
ไพรมารีนิยม/ไพรมารีธิปไตย
ไพรมารีนิยม/ไพรมารีธิปไตย : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
เห็นว่ากระแสเรื่องข้อเสนอไพรมารี (primary election) กำลังมาแรง ก็เลยอยากจะขอร่วมวงในเรื่องนี้สักหน่อย
ประการแรก ผมคิดว่าการนำเสนอเรื่องนี้คงต้องมีความละเอียดอ่อนอยู่มิใช่น้อย โดยเฉพาะในแง่ของการนำเสนอ ว่าการนำเสนอนั้นมีจุดยืนอย่างไรต่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เป็นอยู่
บางครั้งการเมืองของการเป็นปัญญาชนก็เป็นเรื่องที่สลับซับซ้อนมิใช่เล่น เพราะความคิดอย่างเดียวคงเปลี่ยนโลกได้ยาก แม้ว่าปัญญาชนจะเชื่อหรือถูกทำให้เชื่อว่าความคิดสามารถเปลี่ยนโลกได้
การนำเสนอการเลือกตั้งเพื่อคัดเลือกตัวผู้สมัครขั้นต้นของแต่ละพรรค ที่เรียกว่า ไพรมารี่นั้น ก็เป็นเรื่องน่าสนใจ แต่จะส่งผลสะเทือนมากน้อยแค่ไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หากข้อเสนอนั้นไม่ถูกซื้อโดยชนชั้นนำทางการเมืองที่สังกัดพรรคเหล่านั้นด้วย
รวมทั้งความไว้เนื้อเชื่อใจต่อเนื้อหาของข้อเสนอ ว่าจะไม่ใช่เรื่องของการนำเสนอเพื่อช่วงชิงมวลชนท่ามกลางการต่อสู้ที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ของทุกฝ่าย
ประการที่สอง จะว่าไปแล้วหากลองพิจารณาเรื่องของ ไพรมารีอย่างกว้างๆ เราก็อาจจะพิจารณาได้ถึงเรื่องสามเรื่องที่โยงเกี่ยวกันอยู่ นั่นคือ ไพรมารี คอคัส (caucus) และคอนเวนชั่น (convention)
ในกรณีของไพรมารีนั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งรอบแรกเพื่อสรรหาตัวผู้สมัครในตำแหน่งต่างๆ เรื่องนี้มีได้หลายรูปลักษณะ นั่นก็คือ อาจจะมีทั้งระบบปิด และระบบเปิด ในความหมายว่า ระบบปิดนั้นก็คือสมาชิกพรรคเขาเลือกกันเอง หรือบางที่นั้นก็มีระบบเปิดคือ ใครก็ได้มาช่วยเลือก ซึ่งบางทีก็มีการที่พรรคคู่แข่งแอบซึมมาเลือกด้วย
ข้อดีของไพรมารีนั้นคือก่อให้เกิดเอกภาพของพรรค ทำให้เกิดการยอมรับมติของการเลือกตั้งที่ไม่ต้องแข่งกันเองไปตลอด แต่เป็นการร่วมกันบรรลุเป้าหมายในระยะยาว
แต่ประเด็นท้าทายของไพรมารีก็คือ ไพรมารีไม่ได้ตอบโจทย์ของผู้สมัครอิสระ หรือเสียงข้างน้อยในสังคม มิหนำซ้ำหากไพรมารีมีลักษณะที่ดำเนินต่อเนื่องไปในระยะยาวคือจากพื้นที่เล็กไปเป็นพื้นที่ใหญ่ ไพรมารีก็อาจก่อให้เกิดการระดมทุนอย่างมหาศาลในการรณรงค์ที่ทำให้ทุกอย่างกลายเป็นเสียงข้างมากที่ร่ำรวยเข้าไปด้วย ซึ่งก็อาจไม่ได้แก้ปัญหาบางอย่างของบ้านเราที่ยังเป็นประเด็นท้าทายอยู่
ส่วนคอคัส นั้นมีลักษณะเป็นการประชุมปิด ไม่ใช่การเลือกตั้ง แต่เป็นลักษณะการประชุมถกเถียง แลกเปลี่ยนและต่อรองในหมู่สมาชิกเสียมากกว่า ซึ่งบางทีก็ก่อให้เกิดเอกภาพได้ในระดับหนึ่งเช่นกัน ซึ่งลักษณะนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของการรวมกลุ่มกันของแต่ละกลุ่มที่มาประชุม ซึ่งจะว่าไปแล้ว ถ้าลองคิดถึงการประชุมหัวคะแนน หรือกลุ่มนำของแต่ละพื้นที่เข้าจริงๆ ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องเชิงลบซะหมด หากสื่อและมวลชนสามารถกำกับประเด็นของการต่อรองได้เช่นกัน
ส่วนคอนเวนชั่น นั้นก็หมายถึงการประชุมใหญ่ของพรรคการเมือง ซึ่งจุดเด่นก็คือเป็นการสร้างฉันทามติของพรรคที่ไม่ได้มีรูปแบบการบริหารแบบที่มีหัวหน้าพรรคเข้มแข็ง แต่เป็นเรื่องของการรวมตัวกันอย่างหลวมๆ ของแต่ละพื้นที่และรวบรวมกันขึ้นมาเป็นการยืนยันตัวผู้สมัคร และแนวนโยบายในการหาเสียงเพื่อทำศึกใหญ่ และโดยพิธีกรรมแล้วทำให้เรารู้สึกว่าทุกคนเป็นเจ้าของพรรคได้
ประเด็นก็คือ ทั้งสามอย่างอาจจะต้องถูกนำมาผสมกลมกลืนกันหากพรรคการเมืองในบ้านเราต้องการให้เกิดความเป็นสถาบันอย่างจริงจัง และที่สำคัญผมคิดว่ามิติเรื่องของการที่ตัวแทนพรรคในพื้นที่นั้นน่าจะต้องแสดงออกถึงความสามารถในการขับเคลื่อนนโยบายพรรค ติดตามตรวจสอบการปฏิบัติงานของรัฐให้เป็นไปตามนโยบายพรรค รวมทั้งสร้างนวัตกรรมทางนโยบายใหม่ๆ น่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญในลำดับต้นๆ ของข้อเสนอด้วยครับ ไม่ใช่แค่ว่า ไพรมารีคือการเลือกตั้งในหมู่คนคอเดียวกัน



