ข่าว

มันแปลกดีนะ

มันแปลกดีนะ

06 ส.ค. 2555

มันแปลกดีนะ : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล

                  มีน้องคนหนึ่งโพสต์คำพูดของซีอีโอบริษัทยักษ์ใหญ่ของสิงคโปร์รายหนึ่งที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเทศไทยมาให้ผมซึ่งมีหลายประเด็นที่น่าสนใจ ซึ่งผมขอสรุปย่อๆ มาเล่าให้ฟังกันต่ออีกทอดหนึ่งครับ
   
                ประเด็นแรก เกี่ยวกับกรุงเทพมหานคร ซีอีโอสิงคโปร์รายนั้นกล่าวว่า จากการคำนวณของนักวิทยาศาสตร์ นักธรณีวิทยา และผู้เชี่ยวชาญหลายสาขาของสิงคโปร์ เขาเชื่อว่าหากไม่ได้รับการดูแลแก้ไขอย่างจริงจังแล้ว กรุงเทพฯ จะมีอายุอยู่อีกไม่เกิน 19 ปีข้างหน้า ซึ่งถ้าถือเอาปีนี้เป็นเกณฑ์ก็ตกประมาณ พ.ศ.2574 หรือเท่ากับ 99 ปีของประชาธิปไตยแบบไทยๆ พอดี และเมื่อพ้น 19 ปีไปแล้ว หากป้องกันแก้ไขสถานการณ์ไม่ทัน น้ำทะเลก็จะหนุนเข้ามาในกรุงเทพฯ จนเกิดน้ำท่วมอย่างถาวรในหลายพื้นที่ สุดท้ายแล้วอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ทั้งหลายที่รัฐบาลและเอกชนลงทุนไปเป็นจำนวนเงินมหาศาลก็จะสูญเปล่า
   
                เขาบอกต่อไปว่า เมื่อ 20 ปีก่อน รัฐบาลไทยเคยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากสิงคโปร์มาช่วยวิเคราะห์เพื่อแก้ไขปัญหาผังเมือง การจราจรและการคมนาคมของกรุงเทพฯ ซึ่งได้ข้อสรุปว่าไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะผังเมืองผิด (หรือไม่เคยมีการวางผังเมือง) มาตั้งแต่แรก สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญสิงคโปร์ให้คำแนะนำคือการย้ายเมืองหลวงออกไปไกลๆ แล้ววางผังเมืองใหม่อย่างเป็นระเบียบระบบ แต่ก็ไม่มีการลงมือใดๆ ซึ่งตรงนี้ผิดกับสิงคโปร์ที่นอกจากจะมีการวางผังเมืองอย่างดีแล้ว ยังมีการติดตาม ควบคุมและปรับปรุงแก้ไขตลอดเวลา เพื่อไม่ให้เกิดการแออัดหรือกระจุกตัวของเมือง
   
                ประเด็นที่สอง เขาแสดงความแปลกใจว่า ทั้งๆ ที่ตั้งทางภูมิรัฐศาสตร์คือจุดเด่นของประเทศไทย ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ และภูมิภาคอื่นๆ ของโลกได้อย่างดีเยี่ยม แต่ประเทศไทยก็ละเลยจุดเด่นของตนเองไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งหากมีการวางแผนที่ดี ประเทศไทยก็จะเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าแห่งอาเซียน (Centre of ASEAN Distribution) และร่ำรวยไปนานแล้ว
   
                ประเด็นที่สาม เขาเห็นว่าคอรัปชั่นคือปัญหาสำคัญของประเทศไทย การจะเป็นเจ้าของสัมปทานหรือธุรกิจผูกขาดในประเทศไทยทำได้โดยไม่ยาก เพราะคนไทยยัง “ซื้อ” ได้ และไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล สุดท้ายก็ต้องเข้าสู่วงจรของการคอรัปชั่นอยู่ดี เพราะผลประโยชน์จำนวนมหาศาลจะถูกออกแบบและจัดสรรอย่างเรียบร้อยไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยนักการเมืองและนายทุนต่างชาติ ความขัดแย้งทางการเมืองที่เห็น แท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงบทบาทการแสดงเพื่อผลประโยชน์ที่ตกลงกันอย่างลับๆ ทั้งนี้สิงคโปร์เองก็มีส่วนร่วมทั้งในเรื่องของการสร้างอิทธิพลทางธุรกิจในประเทศไทยและการฟอกเงิน
   
                ประเด็นที่สี่ เขาเห็นว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่บูชาคนเด่นคนดังโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ ดังนั้นการเอาชนะใจคนไทยจึงไม่ใช่เรื่องยาก และการยึดประเทศไทย (โดยอาศัยค่านิยมดังกล่าว) ก็ไม่ได้ยากเย็นเช่นกัน ซึ่งรัฐบาลไทยควรจะต้องหาทางเปลี่ยนโครงสร้างค่านิยมและความเชื่อของคนไทยที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาประเทศ เพราะไม่เช่นนั้นประเทศไทยก็จะหยุดอยู่กับที่ คนที่รวยก็จะยิ่งรวยขึ้นเรื่อยๆ คนที่จนก็จะยิ่งจนลงเรื่อยๆ จนในที่สุดก็เหลือเพียงคนรวยและคนจน ไม่มีคนชั้นกลางซึ่งเป็นฐานสำคัญของสังคมอีกต่อไป และในอีก 2 ปีกว่าข้างหน้า เมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ชนชั้นรากหญ้าก็จะเผชิญปัญหาอย่างหนัก ตามมาด้วยกลุ่มวิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง
   
                ประเด็นสุดท้าย เขาบอกว่าคนไทยเป็นคนที่แปลก คือทุกคนรู้ทั้งรู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหนและทุกคนก็รู้ว่าควรจะแก้ไขปัญหาอย่างไร และประเทศควรจะดำเนินไปไหนทิศทางใด แต่รู้ทั้งรู้นั่นแหลครับ ก็ไม่มีใครลงมือทำอะไร
   
                ครับ มันแปลกดีนะ