล่าวลดลง อันสาเหตุมาจากประชากรที่เพิ่มขึ้น ความต้องการด้านที่ทำกินของชาวบ้านหรือผู้ประกอบการ ซึ่งบุกรุกเข้ามาบริเวณป่าชายเลนและจับสัตว์น้ำโดยไม่เปิดโอกาสให้สัตว์น้ำเหล่านี้ได้ขยายพันธุ์
"การใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย โดยไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างจริงจัง จนอยู่ในสภาพที่เสื่อมโทรม ทำให้เกิดการเสียสมดุลระบบนิเวศเป็นอย่างมาก เราจึงต้องรณรงค์ให้ทุกคนหันมารักป่าชายเลนให้มากขึ้น โดยชาวบ้านชุมชนสมุทรเจดีย์ ปากน้ำ ระยอง หลายครอบครัวต้องการอนุรักษ์ผืนป่าชายเลนแห่งนี้ ไว้ เพราะพวกเขาได้อยู่อาศัยทำมาหากิน เราได้แนวร่วมที่ดี จึงเข้าไปส่งเสริมการอนุรักษ์ จัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์แม่น้ำระยองและป่าชายเลนขึ้น" นายกเทศมนตรีนครระยอง กล่าว
พร้อมระบุว่า กลุ่มอนุรักษ์นี้มีนายคิน นาวงษ์ เป็นประธาน สมาชิกกลุ่มประกอบด้วย 7 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนสมุทรเจดีย์, ชุมชนปากน้ำ 1, ชุมชนปากน้ำ 2, ชุมชนก้นปึก-ปากคลอง, ชุมชนสัมฤทธิ์, ชุมชนทุ่งโตนด และชุมชนเนินพระ เรามีความพยายามที่จะเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา
"เทศบาลและกลุ่มอนุรักษ์ ได้ช่วยกันเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลน ด้วยร่วมกับโรงเรียนในเขตเทศบาลจำนวน 10 โรงเรียน ปลูกป่าชายเลน โดยแบ่งพื้นที่รับผิดชอบโรงเรียนละ 500 ต้น ปลูกและประเมินผลพร้อมกับปลูกซ่อมแซมทุกๆ 3 เดือน อีกทั้งร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ปลูกป่า กว่า 5,000 ต้น ช่วยกันทำทุ่นกั้นขยะเพื่อป้องกันขยะ และผักตบชวาที่ลอยมากับน้ำซึ่งจะทำให้ยอดกล้าไม้ที่ปลูกใหม่นั้นเสียหาย"
นายกเล็กเสริมอีกว่า เทศบาลนครระยองคอยสนับสนุนเรื่องงบประมาณในตอนแรก โดยจัดกิจกรรมให้ชาวบ้านได้เข้ามาร่วมปลูกป่าเป็นการปลุกจิตสำนึกให้รู้จักรักและหวงแหนผืนป่าให้กลุ่มอนุรักษ์ได้ขยายวงกว้างออกไป จากที่เคยมีสมาชิกแค่ชุมชนเดียวก็ขยายไปถึงชุมชนอื่น ถึงกลุ่มเยาวชน คนทำงาน ข้าราชการ พ่อค้าประชาชน นักท่องเที่ยว ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการปลูกป่าชายเลนผืนสุดท้ายในตัวเมืองระยอง
พร้อมมั่นใจว่าเมื่อประชาชนได้เห็นถึงประโยชน์ เห็นความสำคัญของป่าชายเลนแล้วก็เพิ่มความสำคัญให้พื้นที่ป่า เหตุนี้เทศบาลต้องการสร้างความเจริญ สร้างแหล่งเรียนรู้ควบคู่การอนุรักษ์และขยายผืนป่า ด้วยการสร้างสะพานไม้ หอชมวิว แต่ต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมาก จึงได้ของบประมาณจากภาคเอกชน คือบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด(มหาชน) สนับสนุน โดยเฉพาะการสร้างสะพานไม้มาตรฐานเข้าชมป่าชายเลน ดูเส้นทาง ศึกษาธรรมชาติ สร้างหอชมวิวริมแม่น้ำระยอง
"เมื่อสะพานและหอชมวิวเสร็จสมบูรณ์ ก็จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญเพราะอยู่ในบริเวณเจดีย์กลางน้ำ กลางเมืองระยอง จะเป็นแหล่งเรียนรู้ เส้นทางศึกษาธรรมชาติให้ทุกภาคส่วนที่ต้องการเข้ามาท่องเที่ยว เรียนรู้เรื่องระบบนิเวศป่าชายเลนที่สมบูรณ์ ซึ่งนอกจากมีสัตว์น้ำเข้ามาวางไข่ เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ มีพันธุ์ไม้เด่นๆ คือแสมและโกงกางขึ้นอย่างหนาแน่น อีกทั้งยังพบพันธุ์ไม้ชนิดอื่น เช่น ปอทะเล โพธิ์ทะเล ตะบูน ตะบัน ลำพู ลำแพน ฝาด ต้นจาก ที่คอยให้ความร่มรื่นกับประชาชน นักท่องเที่ยว"
นายกวรวิทย์ ย้ำว่า ต่อไปในอนาคตป่าชายเลนป่าผืนสุดท้ายริมแม่น้ำระยองจะต้องได้รับการขยายผืนป่าให้มากขึ้น แม้จะไม่เต็มพันไร่เหมือนในอดีต แต่ก็จะต้องมากกว่า 300 ไร่ที่เหลืออยู่ปัจจุบัน ซึ่งอาจจะต้องพูดคุยกับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่า ขอให้ช่วยขยับขยาย เพราะทุกครอบครัวอาศัยพื้นที่ป่าทำมาหากินมาหลายปีตั้งแต่ยังยากจน
"หากในอนาคตพวกเขาลืมตาอ้าปากได้ ก็จะขอร้องให้ขยับขยายออกไป ไม่ได้ไล่ แต่ขอร้องให้เห็นความสำคัญของผืนป่า ให้ช่วยกันแทนคุณป่า แทนคุณแผ่นดิน เพื่อจะได้คืนผืนป่าให้มีเนื้อที่มากเหมือนในอดีตที่ผ่านมา"
................................................
('วรวิทย์ ศุภโชคชัย' ดึงพลังคนระยองฟื้นป่าผืนสุดท้าย : คอลัมน์เปิดใจผู้นำท้องถิ่น)



