
ความเป็นกลางอาเซียนอยู่ที่ไหน?
อนาคตอาเซียนขึ้นอยู่กับความเป็นกลาง อำนาจการต่อรองอาเซียน ขึ้นอยู่กับความเป็นน้ำหนึ่งในเดียวกัน
อนาคตอาเซียนขึ้นอยู่กับความเป็นกลาง อำนาจการต่อรองอาเซียน ขึ้นอยู่กับความเป็นน้ำหนึ่งในเดียวกัน แต่ทุกวันนี้อาเซียนกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ประชาคมอาเซียนอาจจะไม่ถึงดวงดาวในปี 2015 เสียแล้ว เพราะมันอาจจะกลายเป็นดาวตกเสียก่อน
สาเหตุหลักคือ สมาชิกอาเซียนเข้าข้างมหาอำนาจอย่างออกหน้าออกตา คือเลือกข้างแล้ว ในสมัยก่อนอาเซียนไม่กล้าเลือกข้าง ตอนนี้กลายเป็นหน่วยกล้าตายไปเสียหมด กัมพูชาตอนนี้กำลังมีบทบาทสำคัญ เพราะเป็นประธานอาเซียน มีสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับจีน ทำให้อาเซียนเสียศูนย์ไปเลยในช่วงการประชุมประจำปีอาเซียน
ในอดีตรอบ 45 ปี ทุกครั้งมีการประชุมประจำปี จะมีแถลงการณ์ร่วมออกมาไม่เคยขาด เพื่อประกาศเจตนารมณ์ของรัฐมนตรีอาเซียน หลังจากที่ได้หารือพูดคุยและได้ตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ เกี่ยวกับองค์กรอาเซียนเองและประเทศคู่เจรจาทั้งหลาย
การที่ประธานอาเซียนตัดสินใจไม่ออกแถลงการณ์ร่วมออกมาทำให้อาเซียนต้องเสียหน้ามาก เพราะแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งในการแก้ไขปัญหาทะเลจีนใต้ ในอดีต อาเซียนไม่เคยเป็นอย่างนี้ ถึงแม้ว่าจะมีจุดยืนต่างกัน แต่ก็พยายามหาข้อสรุปที่เป็นจุดร่วมให้ได้ ตอนนี้กลับกลายเป็นว่า อาเซียนกลับมาเลือกข้าง ครั้งนี้ที่กรุงพนมเปญ อาเซียนไม่สามารถออกแถลงการณ์ออกมาได้เพราะประธานดูเหมือนจะเกรงใจจีน
ในช่วง 12 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา จีนทุ่มเทให้กับกัมพูชามากๆ ในการฟื้นฟูการทูต เพราะจีนเคยสนับสนุนเขมรแดง และได้พยายามให้เงินทุนการช่วยเหลือให้เปล่าทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศในโลกตะวันตกไม่เคย ที่ผ่านมา มักจะตั้งแง่ และมีข้อผูกมัดมากเกินไปกับทุนที่ให้ โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับการพัฒนาประชาธิปไตยและเคารพสิทธิมนุษยชน
ส่วนจีนให้ทุนประเทศกำลังพัฒนา แบบไม่มีข้อผูกมัด ทำให้จีนได้เปรียบทางการทูต สามารถเข้าหาได้ทุกประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติมากๆ ทั่วโลก เช่น ไนจีเรีย กาน่า เคนยา ทันซาเนีย เป็นต้น
ในระดับหนึ่ง อาเซียนไม่น่าจะตกใจเพราะกัมพูชาได้แสดงตัวออกมาค่อนขางชัดว่าจะเข้าหาจีน ในขณะที่สมาชิกอาเซียนเช่น ฟิลิปปินส์มีท่าทีที่ชัดเจน คือแอนตี้จีนสุดๆ รวมทั้งเวียดนามด้วย ที่กล้าแสดงออกประจันหน้ากับจีน การเมืองเลือกข้างแบบนี้จะเป็นตัวการทำลายความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียน และชื่ออาเซียนในวันข้างหน้ากำลังจะถูกทำลาย
เรื่องแปลกที่สุด ครั้งนี้ประธานอาเซียนไม่ได้ใช้เลขาธิการอาเซียน ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ให้เป็นประโยชน์ ให้เข้ามามีบทบาท ช่วยแก้ปัญหา ตามปกติถ้ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น เลขาธิการน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะมีความเป็นกลางนั่นเอง หลังกฎบัตรอาเซียนออกมาในปี 2008 บทบาทและหน้าที่เลขาธิการอาเซียนนั้นมีมากขึ้น ในอดีตต้องยอมรับว่าเลขาธิการอาเซียนไม่สามารถพูดแทนอาเซียน เรียกได้ว่าแทบกระดิกนิ้วยังไม่ได้ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าสมาชิกอาเซียนต้องการให้สำนักเลขาธิการอาเซียนอ่อนแอ จะได้ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องผลประโยชน์ของประเทศสมาชิก
ในปัจจุบัน ประเทศมหาอำนาจกำลังใช้เวทีอาเซียนเป็นที่ประลองกำลังกัน ในอดีตพวกเขาไม่แสดงตัวออกมา มาปีนี้ สถานการณ์ในภูมิภาคเปลี่ยนแปลงไป สหรัฐอเมริกาหันมาเทให้เอเชียหลังถอนตัวจากอิรักและอัฟกานิสถาน อีกอย่างสมาชิกอาเซียนทุกประเทศรวมทั้งพม่า ได้รับการยอมรับ ไม่มีการกีดกันเหมือนในอดีต อาเซียนมีความสามารถชักจูงประเทศเหล่านี้ให้เข้ารวมวง ได้เจรจาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องความมั่นคงได้อย่างดี เพราะมีความน่าเชื่อถือกว่าองค์กรอื่นๆ
แต่สถานภาพแบบนี้กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว อาเซียนกำลังถูกเพ่งเล็งว่าไม่ได้เป็นกลางเหมือนในสมัยก่อน ฉะนั้น ในอนาคตบทบาทอาเซียนอาจจะประสบข้อจำกัดเพิ่มขึ้น



