
นักเลือกตั้ง"หางโผล่"ไม่เหนียม"แก้รธน."
ในที่สุดก็ยอมกระโดดเข้าร่วมวงไพบูลย์ เดินหน้า-จับมือ พรรคร่วมรัฐบาล ฝ่ายค้าน เสนอแก้รธน.จนได้
หลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์เคยกั๊ก แก้-ไม่แก้รัฐธรรมนูญ จนถูกบรรดาเพื่อนพ้องน้องพี่ทางการเมือง ตอกหน้า "ไม่จริงใจ" หลายต่อหลายครั้ง
ท้ายที่สุดก็ "สมประโยชน์" ยอมที่จะเสนอแก้รัฐธรรมนูญแล้ว 4 ประเด็นใหญ่
...ที่มาสภาสูง
...สนธิสัญญา
...ยุบพรรค
...ห้ามสมาชิกรัฐสภาไม่ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและห้ามแทรกแซงฝ่ายบริหาร
ประเด็นที่นำเสนอมานั้นไม่ได้แตกต่างกับสิ่งที่พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคภูมิใจไทย พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคเพื่อไทยล้วน ได้เสนอแก้ไข
แตกต่างก็เพียงแค่ "ถ้อยคำ" ว่าใครจะสรรหาคำที่สวยหรูดูดีว่าไม่ได้ทำเพื่อตนเองและพวกพ้องได้เนียนกว่ากัน
โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง "ยุบพรรค" ด้วยความที่เป็นพรรคมืออาชีพ มีนักกฎหมายระดับครู ลีลาและโวหารจึงย่อมไม่ธรรมดา
"หากจะปรับปรุงแก้ไขมาตรา 237 โดยไม่ให้มีบทลงโทษยุบพรรค เพราะการยุบพรรคมีผลกระทบต่อสมาชิกพรรคที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดด้วยแต่อย่างใดนั้น ควรคงการลงโทษผู้กระทำผิดและการลงโทษคณะกรรมการบริหารพรรคเมื่อมีการกระทำความผิดตามมาตรานี้”
เมื่อไล่เรียงมาตรา ที่ทุกพรรคการเมืองเห็นตรงกันว่าควรเสนอแก้ไข มีทั้งหมด 3 ประเด็น คือ
1.ประเด็นที่มาของ ส.ว. ควรแก้จากเลือกตั้ง 76 + สรรหา 74 กลับคืนสู่ ส.ว.เลือกตั้ง 200 คน
2.ประเด็นการทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศ (มาตรา 190) เห็นว่าควรมีการปรับปรุงถ้อยคำ โดยเฉพาะการผูกมัดว่าต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา 60 วัน
3.ประเด็นการห้ามสมาชิกรัฐสภาไม่ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และห้ามแทรกแซงฝ่ายบริหาร (มาตรา 265, 266) แก้ไขให้สามารถดำรงตำแหน่งได้ ทั้งเลขานุการ รมต. ผู้ช่วย รมต.
ขณะอีก 2 ประเด็น คือ
1.ประเด็นการเลือกตั้ง ส.ส. ที่พรรคการเมืองส่วนใหญ่เห็นควรแก้จากรวมเขตเรียงเบอร์ + สัดส่วน กลับคืนสู่ เขตเดียวเบอร์เดียว + ปาร์ตี้ลิสต์
เว้นแต่พรรคประชาธิปัตย์ที่นั่งยัน นอนยัน ไม่แก้ เสียเปรียบทั้งขึ้นทั้งล่อง เพราะฐานเสียงส่วนใหญ่ อยู่โซน ใต้ กทม. ภาคตะวันออกเท่านั้น อีกทั้งหากกลับไปแบบวันแมนวันโหวตเกรงสู้กระสุนดินดำไม่ไหว
2.ประเด็นการตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรค + ยุบพรรค (มาตรา 237)
ประเด็นนี้พรรคร่วมทุกพรรคเห็นด้วย ยุบพรรคได้ แต่ห้าม "เหมาเข่ง" !!!
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ เสนอทวนกระแส ไม่ให้ยุบพรรค แต่ลงโทษได้ทั้งยวง ตั้งแต่ผู้ทำผิดยันกรรมการบริหารพรรค
แต่ที่น่าสังเกตคือ ประเด็นที่พรรคการเมืองเห็นพ้องต้องกัน ว่าควรแก้ไข และอ้างเพื่อสร้างสมานฉันท์ในชาติ แก้เพื่อปลดชนวนทางการเมือง ให้พ้นจากหลุมดำ ล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับนักการเมือง-พรรคการเมืองทั้งสิ้น
มิหนำซ้ำกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนพรรคการเมืองยังรับลูก เห็นพ้องต้องกัน ผลักดัน เดินหน้าแก้ไข 5 ประเด็นอย่างเร่งด่วน
พร้อมตีชง ส่งเรื่องให้คณะกรรมการสมานฉันท์ชุดใหญ่ปรับแก้ไขทันที
แม้จะมีเสียงของ “ดิเรก ถึงฝั่ง” ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์ ออกมาการันตีว่าการตั้งอนุกรรมการขึ้นมา 3 ชุด ไม่ได้มุ่งแก้ รธน.เพียงอย่างเดียว
แต่หากย้อนดู การประชุมของอนุกรรมการทั้ง 3 ชุดตลอด 2 อาทิตย์ที่ผ่านมาดูจะมุ่งเป้าไปที่จุดเดียวกันทั้งสิ้น
จนทำให้นักวิชาการ ที่เข้ามานั่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิออกอาการอึดอัด ถอดใจ กับอาการตั้งธง เดินหน้า ของเหล่าบรรดา เสือ สิงห์ กระทิง แรด ทางการเมืองแบบนี้
บทสรุปของกรรมการสมานฉันท์ชุดนี้ คงไม่ต้องถามว่าทำเพื่อใคร ?
สร้างสมานฉันท์หรือไม่ ?
หรือการปฏิรูปจะเดินไปทิศทางไหน ? ในเมื่อแค่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่เช่นนี้
คงต้องจับตาดูว่า การปฏิรูปการเมืองครั้งนี้ จะท่าดีทีเหลวหรือไม่
หรือจะเพียงได้ชื่อว่า เป็นแค่การโยนหินถามทาง-ยื้อเวลาเท่านั้นเอง
นับจากนี้อีก 30 วัน จึงถือว่าเป็นบทพิสูจน์ ของคณะกรรมการสมานฉันท์ว่าต้องการสร้างสมานฉันท์-ปฏิรูปการเมืองจริงหรือไม่
หรือจะแก้ รธน.เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น !!!
เณริศา เนยเขียว



