
วุ่น!เสียงแตกชิงเก้าอี้ปธ.วุฒิฯ
วุ่น ! เสียงแตก ชิงเก้าอี้ ปธ.วุฒิฯ ตัดคะแนน-เตะขากันเอง แบ่งขั้วหนุน 'นิคม-ชูชัย' ด้าน พท. ซัด 'วิทยา' ปูดข่าวดึงปชป.ร่วมรัฐบาล แค่ฝันกลางวัน
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการประชุมของส.ว.เลือกตั้ง เพื่อสรุปรายชื่อบุคคล ที่จะถูกเสนอชื่อเข้าคัดเลือกตำแหน่งประธานวุฒิสภา แทนตำแหน่งที่ว่างอย่างไม่เป็นทางการ โดยมี ส.ว. เลือกตั้ง ประมาณ 30 คน อาทิ นายประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ ส.ว. ขอนแก่น นายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว. นนทบุรี นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ส.ว.ราชบุรี ฯลฯ ซึ่งเป็นแกนนำของกลุ่มต่าง ๆ ใน ส.ว. เลือกตั้งว่า ที่ประชุมสรุปจะส่งชื่อของนายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ในฐานะรักษาการประธานวุฒิสภา เข้ารับการคัดเลือก
ทั้งนี้ นายสมชาติ พรรณพัฒน์ ส.ว.นครปฐม กล่าวยืนยันว่า จะส่งชื่อนายนิคม ลงคัดเลือก และนายนิคมจะลาออกจากตำแหน่งรองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ในวันที่มีการคัดเลือกประธานวุฒิสภา โดยมีเงื่อนไขว่า เป็นการแข่งขันกันระหว่าง ตัวแทน ส.ว. เลือกตั้งหนึ่งคน และจากส.ว. สรรหาหนึ่งคน
อย่างไรก็ตาม หากไม่เป็นไปตามนี้ นายนิคม จะไม่ขอลาออกจากตำแหน่งรองประธานวุฒิสภา
ทั้งนี้ จะมีการการประชุมส.ว.เลือกตั้งอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ในวันที่ 7 ส.ค.55 เวลา 12.30 น. เพื่อแจ้งผลการหารือ และหยั่งเสียงอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ยังมีการเคลื่อนไหวของส.ว.เลือกตั้ง อีกกลุ่ม ที่คาดว่า จะส่ง นายชูชัย เลิศพงศ์อดิศร ส.ว.เชียงใหม่ เข้ารับการคัดเลือก
นายชูชัย ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า มีส.ว.ทั้งภาคสรรหาและภาคเลือกตั้ง ทาบทามให้เข้ารับการเสนอชื่อชิงตำแหน่งประธานวุฒิสภา ซึ่งขณะนี้ เขาตัดสินใจแล้วว่า พร้อมรับการเสนอชื่อดังกล่าว และมั่นใจว่า จะได้รับเลือก
ส่วนประเด็นที่หลายฝ่ายมองว่า การส่ง ส.ว.เลือกตั้ง ลงชิงตำแหน่งหลายคนพร้อมกัน จะเป็นการตัดแต้มซึ่งกันและกันนั้น มองว่า การที่มีบุคคลหลายคนเข้ารับการเสนอชื่อ เป็นสีสันของประชาธิปไตย
พท. ซัด 'วิทยา' ดึงปชป.ร่วมรัฐบาลฝันกลางวัน
ด้าน นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายวิทยา แก้วภราดัย ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคเพื่อไทยอยากให้พรรคประชาธิปัตย์มาร่วมรัฐบาล แต่ไม่กล้ายอมรับความจริงว่า การออกมาพูดของนายวิทยา เป็นเพียงแค่ฝันกลางวันของนายวิทยา
"เป็นถึงอดีตรัฐมนตรี การพูดอะไรต้องมีเหตุมีผลและหลักฐาน ผมขอท้าให้นายวิทยา นำหลักฐานที่พรรคเพื่อไทย ชวนเข้าร่วมรัฐบาล ออกมาเปิดเผยสู่สาธารณะชน และควรที่จะออกมาชี้แจงให้เกิดความเข้าใจ ไม่ใช่แค่พูดลอย ๆ พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทย เป็นเหมือนน้ำกับน้ำมัน อุดมการณ์ทางการเมืองก็ต่างกัน จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำงานร่วมกัน"
นายพร้อมพงษ์ กล่าวว่า ประชาชนเลือกพรรคเพื่อไทยให้มาเป็นรัฐบาล เลือกพรรคประชาธิปัตย์ให้มาเป็นฝ่ายค้าน การที่จะดึงพรรคประชาธิปัตย์มาเข้าร่วมนั้น ประชาชนอาจจะมองว่า เป็นเผด็จการรัฐสภา ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน เพราะมีเสียงมากถึง 400 กว่าเสียง ซึ่งตามหลักวิธีคิดนั้น เป็นไปไม่ได้เลย อีกทั้งประชาชนและประเทศชาติจะขาดประโยชน์ เพราะจะไม่มีฝ่ายค้านคอยตรวจสอบรัฐบาล
นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ น่าจะเป็นการที่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อยากมาเข้าร่วมรัฐบาล เพราะเป็นรัฐบาลมาแค่ 2 ปี 8 เดือนอาจจะยังไม่เพียงพอ แต่คงเป็นไปไม่ได้ พรรคประชาธิปัตย์ควรกลับไปคิดในการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลดีกว่า และควรตรวจสอบอย่างมีเหตุมีผล ไม่ใช่จ้องแต่จะทำเป็นประเด็นทางการเมืองอย่างเดียว
"หากทำได้ หวังว่า เลือกตั้งครั้งหน้า พรรคประชาธิปัตย์จะได้เสียงในสภาฯ มากขึ้น ผมหวังว่า แกนนำพรรคประชาธิปัตย์จะปรับปรุงการทำงานของพรรคให้ดีขึ้น"
นายพร้อมพงษ์ ยังยืนยันว่า เรื่องดังกล่าว เป็นเพียงแค่ข่าวโคมลอย เป็นแค่ความคิดเห็นและความต้องการ ของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น
มท.1แจง DSI ปม BTS ปัดอนุมัติ กทม. ขยายสัญญา
แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณี กทม.ทำสัญญาว่าจ้าง บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ(บีทีเอสซี)เดินรถไฟฟ้าบีทีเอสส่วนต่อขยายว่า ล่าสุด นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ รมว.มหาดไทย ได้ทำหนังสือตอบกลับข้อซักถามของดีเอสไอ เกี่ยวกับการสัญญาการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงว่า การที่ กทม.ทำสัญญาจ้างบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด(เคที)ให้บริหารสัญญาจ้างโครงการระบบขนส่งมวลชน กรุงเทพฯ ลงวันที่ 2 พ.ค.2555 และต่อมาเคทีได้ทำสัญญาจ้างบีทีเอสซี ให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุง ตามสัญญาลงวันที่ 3 พ.ค.2555
ทั้งนี้ นายยงยุทธ ชี้แจงว่า เป็นผลจากการดำเนินโครงการระบบขนส่งมวลชนของกทม.ส่วนต่อขยาย ซึ่งเป็นระบบรถไฟฟ้าชนิดขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า วิ่งบนรางคู่ยกระดับมีลักษณะเป็นรถราง ย่อมส่งผลให้สัญญาทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการตามโครงการระบบขนส่งมวลชน ซึ่งมีลักษณะเป็นกิจการรถรางและเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจกระทรวงมหาดไทย
นายยงยุทธ ระบุในหนังสือตอบข้อซักถามดีเอสไอด้วยว่า โครงการระบบขนส่งมวลชนของ กทม. ที่ได้ดำเนินการเมื่อปี 2535 ก็เป็นกิจการเกี่ยวกับรถราง ซึ่ง รมว.มหาดไทย ได้เคยอนุมัติให้สัมปทานตามประกาศคณะปฏิบัติที่ 58 ดังนั้น การที่กทม.ทำสัญญาจ้างเคทีบริหารโครงการระบบขนส่งมวลชน และต่อมาเคทีได้ทำสัญญาจ้างบีทีเอสซี ให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุง จึงเป็นการดำเนินการ ที่มีลักษณะเป็นกิจการรถราง ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย
ดังนั้น การดำเนินการดังกล่าว จึงอยู่ในบังคับประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 58 ที่ห้ามไม่ให้บุคคลใดประกอบกิจการค้าขายอันเป็นสาธารณูปโภค เว้นแต่จะได้รับอนุญาตหรือได้รับสัมปทานจากรมว.มหาดไทย
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบ ยังไม่ปรากฏว่า รมว.มหาดไทย ได้เคยอนุญาต หรือให้สัมปทานเกี่ยวกับสัญญาทั้ง 2 ฉบับ
แหล่งข่าวระบุอีกว่า ภายหลังได้รับหนังสือยืนยันอำนาจการอนุมัติสัมปทานระบบขนส่งมวลชนจากกระทรวงมหาดไทย ชุดสืบสวนของ พ.ต.ท.ถวัล มั่งคั่ง ผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษ 2 จะนำเอกสารเข้าประมวลเพิ่มเติมในสำนวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการขยายอายุสัมปทานรถไฟฟ้าบีทีเอส เพื่อเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ(กคพ.) พิจารณารับเป็นคดีพิเศษอีกครั้ง โดยคาดว่า จะนัดประชุมบอร์ด กคพ.หลังวันที่ 7 ก.ย.2555 ซึ่งจะเป็นการประชุมนัดแรกของบอร์ด กคพ.ผู้ทรงคุณวุฒิชุดใหม่ที่รัฐบาลเพิ่งมีมติแต่งตั้ง



