ข่าว

'วาเด็ง ปูเต๊ะ'พระสหายเสียชีวิตแล้ว

'วาเด็ง ปูเต๊ะ'พระสหายเสียชีวิตแล้ว

07 ส.ค. 2555

"วาเด็ง ปูเต๊ะ" พระสหายแห่งสายบุรี เสียชีวิตแล้ว ด้วยโรคชรา อายุ 96 ปี หลังจากถูกนำตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ หาดใหญ่ จ.สงขลา

              7ส.ค.2555 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวาเด็ง ปูเต๊ะ  พระสหายในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือพระสหายแห่งสายบุรี เสียชีวิตแล้ว ด้วยโรคชรา อายุ 96 ปี  ภายในบ้านพักของตัวเองบ้านเลขที่ 64 หมู่ 5 บ.บาเราะ ต.ปะเสยะวอ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี หลังจากถูกนำตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ หาดใหญ่ จ.สงขลา 

               นายธีระ มินทราศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี  ได้เดินทางไปร่วมพิธีอาบน้ำศพและทำพิธีฝังตามศาสนาอิสลาม ที่กูโบร์บ้านทุ่งเค็จ หมู่ 4 ต.ปะเสยะวอ  ในเวลา 17.30 น. พร้อมกล่าวว่า นายวาเด็งถือเป็นคนต้นแบบการใช้ชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และถือเป็นบุคคลตัวอย่างที่ดีในพื้นที่ ตนเองและชาวปัตตานีรู้สึกเสียใจกับการจากไปของนายวาเด็ง แต่อย่างไรก็ตามตนเองได้แจ้งไปยังสำนักพระราชวังถึงการเสียชีวิตของนายวาเด็งแล้ว
 
               ด้านนายมะไซนุง ดือราแม อายุ 34 ปี ลูกเขยนายวาเด็ง กล่าวว่า ก่อนที่นายวาเด็งจะเสียชีวิต ได้บ่นว่ารู้สึกแน่นหน้าอก และขอดื่มน้ำ 1 แก้ว ก่อนที่จะนอนพัก แล้วก็จากไปอย่างสงบ โดยก่อนหน้านี้ได้สั่งเสียไว้ตลอดเวลาว่า หากเสียชีวิตไปจะต้องดูแลต้นจำปาดะให้ดีที่สุด เพราะว่าต้นจำปาดะต้นนี้จะต้องนำผลไปถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกปี และต้นจำปาดะต้นนี้เป็นต้นที่เป๊าะเด็งรักและดูแลอย่างดีที่สุดตลอดมา ซึ่งตนเองและครอบครัวก็จะขอดูแลต้นจำปาดะอย่างดีตามที่สั่งเสียเอาไว้

              สำหรับนายวาเด็ง ปูเต๊ะ หรือ  "พระสหายแห่งสายบุรี"   เป็นชาวบ้านหมู่ 5 บ้านทุ่งเค็จ ต.ปะเสยะวอ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี  สำหรับที่มาของคำ "พระสหายแห่งสายบุรี" เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ส.2540 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสแสดงความเป็นห่วงเหตุการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยามนั้น และมีรับสั่งว่า "มีสหายอยู่ที่นั่นคนหนึ่งชื่อ "วาเด็ง ปูเต๊ะ"

              ทั้งนี้ศูนย์ข่าวอิศราสมาคมนักข่าวและนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดย กิ่งอ้อ เล่าฮง ,ไพรัช มิ่งขวัญ  ได้ทำรายงานเกี่ยวกับความเป็นมาของคำว่า “พระสหาย” อ้างอิงข้อมูลจากนิตยสารอีคอนนิวส์ ฉบับที่ 335 วันที่ 2 สิงหาคม 2542 ความโดยสรุปว่า เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินไปโครงการพัฒนาพรุแฆแฆ อ.สายบุรี จ.นราธิวาส ซึ่งพื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมขนาดใหญ่ใช้ประโยชน์ไม่ได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชดำรัสให้ศึกษาหาวิธีระบายน้ำในที่ลุ่มยามน้ำหลากและเก็บกักไว้ใช้ยามหน้าแล้ง ชาวบ้านจะได้มีน้ำใช้เพื่อการเพาะปลูก และเพื่อให้ได้ข้อมูลชัดเจนจึงเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง ณ บ้านเจาะใบ ต.แป้น อ.สายบุรี และได้ประทับทอดพระเนตรพรุแฆแฆด้านตะวันตก และทรงมีพระราชดำริกับชาวบ้านเป็นเวลานาน

              จนกระทั่งได้ข้อมูลใหม่จากชาวบ้านจึงสนพระทัยที่จะเสด็จฯไปทอดพระเนตรความเป็นไปได้ในการสร้างอาคารกั้นน้ำที่คลองน้ำจืด บ้านทุ่งเค็จ แต่ติดด้วยเวลาเย็นแล้ว ในขณะที่ไม่ได้เตรียมเส้นทางไว้รอรับเสด็จล่วงหน้า

              ที่สำคัญเป็นเส้นทางทุรกันดาร และรถยนต์ยังเข้าไปไม่ถึงจุดหมาย เจ้าหน้าที่จึงกราบบังคมทูลว่าเสด็จฯ ไปไม่ได้

              “ไปได้” พระราชดำรัสเพียงสั้น ๆ รถยนต์พระที่นั่งเคลื่อนตัวลึกเข้าไปในหมู่บ้านท่ามกลางฝุ่นฟุ้งกระจาย จนรถคันหลังเกือบจะไม่เห็นรถคันหน้า เมื่อสิ้นสุดเส้นทางรถยนต์จึงเสด็จฯ  ตามทางเท้าเล็กๆ สองข้างรกชัฎต่อไปอีกไกลด้วยพระบาท เมื่อถึงชายคลองน้ำจืดบ้านทุ่งเค็จนั้นตะวันลับขอบฟ้าพอดี ทรงพิจารณาแผนที่ด้วยแสงจากไฟฉายเป็นเวลานาน ท่ามกลางความมืดมิดและความตึงเครียดของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แต่มิได้ทรงปริวิตกแต่อย่างใด

              ไม่นานนักก็มีเงาตะคุ่มของผู้คนเป็นวงรอบเมื่อที่เดินทางมา เมื่อรู้ว่าผู้ยืนเด่นกลางดงไม้ในสวนลึก คือ พระเจ้าแผ่นดิน นายวาเด็ง หนึ่งในบรรดาชาวไทยมุสลิมวัยกว่า 70 ปี ได้เดินทางมาเข้าเฝ้าฯ พร้อมกับชาวบ้านคนอื่นๆ ด้วยโสร่งตัวเดียวไม่สวมเสื้อ

              นายมนูญ มุกข์ประดิษฐ์ ปัจจุบันคือ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ซึ่งตามเสด็จเพื่อถวายงาน ได้บันทึกเหตุการณ์นี้เมื่อ 30 กันยายน 2535 ไว้ว่า ลุงวาเด็งมีโอกาสได้เข้าเฝ้าทั้งชุดนั้นอย่างใกล้ชิด  แล้วยังได้ถวายคำตอบเพื่อทรงถามข้อมูลได้อย่างคล่องแคล่ว เมื่อรู้ว่าเสด็จพระราชดำเนินมาเพื่อพระราชทานความช่วยเหลือ ลุงวาเด็งจึงกราบบังคมทูลเป็นภาษาพื้นบ้านว่าดีใจมากแต่ก็เหลียวซ้ายแลขวาผิดปกติ แล้วก็ตัดสินใจกราบบังคมทูลอย่างฉะฉานว่า พระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ มาเยี่ยมทั้งที ไม่มีอะไรจะถวายเลย ผลไม้ในสวนเพิ่งเก็บขายได้เงินมา 20,000 บาทก็นำไปซื้อเครื่องสูบน้ำ ทั้งสวนเหลือทุเรียนผลเดียว หนำซ้ำยังดิบ

              มีเสียงเย้าว่า เครื่องสูบน้ำนั่นไง ยังใหม่อยู่ด้วย

              “ถอดเอาขึ้นรถขนไปเลย ขอถวายพระเจ้าอยู่หัว” ลุงวาเด็งกล่าวเด็ดเดี่ยวโดยไม่เสียเวลาคิดแล้วยิ้มซื่อโดยไม่คิดว่าเป็นการพูดเล่น และด้วยท่าทียินดีที่จะสละสมบัติมีค่าชิ้นเดียวซึ่งได้มาด้วยหยาดเหงื่อ และแรงกายจากการทำงานมาทั้งปีถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ที่ตามเสด็จฯเกิดความรู้สึกตื้นตันใจเมื่อเห็นอากัปกิริยาอันเป็นธรรมชาติที่ไม่ได้เสแสร้งของลุงวาเด็ง

              พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระสรวลอย่างมีความสุขไม่ต่างไปจากลุงวาเด็ง
 
             
              นายวาเด็ง ปูเต๊ะใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่กับนางสาลาเมาะ ปูเต๊ะ ภรรยา  มีลูกทั้งหมด  5 คน ยามว่างเพาะเลี้ยงนกเขา ทำกรงนก และดูแลสวนตามกำลังที่ยังมี แต่ก็มีอาการเจ็บป่วยด้วยโรคชรา และเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2554 ที่ผ่านมา   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม  พระราชทานแจกันดอกไม้  เยี่ยมอาการป่วยของนายวาเด็ง ปูเต๊ะ ที่เข้ารับการรักษาอาการป่วยด้วยโรคหัวใจและโรคไต ที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์   2554

(หมายเหตุ : ภาพจากแฟ้มข่าว)