ข่าว

โอ้กรุงเทพฯ(อีกทีเถอะครับ)

โอ้กรุงเทพฯ(อีกทีเถอะครับ)

10 ส.ค. 2555

โอ้กรุงเทพฯ(อีกทีเถอะครับ) : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล

              การที่ผู้บริหารกรุงเทพมหานครปรีดาปราโมทย์กับคำขวัญประจำเมือง ที่ได้รับรางวัล 5.5 แสนบาทนั้น หากมองอีกทางหนึ่ง ก็อาจเป็นด้วยว่าท่านเหล่านั้นไม่ได้อ่านหนังสือ ทั้งๆ ที่อีกเพียงไม่กี่เดือนข้างหน้า "กรุงเทพฯ จะเป็นนครแห่งหนังสือโลก” เพราะถ้าอ่านหนังสือ ท่านก็ควรจะได้อ่านนิราศนรินทร์ ที่กล่าวถึงกรุงเทพฯ เอาไว้เช่นไร ดังเช่น
  
              “อยุธยายศล่มแล้ว               ลอยสวรรค์ ลงฤา
 สิงหาสน์ปรางค์รัตน์บรร-             เจิดหล้า
 บุญเพรงพระหากสรรค์       ศาสน์รุ่ง เรื่องแฮ
 เบิกอบายบังฟ้า                                ฝึกฟื้นใจเมือง”
  และ
  “เรืองเรืองไตรรัตน์พ้น             พันแสง
 รินรสพระธรรมแสดง                          ค่ำเช้า
 เจดีย์ระดะแซง                                เสียดยอด
 ยลยิ่งแสงแก้วเก้า                            แก่นหล้าหลากสวรรค์”
 
              ซึ่งแสดงถึงความงดงามและยิ่งใหญ่ของกรุงเทพฯ ยุคแรก อย่างอลังการงานกวี และถ้ามีความเข้าใจว่าหนังสือกับกวีหรือนักเขียนเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ออกแล้วไซร้ กรุงเทพมหานครก็น่าจะใช้โอกาสในวาระของการเป็นเมืองหนังสือโลกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าให้เป็นประโยชน์ ด้วยการจัดงานเช่นประชุมรัตนกวีไทย โดยมีกิจกรรมประการหนึ่งคือการร่วมกันแต่งคำประพันธ์ในหัวข้อชมกรุงเทพฯ อยู่ด้วย เท่านี้นอกจากจะได้บทกวีร่วมสมัยที่กล่าวถึงกรุงเทพฯ แล้ว ผมเชื่อว่าจะได้ "วรรคทอง" จากบทกวีชิ้นนี้มาใช้เป็นคำขวัญของกรุงเทพฯ ได้อย่างดียิ่ง หรือถ้าอยากจะให้อินเทรนด์ก็จัดประชุมกวีอาเซียนอีกสักงานหนึ่ง แล้วก็ขอให้กวีอาเซียนที่มาประชุมร่วมกันเขียนบทกวีสักชิ้นหนึ่งถึงกรุงเทพฯ เท่านี้ ก็จะเป็นการพีอาร์กรุงเทพฯ ในประเทศอาเซียนได้เป็นอย่างดี
 
              ถ้าผู้บริหารกรุงเทพมหานครไม่อ่านหนังสือ ก็น่าจะลองหาเพลง “กรุงเทพราตรี” ของสุนทราภรณ์ ที่ครูแก้ว อัจฉริยะกุล แต่งเนื้อ และครูเอื้อ สุนทรสนาน ประพันธ์ทำนอง มาฟังเผื่อจะได้เกิดความคิดและจินตนาการ โดยเฉพาะในท่อนที่ว่า

 “ยอดมณฑปช่อฟ้าตระการ       สำเริงสำราญสถานเวียงชัย
 เหมือนเมืองสวรรค์ของชาวไทย             ชนทั้งเมืองรุ่งเรืองวิไล
 ถ้วนทั่วทุกวัยเลิศจริงหญิงชาย...”

              ผมไม่อยากจะพูดซ้ำว่า คำขวัญ “กรุงเทพฯ ดุจเทพสร้าง เมืองศูนย์กลางการปกครอง วัด วัง งามเรืองรอง เมืองหลวงของประเทศไทย” ที่ชนะการประกวดของกรุงเทพมหานคร นั้นเป็นอย่างไร แต่ถ้าหากให้เด็กนักเรียนชั้นประถม 4 ของโรงเรียน กทม.ส่งคำขวัญเข้ามาประกวดกัน โดยมีเงินรางวัลสำหรับรางวัลชนะเลิศเป็นจำนวนสัก 1,500 บาท ผมก็ค่อนข้างเชื่อว่าจะได้คำขวัญที่อยู่ในระดับเดียวกันนี้
 
              โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าคำขวัญของกรุงเทพฯ ควรเป็นเรื่องที่มองไปข้างหน้าและสร้างภาพลักษณ์ที่ชัดเจนของกรุงเทพฯ ที่คนกรุงเทพฯ อยากให้เป็น ตัวอย่างที่ผมลองคิดขึ้นมาแวบๆ ก็เช่น “กรุงเทพฯ : มหานครแห่งอนาคต” หรือ “เมืองหลวงแห่งการศึกษา ศิลปะ และวัฒนธรรม”
 
              คำขวัญของผมนี้ ถ้าผู้บริหารกรุงเทพมหานครสนใจจะนำไปใช้ ผมยินดีมอบให้ฟรีๆ เลยครับ