
สุขกันอีก3ปีใครทุกข์
สุขกันอีก3ปีใครทุกข์ : ว่ายทวนอารมณ์ โดยใบตองแห้ง
ท่าทีของรัฐบาลที่ “ถอยทัพ” ยับยั้งการลงมติแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 291 วาระ 3 พร้อมกับนายกฯ ครวญเพลง “สุขกันเถอะเรา” ส่งสัญญาณว่าการเมืองจะกลับเข้าสู่ภาวะ “ประชาธิปไตย(เกือบ)ปกติ” ชั่วขณะ และจะหันมาสู้กันด้วยคะแนนนิยมจากผลงานบริหารประเทศ หรือการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ซึ่งในมิติหนึ่งก็เป็นเรื่องดี
นี่พูดในฐานะผู้สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมยอมรับสภาวะนี้ได้ชั่วคราว
สถานการณ์หลังศุกร์ 13 กระแสสังคมทั่วไปที่ไม่เต็มตัวกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แสดงท่าทีไม่ต้องการเห็นการแตกหัก ไม่ต้องการให้ผ่านร่าง พรบ.ปรองดอง ไม่ต้องการให้ผ่านมาตรา 291 วาระ 3 เพราะกลัวจะเกิดวิกฤติรอบใหม่ แต่ในทางตรงข้าม ก็ไม่ต้องการเห็นการโค่นล้มรัฐบาลด้วยตุลาการภิวัฒน์ ที่จะทำให้เสื้อแดงลุกฮือขึ้นมาอีกเช่นกัน
นั่นแปลว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่งเพิ่งครบวาระ 1 ปีบนเก้าอี้นายกฯ จะอยู่ยาว ถ้าไม่สะดุดขาตัวเองด้วยการทุจริตคอรัปชั่นมโหฬาร หรือบริหารงานล้มเหลว จนเศรษฐกิจพังพินาศ แม้ตัวพี่ชาย ก็จะต้องอยู่ต่างประเทศยาวเช่นกัน กลไกตุลาการภิวัฒน์จะง่อยเปลี้ยลงโดยอัตโนมัติ แม้อาจตอดนิดตอดหน่อยประเภทแจกใบแดง ชี้มูลความผิด ฯลฯ แต่ก็ไม่บังอาจถึงขั้นล้มรัฐบาล หากกระแสสังคมไม่อำนวย หากรัฐบาลไม่เสื่อมถึงขีดสุดจริงๆ
ผมยอมรับได้ และเชื่อว่าเสื้อแดงจำนวนมากก็ยอมรับได้ หากรัฐบาลเสื่อมความนิยมล้มไปเพราะทุจริตคอรัปชั่นฉาวโฉ่ หรือบริหารงานผิดพลาด
แต่สิ่งที่ยอมรับไม่ได้คือการล้มรัฐบาลด้วยรัฐประหาร หรือตุลาการภิวัฒน์ ประเภทผิดคนเดียวยุบพรรค ตัดสิทธิเหมาเข่ง หรือแค่จะแก้รัฐธรรมนูญก็หาว่าล้มล้างระบอบ จะให้ยุบพรรค ตัดสิทธิ ส.ส. ส.ว.เกือบหมดสภา
ฉะนั้น ฝ่ายค้านจะอภิปรายไม่ไว้วางใจก็อภิปรายไป จะล้างหูรอฟัง เพราะบางเรื่องน่ามีปัญหาจริง เช่น จำนำข้าว แต่ขอให้พูดกันด้วยข้อมูล ข้อเท็จจริง อย่าปั้นตัวเลข อย่าตีขลุม เพราะอย่าลืมว่าจำนำข้าวหรือประกันราคาข้าว รัฐก็ขาดทุนเหมือนกัน ประกันราคาทำให้ผู้ส่งออกลูบปาก กดราคาตามใจชอบ จำนำข้าวทำให้ชาวนาขายข้าวได้ราคาดีกว่า แต่เอื้อให้ทุจริตง่ายกว่า รัฐขาดทุนมากกว่า แถมกระทบตัวเลขส่งออก
พูดกันเรื่องเหล่านี้ ทุกคนยินดีเปิดความคิดอิสระ ดูอย่าง ม.ล.ปลื้ม ยังด่าออกรายการวอยซ์ทีวี หลายวันติดกันว่าเลิกเสียเถอะ
การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นหน้าที่ตามระบอบ ที่พรรคประชาธิปัตย์ควรทำให้เต็มที่ มากกว่าจะไปคิดว่าทำอย่างไรให้ศาลยุบพรรคเพื่อไทย เพื่อให้ตัวเองได้เป็นรัฐบาล
เพียงแต่การทำหน้าที่ตามระบอบก็ไม่ใช่การเล่นลิ้น ปลิ้นคารม เอาเปรียบด้วยสำบัดสำนวน ซึ่งเป็นงานถนัด แต่เป็นสิ่งที่สังคมรู้ทันและเบื่อหน่าย
โดยเฉพาะการตั้งเป้าจะตอกย้ำความเกลียดทักษิณ พร้อมกับปลุกกระแสคลั่งชาติ อย่างเรื่องปราสาทพระวิหาร ซึ่งขอบอกว่าแค่อ้าปากออกมาก็เจอกระแสต้านแล้ว (หวังว่าคงไม่กระแนะกระแหนทักษิณขายชาติพร้อมขายหลานสาว)
หรือการกะจะเล่นตัวบุคคล เช่นเรื่องราคายางพารา ที่พุ่งเป้าณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ คือถ้าจะพูดถึงสินค้าเกษตรทั่วไปก็เต็มที่ แต่อย่าให้เห็นเจตนาจองล้าง “อำมาตย์เต้น” ตั้งแต่ไก่โห่
ส่วนเรื่องภาคใต้ ขอเตือนว่าก็ผิดพลาดมาด้วยกันทั้งนั้น แน่นอน ทักษิณผิดพลาดที่ปล่อยให้ตำรวจอุ้มฆ่า แต่ คมช.ก็เข้ามายึดอำนาจตัดสินใจใน 3 จังหวัดภาคใต้ไปให้กองทัพ รัฐบาลประชาธิปัตย์ 2 ปีกว่าทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ทำตาปริบๆ ทั้งที่เคยคุยว่าจะตั้งรัฐมนตรีขึ้นมาดูแลภาคใต้เป็นพิเศษ
ชั่งน้ำหนักแล้ว ด้วยความเชื่อปฏิกิริยาสะท้อนกลับจากการอภิปรายของพรรคประชาธิปัตย์เอง ผมว่ารัฐบาลอยู่ได้สบายๆ อย่างที่ใครพูดว่า 3+4 เป็น 7 “สุขกันเถอะเรา”
ปัญหาคือใครจะอดทนอดกลั้นกว่าในการเล่นเกม “สุขกันเถอะเรา” ซึ่งฝ่ายรัฐบาลไม่มีอะไรมาก แค่อย่าพลาดเรื่องใหญ่ๆ อย่าเสียคะแนนนิยมเสื้อแดง และทักษิณอย่าอยากกลับบ้านเร็วนัก ด้านกลไกอำนาจก็ค่อยๆ แก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ลดทอนอำนาจตุลาการภิวัฒน์ พร้อมกับสั่งสมกำลังแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการไปเรื่อยๆ
ขณะที่อีกฝ่าย ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่ประชาธิปัตย์ หรือพันธมิตร แต่หมายถึง “ระบอบประชาธิปไตยแบบอำมาตย์” มีเวลาจำกัด อดทนอดกลั้นรอนานไม่ได้
สัญญาณนี้เห็นชัด เพราะหลังจากศุกร์ 13 แทนที่พรรคเพื่อไทยและเสื้อแดง ซึ่งดูเหมือนเป็นฝ่ายแพ้จะทุรนทุราย กลับเป็นฝ่ายพันธมิตรและเสื้อหลากสีต่างหาก ที่ต้องออกมาจุดวิวาทะ หรืออย่างอภิสิทธิ์ใส่เสื้อแดงขึ้นเวทีปราศรัยเพื่อชวนทะเลาะ
กระแสในตอนนี้ใครที่เป็นฝ่ายสุดขั้วสุดโต่งโดยไร้เหตุผล ใครที่เล่นเกมการเมืองแบบชวนตี คนนั้นจะถูกโดดเดี่ยว และในการต่อสู้ทางความคิด ที่คู่ขนานกันไปกับการต่อสู้ทางการเมือง อุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยก็จะค่อยๆ บดขยี้อุดมการณ์ประชาธิปไตยแบบอำมาตย์ ที่เชื่อถือคนดีจากการแต่งตั้ง ให้เสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว



