ข่าว

พระราชทานฝนหลวงแก้'แล้งปากพนัง'

พระราชทานฝนหลวงแก้'แล้งปากพนัง'

02 ส.ค. 2555

"ในหลวง"พระราชทานฝูงบินฝนหลวงกู้ภัยแล้งนาข้าวเกือบ 3 แสนไร่ลุ่มน้ำปากพนังกำลังวิกฤติหนัก แม่น้ำปิงแห้งปลากระชังกว่า 15 ตันตายสาเหตุหลักน่าจะขาดน้ำ

              ที่ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช เมื่อ 2 สิงหาคม 2555 นายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้เข้าเยี่ยมฝูงบินปฏิบัติการฝนหลวง ซึ่งเป็นฝูงบินพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เดินทางมาจากฐานปฏิบัติการใน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มาตั้งฐานปฏิบัติการฝนหลวง ยังท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช ฝั่งทิศใต้ เพื่อปฏิบัติการทำฝนหลวงเร่งกู้วิกฤติภัยแล้งที่กำลังส่งผลกระทบกับพื้นที่นาข้าวในเขตลุ่มน้ำปากพนังหลายอำเภอซึ่งมีเนื้อที่การทำนาข้าวที่ปลูกไปแล้วเกือบ 3 แสนไร่ และได้รับความเสียหายเนื่องจากขาดน้ำมาหล่อเลี้ยงไปแล้วราว 3 หมื่นไร่
     
              โดยฝูงบินปฏิบัติการฝนหลวงได้ใช้เครื่องบิน 4 ลำประกอบด้วยเครื่องบินคอร์แซร์ขนาดบรรทุกสารเคมีมากกว่า 1 ตัน 1 ลำ และเครื่องเซสน่าอีก 3 ลำขนาดบรรทุกสารเคมี 700-800 กิโลกรัม โดยมีเรืออากาศเอกมนต์ สุทัศน์ ณ.อยุธยา เป็นผู้บังคับฝูงบิน ซึ่งได้เริ่มบินปฏิบัติการตั้งแต่ช่วงเช้าโดยมีนักวิทยาศาสตร์ประจำเครื่องคอยติดตามสภาพอากาศ และค่าความชื้นสัมพัทธ์ในชั้นบรรยากาศตลอดเวลา
     
              นายวิโรจน์  เปิดเผยว่าพื้นที่นาข้าวในลุ่มน้ำปากพนังนครศรีธรรมราชหลายอำเภอกำลังประสบกับภัยแล้งนาข้าวกำลังวิกฤติแห้งตายไปอย่างต่อเนื่องจากทั้งหมดเกือบ 3 แสนไร่ ขณะนี้เสียหายไปแล้วอย่างน้อย 3 หมื่นไร่ ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานฝูงบินฝนหลวง มาเร่งปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังโดยเริ่มปฏิบัติการตั้งแต่วันนี้ โดยทุกฝ่ายคาดหวังเป็นอย่างสูงว่าการปฏิบัติการจะเป็นผลสำเร็จจะสามารถกู้วิกฤตินาข้าวในลุ่มน้ำปากพนังได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งหากไม่เป็นผลภายในสัปดาห์นี้จะมีความเสียหายจากภัยแล้วขยายวงกว้างมากขึ้น และอาจจะส่งผลกระทบกับปริมาณการผลิตข้าวในภาคใต้ที่จะลดน้อยลงในฤดูกาลผลิตนี้


 
แม่น้ำปิงแห้งปลากระชังกว่า15ตันตาย

              นายมานพ พาติกะบุตร ประมงอำเภอเมืองกำแพงเพชร ได้รับแจ้งจากเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชังว่า ปลาที่เลี้ยงในแม่น้ำปิง หมู่ 1 ต.ธำมรงค์ อ.เมือง จ.กำแพงเพชร ตายเป็นจำนวนมาก จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากำลังนำที่ตายนำมากองรวมไว้จำนวนมาก
   
              จากการสอบถามเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาเปิดเผยว่า บริเวณดังกล่าวมีเกษตรกรเลี้ยงปลากระชัง 24 ราย ประมาณทั้งหมด กว่า 100 กระชัง ปลาทับทิมที่เลี้ยงไว้เริ่มตายมาตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาต้องจับปลาที่กำลังจะตายขึ้นมาจากกระชัง ขายให้กับชาวบ้านในราคาถูก กิโลกรัมละ 45 บาทเท่านั้น
   
              นางระวิ สุขจันทร์ อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 127/1 หมู่ 1 ต.ธำมรงค์ อ.เมือง จ.กำแพงเพชร เกษตรกรผู้เลี้ยงกระชังปลา เปิดเผยว่า ปลาจำนวน 5 กระชัง ที่ใกล้จับขายให้พ่อค้า ตายเกือบทั้งหมด ต้องขายให้กับชาวบ้านในราคาถูก ถ้าขายไม่หมดก็จะนำไปฝังดิน ซึ่งต้องขาดทุนจากการประกอบอาชีพเลี้ยงปลากระชังละ 70,000 บาท
   
              นายมานพ พาติกะบุตร ประมงอำเภอเมืองกำแพงเพชร กล่าวว่า ได้นำปลาที่ตายแล้ว มาทำการพิสูจน์ พบว่าปลาทับทิมที่ตายไม่มีบาดแผลตามลำตัว ตาไม่ขุ่น จึงต้องนำซากปลาไปตรวจที่สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดกำแพงเพชรอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อหาสาเหตุว่าปลาทับทิมตายด้วยสาเหตุใดกันแน่ เบื้องต้นสันนิษฐานว่า สาเหตุของปลาตายน่าจะมาจากขาดออกซิเจนในน้ำเนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำปิง บริเวณที่เลี้ยงปลาตื้นเขิน ส่วนความเสียหาย ประมาณเบื้องต้น 15 ตัน หรือประมาณ 15,000 กิโลกรัมเป็นเงินความสูญเสีย 1,200,000 บาท
   
              อย่างไรก็ตามนายเกียรติศักดิ์ กลางนภา นายก อบต.ธำมรงค์ และทางเจ้าหน้าที่ได้แนะนำให้ผู้ประกอบการเลี้ยงปลากระชัง ทั้งสองตำบล ทำลายซากปลาโดยการเผาหรือฝังดิน ยับยั้งไม่ให้ทิ้งซากปลาที่ตายลงในแม่น้ำเพราะอาจจะส่งผลให้เชื้อโรคแพร่กระจาย พร้อมกับแจกแบบพร้อมสำรวจความเสียหายให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากรชัง ได้ทำการประเมินความเสียหาย เพื่อประกาศเป็นเขตภัยพิบัติปลาตาย นำเสนอให้ทางอำเภอและจังหวัดให้การช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาตามขั้นตอนต่อไป