
รถไฟความเร็วสูงนำไทยสู่ศูนย์กลางศก.
สานต่อรถไฟความเร็วสูงเชื่อมภูมิภาค ในโอกาสผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ : รายงานพิเศษ : โดย ... ศูนย์ข่าวภูมิภาค
ผลจากการเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ต่อเนื่องมาถึงคณะผู้แทนจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมีกำหนดที่จะเดินทางมาเยือนไทยในเดือนสิงหาคม เพื่อนำเสนอกรอบเบื้องต้นของโครงการรถไฟความเร็วสูง น่าจะให้ภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ถึงความเป็นไปได้สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงที่จะเกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลของพรรคเพื่อไทย
โครงการรถไฟความเร็วสูง กลายมาเป็นประเด็นทางเศรษฐกิจนับตั้งแต่ปี 2547 ในสมัยรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ต้องการให้โครงการนี้เกิดขึ้น โดยหวังผลถึงการเชื่อมโยงการขนส่งด้วยระบบรางที่ได้มาตรฐาน ในลักษณะของการเชื่อมเส้นทางคมนาคมในภูมิภาคเข้าด้วยกัน โดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง ซึ่งหลังการจัดตั้งรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ได้นำไปสู่การลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลจีน ในโครงการจัดทำรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ เมื่อเดือนธันวาคม 2554 ที่ผ่านมา
ถัดจากนั้นในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรครั้งที่ 1 ที่เชียงใหม่ ในเดือนมกราคม 2555 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้อนุมัติงบประมาณส่วนหนึ่ง เพื่อสนับสนุนโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง ในเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ต่อมาในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่อุดรธานี ในเดือนกุมภาพันธ์ ที่ประชุมก็ได้อนุมัติให้ดำเนินโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเพิ่มเติมในเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย
เส้นทางรถไฟที่อยู่ในเป้าหมาย คือ 1.กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ระยะทาง 745 กิโลเมตร ระยะแรกจะสร้างจากกรุงเทพฯ-พิษณุโลก 2.กรุงเทพฯ-หนองคาย ระยะทาง 615 กิโลเมตร ระยะแรกจะสร้างจากกรุงเทพฯ-นครราชสีมา 3.กรุงเทพฯ-ระยอง ระยะทาง 221 กิโลเมตร ซึ่งเป็นส่วนต่อขยายของรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้งค์ จากสนามบินสุวรรณภูมิ โดยระยะแรกจะดำเนินการถึงพัทยา และ 4.กรุงเทพฯ-หัวหิน ขณะเดียวกันจากความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและจีนต่อการพัฒนาโครงการนี้
กรอบการศึกษาของทางการจีนต่อโครงการรถไฟความเร็วสูง คือความพร้อมที่จะให้การสนับสนุนใน 2 เส้นทาง ตามขนาดรางมาตรฐาน 1.435 เมตร คือ เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ-หนองคาย โดยเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ จากการศึกษาเบื้องต้นของจีน เห็นควรให้เน้นไปที่การใช้ประโยชน์จากการขนส่งผู้โดยสาร ด้วยอัตราความเร็วเฉลี่ย 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง ขณะที่เส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย จะเน้นขนส่งทั้งผู้โดยสารและสินค้าด้วยความเร็ว 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง หรือมากกว่า โดยเป้าหมายของจีน คือต้องการใช้เป็นเส้นทางการขนส่งสินค้าเพื่อเชื่อมต่อไทย-ลาว-จีน เข้าด้วยกัน
"โครงการรถไฟความเร็วสูงถือว่ามีความคืบหน้าไปมาก ตามขั้นตอนแล้ว ทางกระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร( สนข.) เป็นเจ้าภาพ ในการดูแลเส้นทางกรุงเทพฯ- พิษณุโลก, กรุงเทพฯ-นครราชสีมา และกรุงเทพฯ-หัวหิน(ประจวบคีรีขันธ์) ขณะที่ในส่วนของการรถไฟแห่งประเทศ จะกำกับในส่วนของเส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง ซึ่งต้องยอมรับว่า การที่หลายประเทศให้ความสนใจ ที่จะร่วมลงทุนกับรัฐบาล ทำให้โครงการนี้เดินหน้าด้วยความรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่ประเทศจีนที่ให้ความสนใจเท่านั้น ยังรวมไปถึงญี่ปุ่นด้วย ส่วนขั้นตอนการเข้ามาของผู้ลงทุนจากต่างชาติ อาจจะเป็นไปได้ภายใต้ 2 แนวทาง ทั้งในกรณีที่รัฐบาลเป็นผู้ลงทุนในโครงสร้างขั้นพื้นฐาน จากนั้นให้เอกชนเช่าและร่วมบริหาร จัดการการเดินรถในรูปแบบ Public Private Partnership : PPP หรือแนวทางที่ 2 คือการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนขึ้นมา ซึ่งแนวทางที่ 2 น่าจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด" สร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม และประธานคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์
ด้านการดำเนินการของทาง สนข.ต่อโครงการนี้ ได้มีการประกวดราคาเพื่อคัดเลือกบริษัทที่ปรึกษาศึกษาความเหมาะสมและออกแบบ จัดทำเอกสารประกวดราคาก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงสายเหนือกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ในระยะแรกช่วงกรุงเทพฯ-พิษณุโลกแล้ว รวมระยะเวลา 14 เดือน ซึ่งสนข.จะใช้ผลการศึกษาเบื้องต้นของญี่ปุ่นเส้นทางสายเหนือ และจีนในสายตะวันออกเฉียงเหนือเป็นข้อมูลในการเปรียบเทียบกับการศึกษาและข้อเสนอของบริษัทที่ปรึกษา
ทั้งนี้ สนข.จะกำกับการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบ โครงการถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา วงเงิน 142 ล้านบาท เส้นทางกรุงเทพฯ-หัวหิน วงเงิน 134 ล้านบาท ส่วนกรุงเทพฯ-เชียงใหม่จะศึกษาออกแบบช่วงกรุงเทพฯ-พิษณุโลกก่อน จากนั้นจะขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินการศึกษาและออกแบบในช่วงพิษณุโลกจนถึงเชียงใหม่เพิ่มเติมต่อไป
ขณะเดียวกันการระดมความคิดต่อโครงการนี้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ที่การจัดสัมมนาและนำเสนอผลงานวิจัย "โครงการวิจัยการใช้ประโยชน์จากระบบรถไฟที่เชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภูมิภาค" นำเสนอผลงานวิจัยโดย ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ นักวิชาการเกียรติคุณ ทีดีอาร์ไอ และคณะ ก็สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาระบบรถไฟเพื่อเชื่อมกลุ่มประเทศจีนตอนใต้(มณฑลยูนนาน) กับลาว, เวียดนาม, กัมพูชา และพม่า เข้าด้วยกัน โดยมีไทยเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อ
ข้อมูลการศึกษาพบว่า การพัฒนาขนส่งในระบบราง จะทำให้การค้าระหว่างไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เติบโตสูงขึ้น ดังนั้นเพื่อสร้างโอกาสต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาค จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างโครงข่ายการขนส่งรองรับ และการขนส่งในระบบรางถือเป็นการลงทุนที่มีความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจ โดยมีกรณีศึกษาที่เกาหลีใต้ รัฐเป็นผู้ก่อสร้าง และให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการ ด้วยรูปแบบ PPP โดยเอกชนรับผลประโยชน์จากการลงทุน ส่วนรัฐรับประโยชน์จากเศรษฐกิจและสังคม
จึงเป็นก้าวของการขับเคลื่อนโครงการรถไฟความเร็วสูง ที่มีความคืบหน้าอย่างน่าสนใจ
--------------------
(สานต่อรถไฟความเร็วสูงเชื่อมภูมิภาค ในโอกาสผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ : รายงานพิเศษ : โดย ... ศูนย์ข่าวภูมิภาค)



