
แกะรอย'อาวุธสงคราม'เขย่าขวัญคนกรุง
แกะรอย'อาวุธสงคราม'เบื้องหลังเขย่าขวัญ..คนกรุง : ตะลุยข่าว โดยโต๊ะรายงานพิเศษ
นับเป็นความโชคดีของชาวกรุงเทพฯ ที่ตำรวจสามารถตรวจยึดกระเป๋าเดินทางบรรจุอาวุธปืนสงครามและวัตถุระเบิดจำนวนมาก ภายในช่องเก็บสัมภาระของรถประจำทางสายนครราชสีมา-กรุงเทพฯ ซึ่งจอดอยู่ภายในสถานีขนส่งหมอชิต โดยเชื่อว่า คนร้ายน่าจะนำมาเตรียมก่อเหตุสร้างสถานการณ์?!!
เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหน่วยงานด้านความมั่งคงแห่งหนึ่ง ยืนยันต่อ "คม ชัด ลึก" ว่า พอทราบข้อมูลว่ามีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มพยายามเตรียมก่อเหตุเป็นการกระทำในลักษณะของเชิงสัญลักษณ์ กลุ่มบุคคลกลุ่มนี้มีเครือข่ายเชื่อมโยงกัน โดยไม่ฟังผู้ที่อยู่ระดับสูงกว่า และข้อมูลด้านการข่าวยังระบุอีกว่า กลุ่มพวกนี้เตรียมก่อเหตุตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคมเป็นต้นไป โดยไม่ประสงค์เอาชีวิตผู้ใด แต่ต้องการให้เกิดเสียงระเบิดภายในกรุงเทพฯ แต่หากภายในกรุงเทพฯ มีการตั้งด่านตรวจค้นก็จะเตรียมก่อเหตุรอบๆ กรุงเทพฯ ชั้นนอกแทน
ขณะที่แหล่งข่าวในชุดสืบสวนให้ข้อมูลสอดคล้องกันว่า การสืบสวนและเบาะแสจากสายลับเชื่อว่า คนร้ายไม่น่าจะนำไปสะสม หรือส่งไปขายในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง เข้มงวดในการตรวจค้นยานพาหนะทุกคัน หากวิเคราะห์จากข้อมูลของสายลับและประวัติของสายลับที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่นิยมความรุนแรง มีแนวโน้มว่า คนร้ายน่าจะนำมาให้พรรคพวกที่เตรียมสร้างสถานการณ์บางอย่างในพื้นที่กรุงเทพฯ
เบื้องหลังการแกะรอยอาวุธสงครามดังกล่าว เริ่มต้นเมื่อช่วงสายวันที่ 3 สิงหาคม หลังจากสายลับคนหนึ่ง ซึ่งแฝงตัวอยู่ในกลุ่มของบุคคลบางกลุ่มที่นิยมใช้ความรุนแรง แจ้งเบาะแสว่า ช่วงวันที่ 5 สิงหาคม คนร้ายเป็นชายอายุประมาณ 30-35 ปี สูงประมาณ 175 เซนติเมตร ตัดผมเกรียน ผิวดำแดง จะลักลอบขนอาวุธสงครามและวัตถุระเบิดเข้ามาในกรุงเทพฯ โดยรถประจำทางสายนครราชสีมา-กรุงเทพฯ ทะเบียน 10-4427 กรุงเทพมหานคร
ชุดสืบสวนของหน่วยงานดังกล่าวจึงส่งกำลังไปเฝ้าประกบตามที่สายลับแจ้งเบาะแส โดยใช้วิธีขับรถยนต์สะกดรอยตามรถประจำทางสายดังกล่าวที่ออกมาสถานีขนส่งจังหวัดนครราชสีมา จนกระทั่งชุดสืบสวนประเมินสถานการณ์ว่า หากรถประจำทางสายดังกล่าวเข้าเทียบท่าที่สถานีขนส่งหมอชิตแห่งใหม่ ก็จะให้ชุดสืบสวนอีกหนึ่งชุดสะกดรอยตามคนร้ายว่า นำอาวุธปืนสงครามและวัตถุระเบิดส่งให้ใคร เพื่อขยายผลในลักษณะกระทำความผิดเป็นขบวนการ
ทว่าเมื่อชุดสืบสวนบางส่วนมาดักรอในละแวกสถานีขนส่งหมอชิตใหม่ แต่ปรากฏว่าสายลับโทรศัพท์มาบอกชุดสืบสวนว่า รถประจำทางคันดังกล่าวเครื่องยนต์เสียบริเวณอนุสรณ์สถาน ถรรวิภาวดีรังสิต ทำให้พนักงานขับรถต้องเรียกรถประจำทางสายเดียวกัน ทะเบียน 10-4810 กรุงเทพมหานคร รับผู้โดยสารและสัมภาระไปส่งที่สถานีขนส่งหมอชิตใหม่แทน
จนกระทั่งรถประจำทางคันที่สับเปลี่ยนเดินทางมาถึงบริเวณชานชาลาที่ 59 ชุดสืบสวนคอยสังเกตให้ผู้โดยสารหยิบสัมภาระของตนเองลงจากรถประจำทางทั้งหมด แต่ปรากฏว่าเหลือกระเป๋าเดินทางสีดำใบใหญ่ 1 ใบ วางอยู่บนพื้นข้างรถ ไม่มีผู้โดยสารหยิบไป ชุดสืบสวนจึงตัดสินใจกั้นจุดที่กระเป๋าเดินทางสีดำใบใหญ่วางอยู่เพื่อ ไม่ให้ประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าใกล้รัศมี เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดอันตราย ก่อนแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด บก.สปพ.เข้าดำเนินการเก็บกู้ด้วยความเรียบร้อย
พยานแวดล้อมให้ข้อมูลชุดสืบสวนว่า ได้รับผู้โดยสารมาจาก จ.นครราชสีมา เพื่อมาส่งที่สถานีขนส่งหมอชิตใหม่ ระหว่างวิ่งมาถึงบริเวณอนุสรณ์สถาน พบรถประจำทางของบริษัทเดียวกันที่วิ่งมาก่อนหน้า ทะเบียน 10-4427 จอดเสียอยู่
"พนักงานขับรถรับถ่ายผู้โดยสารพร้อมสัมภาระ พบเห็นผู้ต้องสงสัยเป็นชายอายุประมาณ 30-35 ปี สูงประมาณ 170-175 เซนติเมตร ผิวดำแดง ผมสั้นเกรียน สวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้น กางเกงขายาว เดินทางมาคนเดียว บอกให้เอากระเป๋าดังกล่าวใส่ไว้ที่เก็บกระเป๋าใต้ท้องรถ เมื่อขึ้นรถมาชายคนดังกล่าวก็เดินไปนั่งที่เบาะหลังสุดด้านซ้าย จึงสอบถามว่าจะลงที่ไหน ผู้ชายคนดังกล่าวบอกว่าลงหน้าวัดเสมียนนารี จึงบอกว่ารถประจำทางไม่จอด ต้องมาลงที่สถานีขนส่งหมอชิตใหม่ ซึ่งผู้ชายคนดังกล่าวไม่พูดอะไร พอมาถึงชานชาลาผู้ชายคนดังกล่าวก็รีบเดินลงจากรถประจำทางทันที" พยานแวดล้อมให้ข้อมูล
"อาวุธปืนอาก้า" 1 กระบอก พร้อมกระสุนกว่า 200 นัด ระเบิดนานาชนิดและทุ่นระเบิดสังหารบุคคลรวมกว่า 10 ลูก ซึ่งอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน หากไม่ถูกเจ้าหน้าที่ติดตามแกะรอยจนกระทั่งตรวจพบเสียก่อน อาจเกิดเหตุไม่คาดฝันมาเขย่าขวัญคนกรุงเทพฯอีกครั้งก็ได้!!
..........
(หมายเหตุ : แกะรอย'อาวุธสงคราม'เบื้องหลังเขย่าขวัญ..คนกรุง : ตะลุยข่าว โดยโต๊ะรายงานพิเศษ)



