
จี้รัฐเร่งแผนปั้น'ส่งออก'ระยะยาว
จี้รัฐเร่งแผนปั้น 'ส่งออก' ระยะยาว วิกฤติปีนี้แค่น้ำจิ้ม-ศก.ติดหล่มยาว-ปีหน้าแข่งเดือด : รายงานพิเศษ : โดย ... วัชร ปุษยะนาวิน
ปัญหาวิกฤติหนี้สาธารณะของสหภาพยุโรป หรืออียู และการถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐ กำลังส่งผลลุกลามไปทั่วโลก รวมทั้งเศรษฐกิจไทยที่หลายฝ่ายกำลังกังวลกับตัวเลขการส่งออกที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน จากในช่วงครึ่งปีแรกที่มีอัตราการขยายตัวเพียง 0.34% จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าในปีนี้จะเติบโต 15% เนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่เพียงฉุดยอดส่งออกของไทยในตลาดยุโรปและสหรัฐเท่านั้น แต่ได้ส่งผลกระทบทางอ้อมไปยังตลาดส่งออกที่เหลือของไทยด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะตลาดหลักอย่าง จีนและอาเซียน
อุตฯอัญมณี-ไฟฟ้าเจอศึกหนัก
หากหันกลับมาดูอุตสาหกรรมส่งออกหลัก 10 อันดับแรกของไทย จะพบว่าได้รับผลกระทบหนักเบาต่างกัน โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ได้แก่ กลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับลดลงมากที่สุด ติดลบ 10.89% รองลงมาคือ ยางพาราติดลบ 27% เม็ดพลาสติกติดลบ 5.77% และแผงวงจรไฟฟ้าติดลบ 21.16% ส่วนอุตสาหกรรมที่เหลือ แม้ว่าจะขยายตัวในอัตราเป็นบวก แต่ก็เติบโตลดลง เช่น อุตสาหกรรมเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ขยายตัวเพียง 8.73% เคมีภัณฑ์ขยายตัว 2.42% ผลิตภัณฑ์ยางขยายตัว 5.02% ส่วนอุตสาหกรรมที่ขยายตัวได้ดี ยังคงเป็นอุตสาหกรรมรถยนต์และอุปกรณ์ขยายตัว 18.29% อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลขยายตัว 14.11% แต่ก็ต่ำกว่าปีก่อนที่ขยายตัว 25%
ในส่วนอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดนั้น นายวีระศักดิ์ เลอวิศิษฐ์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้ความเห็นว่า ในปีนี้อุตฯอัญมณีและเครื่องประดับได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เพราะช่วงที่ผ่านมา เมื่อตลาดสหรัฐซบเซาก็จะได้ตลาดยุโรปเข้ามาช่วยมาก แต่ในปีนี้ตลาดยุโรปมาซบเซาตามไปด้วย ดังนั้น นับเป็นเรื่องยากที่การส่งออกในปีนี้จะเติบโต 0% เท่ากับปีที่แล้ว ซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นไปได้มากที่ในปีนี้จะติดลบ 10-15% ถือได้ว่าเป็นยอดส่งออกที่ลดลงเป็นประวัติการณ์
“กลุ่มสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ ถือเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่จะได้รับผลกระทบเป็นอันดับแรกๆ หากเศรษฐกิจซบเซา โดยมูลค่าการส่งออกที่ลดลงมาจากมูลค่าของวัตถุดิบ เช่น ทอง เงิน และพลอย ที่ลดลง และคำสั่งซื้อที่หายไป รวมทั้งยังถูกสหรัฐตัดสิทธิพิเศษทางภาษี หรือจีเอสพี ทำให้เป็นแรงบวกให้ยอดส่งออกในอุตสาหกรรมนี้ลดลงมาก” นายวีระศักดิ์กล่าว
ผลกระทบที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในอุตสาหกรรมนี้จะต้องปิดตัวไม่ต่ำกว่า 50-60 ราย และแรงงานที่รับช่วงผลิต เช่น การเจียระไนพลอย การฝังพลอย และการขึ้นเงา จะต้องปิดตัวไปอีกหลายร้อยราย เนื่องจากผู้ผลิตรายใหญ่จะลดต้นทุนในการจ้างรายย่อยลง โดยสิ่งที่ภาครัฐจะต้องเร่งช่วยเหลือ คือการลดอุปสรรคการค้าลงให้มากที่สุด โดยการลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบ และสินค้ากึ่งวัตถุดิบลงให้มากที่สุด และเปิดให้สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับมีการค้าที่เสรีมากที่สุด เพื่อดึงดูดผู้ซื้อทั่วโลกให้เข้ามายังประเทศไทย
ส่วนอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนการส่งออกอันดับที่ 2 ของไทยอย่างเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์นั้น นายศุภชัย สุทธิพงษ์ชัย ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ยอดส่งออกที่ลดลงอย่างมาก มีสาเหตุหลักมาจากโรงงานที่ยังไม่ฟื้นตัวจากน้ำท่วม และยอดคำสั่งซื้อที่ลดลง รวมทั้งปัญหาขาดแคลนแรงงานเข้ามาเป็นแรงกดดันเพิ่มขึ้น เนื่องจากแรงงานที่เข้ามาในอุตสาหกรรมนี้จะเปลี่ยนงานบ่อยไปหาโรงงานที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่า เพราะทุกโรงงานต้องทุ่มค่าจ้างเพื่อดึงแรงงานเข้ามาให้พอเพียง ทำให้แรงงานที่มีอยู่ขาดทักษะในการผลิต โรงงานจึงใช้ศักยภาพการผลิตได้ไม่เต็มที่
นอกจากนี้ การที่ตลาดหลักอย่างสหรัฐและยุโรปหดตัวลงมาก ทำให้ประเทศจีน และเพื่อนบ้านในอาเซียนที่เคยซื้อชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากไทยไปผลิตเป็นสินค้าส่งออกก็ลดยอดคำสั่งซื้อจากไทยลงไปด้วย โดยในไตรมาส 3 ผลกระทบจะยิ่งน่ากลัวกว่า 2 ไตรมาสแรก เพราะเศรษฐกิจยุโรป ยังมีแนวโน้มแย่ลง เพราะทุกประเทศต่างมีอิสระทำให้นโยบายการแก้ไขปัญหาไม่เป็นเอกภาพ ส่งผลให้สถานการณ์มีแต่ทรงกับทรุด โดยคาดว่ายอดส่งออกในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ทั้งปีจะขยายตัวประมาณ 7-8% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เมื่อต้นปีที่มองว่าจะขยายตัว 10%
ส่วนการแก้ปัญหานั้น รัฐบาลไม่สามารถใช้นโยบายระยะสั้นมากระตุ้นยอดส่งออกได้ เพราะปัญหาในอุตสาหกรรมนี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไข เช่น การสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพในทุกระดับ ตั้งแต่วิศวกร ช่างเทคนิค และแรงงานทั่วไป รวมทั้งจะต้องเร่งสร้างมาตรฐานสินค้าให้ครอบคลุมทุกชนิดสินค้า เพราะในขณะนี้อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มีมาตรฐานเพียง 20 กว่าชนิด จากสินค้าทั้งหมดกว่า 1,000 ชนิด ซึ่งการที่ไม่มีมาตรฐานมากำหนด ทำให้ผู้ประกอบการไม่พัฒนาคุณภาพสินค้าให้สูงขึ้น และทำให้ผู้ที่ผลิตสินค้าคุณภาพสูงขายไม่ได้ เพราะสินค้ามาตรฐานต่ำราคาถูกกว่า
เม็ดพลาสติกหวังครึ่งปีหลังดีขึ้น
ขณะที่อุตสาหกรรมเม็ดพลาสติกนั้น นายอนนต์ สิริแสงทักษิณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีทีโกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า อุตสาหกรรมเม็ดพลาสติกของไทยส่วนใหญ่ 2 ใน 3 จะส่งออกไปยังตลาดโลก โดยในครึ่งปีแรกมูลค่าการส่งออกลดลงจาก 2 ปัจจัย คือ ราคาเม็ดพลาสติกลดลงตามราคาน้ำมันตลาดโลก ส่วนปริมาณสินค้าลดลงไม่มาก ซึ่งตลาดส่งออกหลักจะส่งออกไปจีน รองลงมาเป็นญี่ปุ่นและประเทศในเอเชีย ทำให้ได้รับผลกระทบทางตรงจากยุโรปและสหรัฐไม่มาก แต่อาจจะมีผลกระทบผ่านทางประเทศคู่ค้า เช่น จีน บ้างเล็กน้อย โดยยอดการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้จะขยายตัวตามจีดีพีในภูมิภาคเอเชีย ที่คาดว่าจะขยายตัว 5-6% แต่จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่หดตัว จึงน่าจะลดลงจาก 5-6% เล็กน้อย
“ในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่ามูลค่าการส่งออกเม็ดพลาสติกจะดีขึ้น ตามราคาน้ำมันที่คาดว่าจะสูงกว่าในครึ่งปีแรก และคำสั่งซื้อที่จะทยอยเข้ามาในช่วงเดือนสิงหาคม เพื่อผลิตสินค้ารับเทศกาลคริสต์มาส แต่ผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจยุโรปจะเข้ามาเป็นตัวถ่วงบ้าง ดังนั้น ผู้ประกอบการจะต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับตัวรับกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น” นายอนนต์กล่าว
สำหรับสินค้ายางพาราที่มีมูลค่าการส่งออกเป็นอันดับ 5 ของสินค้าไทย นายประภาส เอื้อนนทัช นายกสมาคมยางพาราไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมยางพารามีสัดส่วนการส่งออกประมาณ 80% ส่วนที่เหลือจะสำหรับใช้ในประเทศ โดยมูลค่าการส่งออกที่ลดลงมากในช่วงครึ่งปีแรก เกิดจากราคายางพาราที่ลดลงเล็กน้อยจาก 3.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อกก. ลดเหลือ 3 ดอลลาร์สหรัฐต่อกก. และคำสั่งซื้อที่ลดลง เพราะในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ประเทศผู้นำเข้าได้สั่งซื้อเข้าไปสต็อกเป็นจำนวนมาก ทำให้ยอดส่งออกในปีที่ผ่านมาโตแบบก้าวกระโดด ส่งผลให้ในช่วงครึ่งปีแรกยอดส่งออกลดลง ส่วนยอดส่งออกทั้งปีคาดว่าจะไม่ลดลง และจะขยายตัวประมาณ 5% เพราะการใช้ยางของโลกไม่ได้ลดลง
ส.อ.ท.ห่วงระยะยาว-จี้เร่งปรับตัว
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า โดยส่วนตัวไม่ห่วงว่าตัวเลขการส่งออกในปีนี้จะได้ตามเป้าหมายหรือไม่ แต่ห่วงในเรื่องการส่งออกในระยะยาวมากกว่า ซึ่งหลังจากที่รัฐบาลได้ตั้ง 4 คณะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาการส่งออก ก็ได้มีการหารือร่วมกันเพื่อที่จะแก้ปัญหาเชิงลึก โดยจะเข้าไปศึกษารายละเอียดของทุกอุตสาหกรรมว่าติดปัญหาในเรื่องใด แล้วประสานงานกับทุกหน่วยงานเพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด เพราะปัญหาเศรษฐกิจยุโรปคงจะยืดเยื้อไปอีกหลายปี และจะลุกลามไปยังประเทศต่างๆ โดยเฉพาะจีน ดังนั้น ไทยจะต้องปรับตัวทั้งระบบ เพื่อรองรับผลกระทบระยะยาวที่จะเกิดขึ้น
สำหรับการแก้ปัญหาระยะสั้น จะร่วมมือกับรัฐบาลในการออกไปเปิดตลาดใหม่ให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นประเทศเล็กหรือใหญ่ เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของลูกค้าได้ง่ายขึ้น และเป็นการขยายฐานการส่งออกในระยะยาว
“แม้ว่ายอดการส่งออกในปีนี้อาจจะไม่ถึงตามเป้าหมาย แต่มั่นใจว่าตัวเลขรวมทั้งปีไทยยังคงได้ดุลการค้าอยู่ เพราะปีที่ผ่านมายอดส่งออกในไตรมาส 3 และ 4 ก็ต่ำมาก ทำให้คาดว่าในช่วงครึ่งปีที่เหลือ ยอดส่งออกจะเพิ่มขึ้นมากจนทำให้ดุลการค้าเป็นบวก โดยเฉพาะรถยนต์ ที่คาดว่าจะส่งออกมากขึ้นถึง 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน” นายพยุงศักดิ์กล่าว
นายเกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า จากตัวเลขการส่งออกของไทยในครึ่งปีแรก และสถานการณ์ของยุโรป รวมทั้งสหรัฐ ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ คาดว่าการส่งออกปีนี้น่าจะขยายตัวอยู่ในกรอบ 4-8% แต่ประเมินตัวเลขแล้วก็น่าจะอยู่ที่ 6% เนื่องจากประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐ ตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ มีแนวโน้มที่แย่ลง ส่วนยุโรปยิ่งน่าเป็นห่วงกว่า เพราะดัชนีความเชื่อมั่นลดลงถึง 21% ทำให้ประชาชนจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้ายากขึ้น
แนวทางการแก้ปัญหานั้น รัฐบาลควรจะเร่งวางแผนให้ความช่วยเหลือผู้ส่งออกโดยมองไปข้างหน้าถึง 18 เดือนข้างหน้า เพราะคาดว่าในปีหน้าการแข่งขันในตลาดโลกจะรุนแรงกว่าปีนี้อย่างแน่นอน ถ้าไม่มีแผนรองรับปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะวิกฤติมากกว่าปีนี้ ซึ่งในปีหน้าหากประเทศไทยไม่สามารถแสดงความแข็งแรงให้ต่างชาติเห็นได้ ก็จะกระทบต่อความเชื่อมั่นในการเข้ามาลงทุนในไทย เพราะไม่เห็นจุดเด่นของประเทศที่ดึงดูดให้น่ามาลงทุน ประเทศอื่นที่ปรับตัวได้ดีกว่า ก็จะดึงดูดเงินลงทุนเข้าไป
อย่างไรก็ตาม สิ่งเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องรีบลงมือทำ คือการควบคุมต้นทุนการผลิตต่างๆ ไม่ให้สูงมากไปกว่านี้ โดยเฉพาะต้นทุนพลังงาน เพราะในขณะที่เศรษฐกิจโลกซบเซา ประเทศผู้ซื้อจะพิจารณาที่ราคาเป็นหลัก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าทั่วไปที่ทุกประเทศในอาเซียนผลิตได้ เช่น แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเกษตร อุตสาหกรรมอาหาร เครื่องประดับ เป็นต้น หากต้นทุนสินค้าไทยสูงกว่าคู่แข่งเพียงเล็กน้อย ก็จะแพ้คู่แข่งได้ ส่วนในระยะยาว จะต้องปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ทั้งประเทศ โดยเฉพาะรถไฟรางคู่ และปรับปรุงถนนในเส้นทางขนส่งสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อลดต้นทุนและพลังงาน เนื่องจากต้นทุนในส่วนนี้ของไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่งมาก และขาดการพัฒนามาหลายปี
“ภาคเอกชนควรเร่งสร้างแบรนด์สินค้าให้เข้มแข็ง ให้สินค้าของตัวเองมีความโดดเด่นเหนือสินค้าของคู่แข่ง จึงจะทำให้มีศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว เพราะในภาวะเศรษฐกิจซบเซา มีเพียงสินค้าที่มีแบรนด์เข้มแข็งเท่านั้นที่จะอยู่รอดได้” นายเกียรติอนันต์ทิ้งท้าย
--------------------
(จี้รัฐเร่งแผนปั้น 'ส่งออก' ระยะยาว วิกฤติปีนี้แค่น้ำจิ้ม-ศก.ติดหล่มยาว-ปีหน้าแข่งเดือด : รายงานพิเศษ : โดย ... วัชร ปุษยะนาวิน)



