
หนังสือคนละหน้า
หนังสือคนละหน้า : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล
ก่อนอื่น ผมขอแสดงความเสียใจกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสียชีวิตของทหารหาญและพี่น้องประชาชน รวมทั้งผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นค่อนข้างถี่ในระยะนี้ และขอวิงวอนให้ทุกคนแสวงหาทางออกของปัญหาด้วยวิถีทางแห่งสันติ อันเป็นหลักปรัชญาที่สำคัญของทุกศาสนาในโลก
ปัญหาภาคใต้มีรากฐานมาหลายร้อยปี และมีเงื่อนปมทั้งเก่าและใหม่มากมาย วิธีหนึ่งที่จะคลายปมปัญหา ก็คือ การทำความรู้จักและเข้าใจในสิ่งที่เป็นสาเหตุของปัญหา เริ่มตั้งแต่การศึกษาประวัติศาสตร์ของพื้นที่ซึ่งเป็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจะทำให้มองเห็นว่าดินแดนที่ประกอบกันเข้าเป็นประเทศไทยในปัจจุบันนี้ ในอดีตมีลักษณะเช่นนครรัฐทำนองเดียวกับหลายจังหวัดในภาคเหนือ ซึ่งแต่ละแห่งย่อมมีความแตกต่างกันทั้งในเรื่องของเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม คตินิยม และวิถีชีวิต ความพยายามที่จะสร้างความเป็นเอกรัฐเพื่อต่อต้านจักรวรรดิตะวันตกในยุคล่าอาณานิคมก็ดี หรือในยุคชาตินิยมก็ดี ได้นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงชีวิตและความเป็นตัวตนของคนในดินแดนเหล่านั้น ซึ่งบางแห่งก็ยอมรับกระแสของความเปลี่ยนแปลง แต่บางแห่งก็แข็งขืนจนนำไปสู่ความขัดแย้งที่สืบเนื่องมาจนถึงวันนี้ โดยมีเงื่อนไขและปัจจัยของปัญหาทั้งภายในและภายนอกเพิ่มเติมขึ้นด้วย
ประวัติศาสตร์หรือความเป็นมาของทุกประเทศในโลก ก็เหมือนกับหนังสือเล่มใหญ่ ซึ่งหากอ่านอย่างละเอียดทุกถ้อยคำก็จะสามารถเห็นแจ้งแทงทะลุจากอดีตสู่ปัจจุบันและอนาคตได้ แต่เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะทำได้เช่นนั้น และมักจะเลือกอ่านเป็นบางหน้า ดังนั้น หนังสือเล่มเดียวกัน คนร้อยคนก็อาจจะอ่านไม่เหมือนกัน และรู้เรื่องราวเฉพาะหน้าที่ตนอ่าน โดยขาดบริบทที่สมบูรณ์ แล้วก็ไม่เข้าใจเรื่องทั้งหมด และตีความไปคนละทางสองทาง หนำซ้ำบางคนยังฉีกเฉพาะหน้าที่ตนอ่านเก็บไว้ หรือที่หนักไปกว่านั้นก็คือเอาสีดำไปป้ายหน้ากระดาษอื่นๆ ด้วย
จริงอยู่ว่าคนเรานั้น อ่านหนังสือด้วยจิตที่อยู่ใต้สำนึก ไม่ว่าจะเป็นพื้นฐานการอ่าน ภูมิหลังส่วนบุคคล รสนิยม หรืออารมณ์ที่วูบไหวในขณะนั้น อย่างไรก็ตาม หากทุกคนได้อ่านหนังสือเล่มเดียวกันตั้งแต่ต้นจนจบ ถึงจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่ก็จะอยู่บนมาตรฐานของการอ่านระดับเดียวกัน และย่อมเข้าใจองค์รวมของเรื่องราวในหนังสือไปในทิศทางเดียวกัน เรียกว่าพูดภาษาเดียวกัน - ดังนั้น ก่อนการแก้ไขปัญหาใดๆ สิ่งแรกที่สมควรจะต้องทำก็คือการทำให้ทุกคนเข้าใจตรงกันในปัญหาและที่มาของปัญหาอย่างมากที่สุด
ก็เหมือนกับการแก้ปมเชือกนั่นแหละครับ ถ้าเราไม่รู้จักเงื่อนปม ก็คงจะแก้ลำบาก และถ้ายิ่งใช้มีดหรือกรรไกรตัดเชือก เราก็คงจะเหลือเศษเชือกที่ขาดออกเป็นเส้นสั้นๆ ไม่ใช่เชือกยาวๆ ทั้งเส้นอีกต่อไป
ตัดภาพไปที่กรุงลอนดอน ซึ่งกำลังมีการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 30 ขณะที่ชื่นชมในความร่วมมือร่วมใจของนานาชาติที่ส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขัน เพื่อความรัก ความเข้าใจ และสมัครสมานสามัคคีของเพื่อนร่วมโลก ผมก็อดนึกย้อนไปถึงความโหดร้ายและน่าสลดใจของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในระหว่างการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 20 ที่เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี เมื่อปี พ.ศ.2515 ไม่ได้ เหตุการณ์ในครั้งนั้นเริ่มขึ้นในวันที่ 5 กันยายน 2515 เมื่อผู้ก่อการร้ายกลุ่มแบล็กเซปเทมเบอร์บุกเข้าไปในที่พักนักกีฬาอิสราเอล สังหารนักกีฬาอิสราเอล 2 ราย และจับนักกีฬากับโค้ชชาวยิวไว้เป็นตัวประกัน อีก 9 ราย เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวสมาชิกของกลุ่มที่ถูกคุมขังอยู่ในประเทศต่างๆ แต่เมื่อได้รับการปฏิเสธ ผู้ก่อการร้ายก็สังหารตัวประกันทั้งหมด ก่อนที่คนร้ายจะถูกจับตายจำนวนหนึ่ง
แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็คือ ในวันที่ 28 ธันวาคม 2515 ผู้ก่อการร้ายกลุ่มแบล็กเซปเทมเบอร์ยังลอบเข้ามายึดสถานทูตอิสราเอล ที่กรุงเทพฯ ซึ่งเบื้องหลังเหตุการณ์ระทึกใจครั้งนั้น ได้ถูกบันทึกไว้โดย ดร.มนัสพาสน์ ชูโต อดีตเอกอัครราชทูตหลายประเทศ ซึ่งเป็นผู้หนึ่งซึ่งใกล้ชิดกับเหตุการณ์ และหลังจากเวลาผ่านไป 40 ปี วันนี้บันทึกดังกล่าวได้รับการพิมพ์เผยแพร่ ในหนังสือ “ยุทธการยึดสถานทูตอิสราเอลกลางกรุง” และวางจำหน่ายตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปแล้วครับ



