ข่าว

ปชป.เหน็บเต้นอำมาตย์ป้ายแดงไม่มีความรู้ศก.

ปชป.เหน็บเต้นอำมาตย์ป้ายแดงไม่มีความรู้ศก.

07 ส.ค. 2555

"ชวนนท์" เหน็บ "ณัฐวุฒิ" อำมาตย์ป้ายแดง ไม่มีความรู้ ศก. แก้ปัญหาราคายางไม่ได้ จี้ นายกฯ ถอด "เฉลิม" พ้นทีมแก้ไฟใต้ วอนเหยื่อฆ่าตัดตอนแสดงตัวเป็นโจทก์ร่วมเอาผิด อัด วงเงินกู้ปีหน้าไม่พออุดรับจำนำข้าว

          วันที่ 7 ส.ค.55  นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรฯ  กู้เงินกว่า 3 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมาพยุงราคายางให้ขึ้นมาที่กิโลกรัมละ104 บาท แต่ก็ยังทำไม่ได้ว่า นายณัฐวุฒิบอกว่าที่ราคายางยังไม่ปรับขึ้น เพราะต้องรอประเมินผลค่านำการตลาด และพรรคประชาธิปัตย์ต้องเข้าใจว่าเศรษฐกิจโลกตกต่ำมีผลต่อราคายางนั้น แสดงให้เห็นถึงสติปัญญาของนายณัฐวุฒิ เพราะถ้าอย่างนั้นจะกู้เงินไปทำไม เพราะการกู้เงินคือการไปรับซื้อจากเกษตรกร พอเอาเงินไปแล้วกลับมาโทษตลาดโลก โทษราคานำตลาด ถือเป็นตลกร้ายของอำมาตย์ป้ายแดงที่ไม่มีความรู้ ไม่เข้าใจกลไกการบริหารเศรษฐกิจโลกเลย การกู้เงินก็เพื่อไปรับซื้อดึงราคาตลาดในประเทศ แต่หากจะพึ่งมาตรการจากตลาดโลกก็ไม่ต้อกู้เงินไปใช้ ที่เรากู้ก็เพราะต้องการเลี่ยงประเด็นนี้

 

"ปชป." จี้  นายกฯ ถอด "เฉลิม" พ้นทีมแก้ไฟใต้


          นายชวนนท์ กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า หลายคนในรัฐบาลออกมาดูถูกปัญหาในภาคใต้อย่างร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ และมีแนวคิดจะใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา ซึ่งจะเป็นการซ้ำเติมปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ นายกฯ ต้องรีบตัดไฟแต่ต้นลม จะใช้คนขี้โม้เก่งในกทม.ทำงานต่อไม่ได้ ไม่กล้าแม้แต่จะเฉียดเข้าไปในพื้นที่แต่ดูถูกปัญหาเอามันส์เข้าว่า นายกฯ ต้องถอดคนเหล่านี้ สั่งห้ามพูดถึงปัญหาภาคใต้อีก การที่ร.ต.อ.เฉลิมระบุว่าไม่มีธุรกิจในภาคใต้จึงไม่จำเป็นต้องลงมาในพื้นที่นั้น แสดงให้เห็นว่า ที่ร.ต.อ.เฉลิมทำงานอยู่ทุกวันนี้ เพื่อธุรกิจส่วนตัวของตัวเองไม่แปลกใจทำไมอยากคุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) เรื่องเกี่ยวข้องกับความมั่นคง 


วอนเหยื่อฆ่าตัดตอนแสดงตัวเป็นโจทก์ร่วมเอาผิด


          โฆษกพรรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ยื่นหนังสือถึงศาลอาญาระหว่างประเทศให้สอบสวนคดีการฆ่าตัดตอนจากนโยบายปราบปรามยาเสพติดสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่า  กระทำไปตามที่คณะกรรมการอิสระตรวจสอบ ศึกษาและวิเคราะห์การกำหนดนโยบายปราบปรามยาเสพติดให้โทษและการนำนโยบายไปปฏิบัติ จนเกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียง และทรัพย์สินของประชาชน (คตน.) ได้ศึกษาและมีผลสรุปตนขอเรียกร้องไปยังประชาชนและรัฐบาลคือ 1.วันนี้เราควรทวงถามความยุติธรรมให้ประชาชนอยากน้อย 2,559 ศพ ไม่นับรวมญาติที่ต้องทนทุกข์มาเกือบ 10 ปี โดยไม่มีใครดูแลอย่างเป็นธรรม ทั้งนี้ ตนเรียกร้องให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบมาแสดงตนร่วมเป็นโจทก์กับพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้ร้องทุกข์เอาผู้ที่กระทำความผิดและผู้อยู่เบื้องหลังนโยบายปราบปรามยาเสพติดในช่วงดังกล่าวมาดำเนินคดี
          
          “คดีเหล่านี้เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐโดยตรง ถูกยิงโดยตำรวจ เสียชีวิตโดยที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี ได้รับความสูญเสียจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างแท้จริง จึงสมควรได้รับเงินเยียวยา 7.75 ล้านบาท ซึ่งต้องได้รับอย่างเท่าเทียมทั่วถึง ทั้งที่คนกลุ่มนี้ควรมีสิทธิเป็นกลุ่มแรกที่ควรได้รับเงินเยียวยา” นายชวนนท์กล่าว
 
          นายชวนนท์ กล่าวอีกว่า 2.นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ระบุว่าจะให้รัฐบาลลงสัตยาบันรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศนั้น ขอให้รีบทำโดยเร็วเพื่อให้เรานำคนผิดในประเทศไทยไปขึ้นศาลอาญาได้ แต่ถ้ารัฐบาลไม่กล้าก็หมายความว่ามีชนักปักหลัง เพราะหากทำแล้วคงรู้ดีว่าพ.ต.ท.ทักษิณอาจจะเป็นคนไทยคนแรกที่ได้ลิ้มลองรสชาติคุกของศาลอาญาระหว่างประเทศและ หากรัฐบาลมั่นใจมีหลักฐานเอาผิดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่อ้างว่าสั่งฆ่าประชาชน 98 ศพ มาหลอกต้มคนเสื้อแดง เพื่อเอาศาลอาญามาอ้างล้างผิดให้คนในประเทศ ก็ขอให้เร่งลงสัตยาบัน


ปชป. อัด วงเงินกู้ปีหน้าไม่พออุดรับจำนำข้าว


          นายชวนนท์ แถลงว่า  จากกรณีที่นายบุญทรง เตยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ พยายามปกปิดความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว และระบุว่าจะไม่ขายขาดทุนเนื่องจากจะมีการขายแบบรัฐต่อรัฐ แต่เป็นที่น่าแปลกใจว่าทำไมถึงกลับไม่บอกรายละเอียดว่าการขายดังกล่าวทำกับประเทศใด และ จำนวนเท่าไหร่ อย่างไร ซึ่งหากทำให้ไม่ขาดทุนได้ก็ถือเป็นรัฐมนตรีดีเด่นเพราะสื่อมวลชนนักวิชาการต่างประเทศและในประเทศหลายสำนักต่างรุมสับนโยบายรับจำนำข้าว รวมไปถึงคำยืนยันจากผู้บริหารของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.)ก็ออกมายอมรับว่าปีที่ผ่านมาเสียหายจากโครงการนี้ไปแล้วไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาท ซึ่งส่วนตัวเชื่อในผู้บริหารธกส.มากกว่ารัฐมนตรี
 
          นายชวนนท์ กล่าวว่า  นอกจากนี้ ข้อมูลจากสำนักบริหารหนี้สาธารณะประเมินว่าวงเงินที่จะกู้ในปีหน้า ไม่พอที่จะกู้เพื่อนำมาใช้ในโครงการรับจำนำข้าว เพราะ วงเงินกู้จะทำได้เพียงแค่ 20% ของงบประมาณทั้งหมด ซึ่งจะอยู่ที่ 2.4 ล้านล้านบาท ทำให้กู้เงินได้เพียง 4.8 แสนล้านบาท ไม่พอต่อการนำไปทำโครงการรับจำนำข้าว จนต้องอาจแบ่งกู้เป็นสองรอบ กลายเป็นหนี้ผูกพันข้ามปี อีกทั้งข้อมูลจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนา (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่าโครงการรับจำนำสมัยก่อนเงินยังถึงมือประชาชนไปถึง 37% แต่ปัจจุบันเงินไปถึงมือเกษตรกรเพียงแค่ 17% เท่านั้น จึงอยากถามว่าเงินอีก 83% ไปอยู่ในมือของใคร หรือนี่จะเป็นเหตุผลที่ทำให้ต้องดำเนินการโครงการนี้แม้จะขาดทุนต่อไปก็ตาม