
ประยุทธ์เผยในหลวง-ราชินีห่วงใยสถานการณ์ไฟใต้
"ประยุทธ์" เผย ในหลวง-ราชินี ห่วงใยสถานการณ์ไฟใต้ ย้ำพระองค์ท่านให้ความช่วยเหลือไม่เคยแบ่งแยกคนไทยพุทธ-คนไทยมสุลิม ขณะที่กอ.รมน.ภาค 4 ยันเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ไม่เกี่ยวกวาดล้างโจรใต้
วันที่ 5 ส.ค.55 เวลา 07.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวให้สัมภาษณ์ก่อนออกเดินทางร่วมงานวันสถาปนาโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ ครบรอบ 125 ปี ถึงกรณีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงห่วงใยสถานการณ์ไฟใต้ ว่า พระองค์ท่านทรงเป็นห่วงมาตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ ตั้งแต่เริ่มเสด็จลงพื้นที่ภาคใต้ 20 - 30 ปีมาแล้ว ถึงวันนี้ทั้งสองพระองค์ก็ทรงดูแลปัญหาอยู่ ในปัจจุบันสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถก็ทรงพระราชทานทุนทรัพย์ และพระราชทานรายได้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ศิลปชีพมาโดยตลอด ถึงแม้ว่าพระองค์ท่านจะไม่ได้เสด็จลงในพื้นที่ภาคใต้ แต่ทั้งสองพระองค์ก็ยังคงพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณให้กับประชาชนใต้หมู่เหล่า และคนไทยทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นคนไทยพุทธ หรือ คนไทยมุสลิม พระองค์ท่านไม่เคยแบ่งแยก พระองค์ท่านทรงพระราชทานตลอด ทั้งคนไทยพุทธ และ คนไทยมุสลิม อยู่ด้วยกันทั้งสองสัญชาติมาโดยตลอดไม่มีปัญหา มีแต่เพียงคนไม่ดีที่มาทำให้เกิดปัญหารุนแรงเท่านั้น ซึ่งคนในพื้น และคนไทยทั้งประเทศก็ทราบดีเช่นกัน ทั้งนี้ข้อมูลทุกอย่างกองทัพทราบดี อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ไม่อยากจะให้กระพือข่าวให้กลุ่มก่อความไม่สงบให้มาก เพราะมันจะเกิดความวุ่นวาย หรือ เกิดความสับสนในการสร้างความเข้าใจกับคนทั้งประเทศ สิ่งที่ตนบอกว่าจะมีผลต่อการแก้ไขปัญหากับเจ้าหน้าที่ดีหรือไม่ดี หรือมีประสิทธิภาพหรือไม่ หรือกำลังพลพร้อมปฏิบัติงานหรือไม่ กฎหมายพอเพียงหรือยัง จะทำให้คนเดือดร้อนหรือเปล่า รวมถึงประชาชนที่มีหลายส่วนด้วยกัน ดังนั้นจะต้องมองปัญหาเดียวกันว่ามีปัจจัยอะไรบ้าง และวิธีการแก้ไขปัญหาจะต้องสอดคล้องกัน หากไปแยกทำอิสระก็ไม่จบ
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกรัฐมนตรีเรียกประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันที่ 8 ส.ค.นี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นการประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคง และ การพัฒนา ซึ่งผู้ปฏิบัติหลักคือกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ซึ่งเป็นองค์กรพิเศษที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนงานท้ั้งสองส่วน การแก้ไขปัญหาประกอบด้วยงานพัฒนาและความมั่นคงจะต้องเกื้อกูลซึ่งกันและกัน และยังมีอีกหลายประการที่จะต้องปรับปรุงเพื่อให้สอดคล้องให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะแผนโครงการและงบประมาณเพื่อให้ตรงกับห้วงเวลาและความต้องการของประชาชน ส่วนศูนย์ปฏิบัติการของรัฐบาลนั้น เดิมมีการจัดตั้งอยู่แล้ว เพราะกฎหมายได้แยกไว้ 2 ส่วนคือของ กอ.รมน. ซึ่งจะเป็นงานด้านความมั่นคง พลเรือน ตำรวจ และ ทหาร ที่รับผิดชอบหลัก ส่วนอีกเรื่องหนึ่งคืองานพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งทั้งสองส่วนจำเป็นจะต้องบูรณาการขึ้นมาให้สอดคล้องกับรัฐบาลที่มีจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาในลักษณะควบคุมการบังคับบัญชาสั่งการ จะมีนายกรัฐมนตรี และ รองนายกรัฐมตรี พร้อมกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ส่วนอีกส่วนหนึ่งจะต้องสำรวจแผนงานโครงการที่แต่ละกระทรวงมีงบประมาณอยู่ว่าได้ทำอะไรไปบ้างเพื่อให้การขับเคลื่อน ดังนั้นศูนย์นี้จะสวมกันอยู่คือศูนย์ที่ดูแลแผนงานโครงการและครอบคลุมในการสั่งการ หากมีการประชุมศูนย์นี้ทั้งหมดจะใช้เวลามาก เพราะจะต้องมาคลี่แผนงานทุกกระทรวงออกมา แต่ศูนย์ปฏิบัติที่จัดตั้งขึ้นใหม่คือการเอาคนเหล่านี้แต่ลดให้มันเล็กและขับเคลื่อนได้
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า หน้าที่หลักของศูนย์ดังกล่าวคือการติดตามประเมินผลดูความก้าวหน้าของแต่ละกระทรวงที่มีงบประมาณในการแก้ไขปัญหาในรอบ 1 เดือน รอบ 3 เดือน มีอะไรก้าวหน้าไปบ้าง นอกจากนี้เมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นก็จะรับรายงานจาก กอ.รมน. และ ศอ.บต. และหน่วยงานอื่น ๆ ในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นการเปิดช่องทางในการติดต่อสื่อสาร และนำเรื่องต่าง ๆ ให้นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจในภาพรวม หรือในการปฏิบัติกรณีเร่งด่วน เพราะที่ผ่านมามีหลายส่วนด้วยกันไม่ว่าจะเป็น กอ.รมน. และ ศอ.บต. แต่เมื่อมีหน่วยงานขึ้นมาก็ไม่จะเป็นจะต้องเรียกประชุมขนาดใหญ่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา เราพยายามทำอะไรให้มันง่ายขึ้นและไม่ซับซ้อน สิ่งสำคัญคือจะได้สั่งการได้ทันที และติดตามได้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้จะต้องประชาสัมพันธ์ชี้แจงทำความเข้าใจในระดับรัฐบาล จะเห็นว่ามีอยู่ 3 ระดับ คือ ศูนย์ปฏิบัติการสั่งการของรัฐบาล อำนวยการ และ นโยบายที่จะมีสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทั้งนี้นโยบายจะต้องเข้าใจว่าจะอยู่มาในช่วง 1 ปี หรือ 3 ปี ซึ่งไม่มีอะไรเปลี่ยนมาก เพียงแต่เป็นหลักการเท่านั้น และในวันนี้มีหลายหน่วยงานทำงานแต่ก็ไม่ซ้ำซ้อน เพราะมีการประชุมหารือกันตลอด และเอานโยบายของทุกส่วนที่เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหามารวบรวมกัน โดยมี 9 โนบาย 5 วิธีการปฏิบัติ เพื่อนำไปสู่ตามแผนการปฏิบัติ 29 เรื่อง ปัญหาอยู่ที่ว่าการนำไปสู่การปฏิบัติของกระทรวงต่าง ๆ
“ การทำงานเป็นโครงสร้างใหญ่ ซึ่งการบริหารจัดการมีความสำคัญ แน่นอนว่าปัญหาจะต้องมีบ้างทั้งเรื่องความเอกภาพ และ การบริหารจัดการ แต่ก็ได้ปรับแก้จนหมดแล้ว อย่าลืมว่าเหตุการณ์ในพื้นที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2547 และมีการพัฒนาสถานการณ์มาตามลำดับ แต่การแก้ไขปัญหาจะต้องแก้ด้วยความอดทน ต้องแก้ด้วยกฎหมายความโกรธแค้น ความไม่พอใจเป็นเรื่องส่วนตัว แต่เราเป็นเจ้าหน้าที่เราใช้ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเหตุการณ์ก็จะบานปลายไปเรื่อย ๆ ถึงแม้ว่ากลุ่มก่อเหตุจะมีจุดประสงค์อะไรก็ตาม เราก็จะต้องใช้กฎหมายเข้าดำเนินการ เราเป็นเจ้าหน้าที่เราไม่ใช่โจร การบาดเจ็บสูญเสียทุกครั้งไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่การแก้ไขปัญหาไม่ได้ผิดที่นโยบาย แต่ผิดที่อยู่ที่การปฏิบัติ ถ้าไม่ระวังตัวหรือไม่เตรียมพร้อมก็จะต้องได้รับอันตราย สิ่งที่เป็นห่วงในวันนี้คือเจ้าหน้าที่ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ เมื่อวานนี้มีเจ้าหน้าที่เดินทางกลับก็ถูกลอบทำลาย ดังนั้นเราจะต้องช่วยกันทั้งเจ้าหน้าที่ที่จะต้องระมัดระวังว่าปลอดภัยหรือเดินทางเวลาไหน เราไม่สามารถดูแลทุกถนนเส้นทางใด แต่ทหารก็พยายามทำอยู่ขอบคุณทุกคนที่ออกความเห็นรับฟังและรับไปปฏิบัติ ” พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ
ผู้สื่อถามว่า สถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้จำเป็นจะต้องประกาศเคอร์ฟิวส์หรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐบาลพูดมาตั้งแต่ตนแล้วว่า ไม่ได้บอกว่าจะประกาศเคอร์ฟิวส์ เพียงแต่บอกว่าเป็นมาตรการหนึ่งที่จะทำให้ลดการสูญเสียได้ เพราะสามารถแยกผู้ร้ายออกจากโจร และในเวลาไม่สมควรที่จะใช้เส้นทางก็จะได้ลดเป้าหมายความเสี่ยงลงไปเจ้าหน้าที่จะได้ปฏิบัติการทางทหารได้เต็มที่ในช่วงที่ไม่มีผู้คนสัญจรไปมา แต่แน่นอนว่าจะต้องกระทบกับธุรกิจ แต่ก็เป็นเรื่องของการประชุมหรือตกลงใจของทุกฝ่าย แต่ขณะนี้ทุกฝ่ายยังไม่เห็นด้วย ทั้งนี้อยากเรียนว่าถ้าตราบใดยังคุมเส้นทางไม่ได้ทั้งหมดที่มีเป็น 100 เส้นทาง มันจะแยกผุู้ร้ายกับเจ้าหน้าที่ได้ลำบาก มันก็จะเกิดความสูญเสียเกิดขึ้น คำว่า 100 เส้นทางจะต้องใช้เจ้าหน้าที่ดูแล 10-15 ต่อ 1 ด่านสกัด นี่ยังไม่รวมเส้นทางที่มีการตัดกันไปตัดกันมา ดังนั้นตั้งด่านใช้คนประมาณ 20,000 นาย และยังไม่รวมในเขตพื้นที่เมือง สรุปว่าเอาทหารไปตั้งด่านอย่างเดียวก็หมดแล้ว ดังนั้นจะต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง หากเอากำลังพลมาตั้งด่านกำลังพลที่จะปฏิบัติการเชิงรุก หรือกำลังพลที่จะไปปฏิบัติงานเชิงรับ ดูแลสถานที่ต่าง ๆ ก็จะต้องลดลง เพราะจะต้องทำทุกอย่างไม่ใช่อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วจะสำเร็จ ดังนั้นเราจะเลือกพื้นที่และกำหนดจุดให้เหมาะสม แต่พื้นที่ไหนไม่มีเจ้าหน้าที่ก็มีการขอให้ติดตั้งกล้องวจรปิดแต่ขณะนี้ก็ยังไม่ครบ ซึ่งเราจะต้องปรับไปเรื่อย ๆ ประเด็นสำคัญคือความเสี่ยงทั้งสถานที่ บุคคล เส้นทาง ยังมีอีกจำนวนมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่เน้นในการความปลอดภัยชีวิต และทรัพย์สินเป็นหลัก
เมื่อถามว่า หน่วยข่าวแจ้งเตือนว่ากลุ่มก่อความไม่สงบเตรียมคาร์บอมบ์แหล่งเศรษฐกิจในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มันมีการแจ้งมาทุกเดือน ทุกอาทิตย์ เป็นข่าวสาร และผลิตเป็นข่าวกรองได้บางข่าว เรามีการจับยึด จับกุม อะไรที่จับไม่ได้ก็ประกาศออกมา อะไรจับได้แล้วก็ไปดำเนินคดี เพียงขณะนี้ได้ข่าวว่ารถที่หายไปจำนวนเท่านี้และยังหาไม่เจอ และเจอแล้วก็ไปสอบสวน ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องการทำงาน สิ่งที่ปรากฎอยู่ฝ่ายตรงข้ามเขาต้องการให้โลกสนใจ และคนทั้งประเทศสนใจ แต่เราควรสนใจในลักษณะที่ว่าคนพวกนี้มันแย่ และต้องประนาฌ คนจะได้ไม่ไปร่วมไม่ไปสนับสนุน และทุกหน่วยงานต้องไปขับเคลื่อน ทหารก็มีแค่ 2 มือ มีหัว มีความคิด แต่ทุกคนมีอำนาจอย่างเดียวคือความมั่นคง งานพัฒนาไปสั่งใครก็ไม่ได้ ทั้งนี้ลองคิดดูว่าการดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่มีวัดอยู่ 300-400 วัด โรงเรียน 300 - 400 โรงเรียน มัสยิด 400 - 500 แห่ง เส้นทางอีก 400 - 500 เส้น สถานที่เสี่ยง สถานธุรกิจประกอบการอีก 1,000 กว่า จะใช้คนอย่างไรที่มีอยู่ให้สามารถดูแลได้ทุกจุด ก็จะต้องดูในเรื่องงานด้านการข่าว ซึ่งพิสูจน์ทราบงานโครงสร้าง การทางการเมือง งานปฏิบัติการของฝ่ายตรงข้าม ก็เอาข้อมูลพื้นฐานรับมาและมาเข้าการวิเคราะห์ข่าวกรอง และนำไปสู่การปฏิบัติ ฉะนั้นข่าวที่ได้มาจะเป็นเชิงลึกแต่ไม่ได้เจาะจง ไม่สามารถบอกได้ว่าจะเกิดตรงนี้หรือพิกัดนี้เวลานี้ มันไม่เจอหรอก เพราะการสู้รบจะต้องเข้าใจว่าเป็นยุทธวิธีของสองฝ่ายจะต้องประเมินกันและเดาใจกันว่าจะทำอะไร เราเรีกยว่าพลิกแพลงสถานการณ์การนำข่าวมาใช้ประโยชน์ที่ผ่านมาก็ใช้ประโยชน์ได้เยอะ แต่ไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ การแก้ไขปัญหาภาคใต้จะต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วน ตนไม่อยากไปโทษว่าเป็นความผิดของใคร ตนอยากบอกว่าประเทศไทยก็คือมีความเป็นคนไทยและเป็นประเทศไทยในทุกเรื่อง แน่นอนว่าปัญหาต้องมีอย่าเพิ่งตำหนิกันเพราะเหตุการณ์ยังไม่จบ
กอ.รมน.ภาค 4 ยันเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ไม่เกี่ยวกวาดล้างโจรใต้
พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ รองโฆษก กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เปิดเผยว่า ตามที่ได้ปรากฏเป็นข่าวเผยแพร่ทางเว็บไซต์ http:/www.pastnew.org http://www.pastnew.org/ ว่า กองทัพภาคที่ 4 ได้มีคำสั่งเคลื่อนย้ายให้ทหารปืนใหญ่จาก กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 5 จังหวัดสงขลา จำนวน 1 กองร้อย และปืนใหญ่ 2 กระบอก เข้าไปยังพื้นที่ จังหวัดปัตตานี และ จังหวัดนราธิวาส เพื่อเปิดยุทธการเชิงรุกต่อกลุ่มกลุ่มความไม่สงบ ( RKK )ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทางกอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ขอชี้แจงว่าการเคลื่อนย้ายกำลังทหารดังกล่าว เป็นการเคลื่อนย้ายเพื่อทำการฝึก และการประเมินการฝึกตามวงรอบการฝึกประจำปี 2555 ของกรมทหารปืนใหญ่ที่ 5 จำนวน 4 กองพัน ประกอบด้วย กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 5 กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 15 กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 25 และกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 105 โดยใช้พื้นที่การฝึก อ.จะนะ อ.เทพา จ.สงขลา ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม - 16 กันยายน นี้ โดย การฝึกจะมีการยิงปืนใหญ่ด้วยกระสุนจริงลงในทะเลอ่าวไทยบริเวณบ้านโคกสัก อ.จะนะ
การฝึกซ้อมในครั้งนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมตามแผนป้องกันประเทศตั้งแต่ยามปกติ โดยไม่ได้นำมาใช้เสริมกำลังเพื่อเปิดยุทธการเชิงรุกต่อผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้แต่อย่างใด พร้อมกับยืนยันว่ากำลังพลที่มีอยู่ในปัจจุบันทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร มีเพียงพอต่อการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน



