
'อภิสิทธิ์'แนะ'เสื้อแดง'เคารพคำตัดสินศาล
'มาร์ค' แนะ 'คนเสื้อแดง' เคารพคำตัดสินศาล เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมไทยศักดิ์สิทธิ์ จวกกลับ 'ธิดา' ปท.ไม่ถอยหลัง หากศาลถอนประกันแกนนำ นปช. ชำแหละนโยบายศก. 1 ปี 'รบ.ปู' ล้าหลัง
9 ส.ค.55 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการฟ้าวันใหม่ทาง Blue Sky Channel กล่าวถึง กรณีวิทยุเสื้อแดงที่่มีการปลุกระดมให้มีมวลชนเสื้อแดงออกมาชุมนุมที่หน้าศาลอาญาว่า อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ถ้าเราไม่ทำให้กระบวนการยุติธรรมของเรามีความศักดิ์สิทธิ์ เราจะมีปัญหาต่อไปในอนาคตและเราจะไม่สามารถที่จะบังคับใช้กฎหมายได้ ทุกฝ่ายมีหน้าที่ของตนเอง ศาลก็มีหน้าที่ที่จะตัดสินทุกอย่างตรงไปตรงมา ไม่ละเว้น ไม่กลั่นแกล้ง ว่าไปตามพยานหลักฐานข้อเท็จจริงและคู่ความ และผู้เกี่ยวข้องก็ต้องเคารพศาล ถ้าเราไม่ทำอย่างนี้แล้ว กระบวนการยุติธรรมก็จะเป็นปัญหา การกล่าวอ้างเรื่องของการใช้สิทธิ์ทางการเมืองนั้นก็ต้องเป็นสิทธิ์ที่ต้องมีขอบเขตและเส้นแบ่ง วันนี้ทุกคนก็จับตาดูด้วยเหตุผลที่สำคัญว่า สิ่งที่ออกมาก็จะเป็นการบ่งบอกถึงอนาคตของความศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็ความเข้มแข็งของกระบวนการยุติธรรม ที่เป็นหัวใจของสังคมที่จะเป็นนิติรัฐ นิติธรรมและสังคมประชาธิปไตยจริงๆ
เมื่อถามว่านางธิดา ถาวรเศรษฐ์ ประธาน นปช.ระบุว่า หากวันนี้ศาลถอนประกัน เท่ากับประเทศไทยเดินกลับไปถอยหลังอีกครั้งหนึ่ง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบว่าถอยหลังเพราะอะไร แต่ถามว่าถ้าประเทศไทยไม่เคารพกฎหมายกันและมีคนกลุ่มหนึ่งอยู่เหนือกฎหมายได้ ถึงขั้นที่ว่าข่มขู่ คุกคาม คนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมได้นั้น มันไม่ยิ่งถอยหลังไกลไปมากกว่าที่นางธิดาพูด
'อภิสิทธิ์'เอาใจช่วยนักกีฬาไทย-แนะทุกฝ่ายช่วยส่งเสริม
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ต่อว่า ได้ติดตามข่าวการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ขอเอาใจช่วยนักกีฬาทุกคน รวมทั้งในภาพรวมของการส่งเสริมสนับสนุนกีฬา นักกีฬา ก็คงจะต้องมาช่วยกันหาช่องทางเพิ่มเติมในการที่จะทำให้ทีมของเรามีความแข็งแกร่งท่ามกลางการแข่งขันซึ่งนับวันรู้สึกว่ามาตรฐานและความเข้มข้นมันสูงขึ้น
'มาร์ค'ชำแหละนโยบายเศรษฐกิจ 1 ปี 'รบ.ปู' ล้าหลัง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ต่ออีกว่า ในการประชุมครม.เงาของพรรคประชาธิปัตย์เมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการหารือถึงการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาซึ่งพรรคก็คงจะมีการสรุปให้ประชาชนเห็นเป็นเรื่องๆ ซึ่ง 1 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหาร กลับกลายเป็นว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่จะมีการขาดดุลการค้า ดุลบัญชีเดินสะพัด ใช้จ่ายเงินในลักษณะประชานิยม มากกว่าการลงทุน และการลงทุนในยุคสมัยนี้ ส่วนใหญ่ก็จะเน้นในเรื่องของการทำงานกับภาคเอกชน ในลักษณะที่เป็นหุ้นส่วนกัน โดยให้ความสำคัญกับความโปร่งใสน้อยกว่ารัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งตนถูกถามอยู่เรื่อยว่า มีคนในรัฐบาลมักจะพูดว่า อยากจะเอาเงินคงคลังออกมา อยากจะเอาเงินทุนสำรองออกมา หรืออยากจะไปกู้เงิน กู้ในประเทศบ้าง ออกเป็นกฎหมายพิเศษบ้าง แล้วที่สำคัญก็คือว่า รูปแบบการจัดซื้อจัดจ้างก็มีปัญหาในเรื่องของความโปร่งใส เรื่องของการทุจริต คอร์รัปชั่น ซึ่งมีการท้วงติงกันมากมาย จะเห็นได้จากการอ้างกรณีน้ำท่วมมาเพื่อบริหารจัดการการจัดซื้อจัดจ้างในรูปแบบพิเศษ
“ผมกังวลว่า รัฐบาลมองภาพรวมของภาวะเศรษฐกิจ แล้วก็โครงสร้างเศรษฐกิจ ไม่ค่อยสอดคล้องกับความเป็นจริง และทิศทางนั้น ทำไปทำมาก็ยังหมกมุ่นอยู่กับความพยายามที่จะเอาเงินของรัฐออกมาใช้ โดยที่ไม่คำนึงถึงการจัดลำดับความสำคัญและความโปร่งใส ความถูกต้องในเรื่องของกฎระเบียบกฎหมายต่างๆ ถือเป็นภาพใหญ่ที่น่าเป็นห่วง มันจึงเป็นที่มาของนโยบายหลายนโยบายซึ่งก็ค่อนข้างที่จะล้าหลัง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
'อภิสิทธิ์' ชี้ สหรัฐฯขอพบ ปลัด พณ. สอบจำนำข้าวได้
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ทางสหรัฐอเมริกาจะส่งเจ้าหน้าที่มาพบปลัดกระทรวงพาณิชย์ของไทยขอตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าวระบุไทยการส่งออกข้าวบิดเบือนกลไกการค้าโลก ว่า ได้เคยเตือนเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่วันอภิปรายนโยบาย เพราะการแทรกแซงราคาและการค้า มีกติกาที่ทางองค์การการค้าโลกเขากำหนดอยู่ ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่รัฐบาลชุดที่แล้วใช้นโยบายประกันรายได้ เพราะนโยบายประกันรายได้ไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับการค้า เป็นเรื่องของการที่เราช่วยเหลือเกษตรกรในเรื่องรายได้แต่รัฐบาลอาจใช้ข้อต่อสู้ว่า ไม่ได้เป็นการซื้อแต่เป็นการจำนำข้าว ส่วนกรณีที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ออกมาตั้งข้อสงสัยว่า สหรัฐฯ มีอำนาจอะไรในการตรวจสอบนโยบายของไทย ตนไม่ได้มองว่าสหรัฐฯ จะมาตรวจสอบไม่ตรวจสอบ แต่ว่าทางประเทศไทยก็ต้องเตรียมการเอาไว้ในกรณีที่เกิดมีใครมองว่ามันขัด WTO แล้วเกิดการร้องเรียน ก็ต้องไปชี้แจง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้นักวิชาการศูนย์วิจัยกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.)ออกมาชี้ในประเด็นที่ว่านโยบายดังกล่าวน่าจะเข้าข่ายจงใจกระทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ โดยจะส่งเรื่องนี้ให้ ปปช.เพื่อพิจารณาว่า จะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 นั้น ตนพูดหลายครั้งว่า ปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นนั้นมันแยกไม่ออกในยุคปัจจุบัน แยกไม่ออกจากการออกแบบนโยบาย ซึ่งการทำนโยบายแบบนี้มีความเสี่ยงต่อการทุจริตคอร์รัปชั่นสูง ซึ่ง ปปช. มีสิทธิ์เตือน แต่รัฐบาลได้รับฟังการตักเตือนหรือไม่ และมีการป้องกันแค่ไหนหากรัฐบาลเองก็เพิกเฉย ไม่สนใจเลยและถ้าพิสูจน์ต่อมาว่า เกิดการทุจริต คอร์รัปชั่นขึ้นจริง ตามที่ปปช.เคยเตือน ก็น่าคิดว่า รัฐบาลมีเจตนาหรือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ จนปล่อยให้ความเสียหายเกิดขึ้น ก็อาจจมีการดำเนินการร้องปปช.ได้



