ข่าว

ญาติเหยื่อพอใจ'สาวซีวิค'ยอมขอขมา

ญาติเหยื่อพอใจ'สาวซีวิค'ยอมขอขมา

30 ก.ค. 2555

ศาลออกหมายเรียกสาวซีวิคไกล่เกลี่ย ญาติเหยื่อพอใจสาวซีวิคมอบพวงมาลัยพร้อมแสดงความเสียใจ เจ้าตัวเผยเจอคนข่มขู่ไม่กล้าเผยตัวที่สาธารณะ คาดประชุมครั้งสุดท้าย อธิบดีศาลเยาวชนฯเตรียมสรุปรายะเอียดส่งองค์คณะนัดวันฟังคำพิพากษาต่อไป

              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 30 ก.ค.2555  ที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง สนามหลวง  ศาลนัดประชุม คดีหมายเลขดำหมาย 1233/2554 ที่อัยการฝ่ายคดีเยาวชนและครอบครัว 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.แพรวพราว (นามสมมติ) อายุ 18 ปี เป็นจำเลย ในความผิดฐานขับรถยนต์โดยประมาท จนเป็นเหตุในผู้อื่นถึงแก่ความตาย และได้รับอันตรายต่อร่างกายบาดเจ็บสาหัส และทรัพย์สินเสียหาย และใช้โทรศัพท์ขณะขับรถยนต์ เมื่อช่วงหัวค่ำวันที่ 27 ธ.ค. 2553 เวลากลางคืน จำเลยขับรถยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า ซีวิค หมายเลขทะเบียน ฎว 8461 กรุงเทพมหานคร ขึ้นบนทางยกระดับโทลล์เวย์ ขาเข้ามุ่งหน้า ถ.ดินแดง ด้วยความเร็วสูงเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ซึ่งรถยนต์ตู้ มุ่งหน้าจากศูนย์รังสิต - อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยมีนางนฤมล ปิตาทานัง อายุ 38 ปี เป็นคนขับ ทำให้รถยนต์ตู้เสียหลักหมุนไปชนขอบกั้นทางโทลล์เวย์ พลิกคว่ำพังเสียหาย คนขับรถตู้โดยสารและผู้โดยสารภายในรถยนต์ตู้กระเด็นออกจากตัวรถตกจากทางด่วนเสียชีวิตรวม 9 ราย และบาดเจ็บสาหัสจำนวนหนึ่ง

              โดยวันที่ 30 ก.ค.นี้เป็นการประชุมร่วมกันครั้งแรกระหว่างญาติผู้เสียหายและจำเลย ซึ่งศาลได้ออกหมายเรียก เมื่อวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา ให้ทั้ง 2 ฝ่ายมาประชุมร่วมกัน โดยญาติผู้เสียหายเดินทางมาศาลเกือบครบ เพื่อเข้าประชุมหารือถึงมาตรการเยียวยาอีกครั้งหนึ่ง นำโดยนางทองพูน พานทอง มารดาของคนขับรถตู้ นางถวิล เช้าเที่ยง มารดาของ ดร.ศาสตรา เช้าเที่ยง และทนายความ ส่วนครอบครัวของ พ.ต.อ.ศรัญ นิลวรรณ บิดาของ น.ส.ชุติพร นิลวรรณ ได้ส่งตัวแทนมา ขณะที่บางครอบครัวไม่ได้เดินทางมาศาล เนื่องจากอยู่ต่างจังหวัดและไม่ได้รับหมายเรียก

              ด้าน น.ส.แพรวพราว (นามสมมติ) จำเลย เดินทางมาพร้อมบิดาและมารดาโดยรถตู้ และได้หลบผู้สื่อข่าวเข้ามาภายในอาคารทันที

              นายจิรนิติ หะวานนท์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง แถลงภายหลังศาลออกหมายเรียกให้ครอบครัวผู้เสียหายและจำเลยมาประชุมหารือมาตรการเยียวตามกฎหมาย โดยระบุว่า ตามหลัก พรบ.ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง และกติกาสากลที่อยู่ในอนุสัญญาสิทธิเด็ก ต้องแก้ไขฟื้นฟูเด็กให้กลับมาเป็นคนดีและอยู่ในสังคมต่อไปได้ ซึ่งคดีนี้ศาลได้ดำเนินการประชุมกลุ่มครอบครัวผู้เสียหาย และสหวิชาชีพตามกฎหมาย มาตรา 132 เพื่อนำไปสู่การกำหนดวิธีขั้นตอนมาตรการเยียวยา และบำบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชน โดยให้ทั้ง 2 ฝ่ายมาช่วยกันคิด เพราะหากศาลคิดเองอาจไม่เหมาะสม และเด็กไม่สามารถปฏิบัติได้ ซึ่งในการประชุม 3 ครั้งก่อนหน้านี้ ผู้เสียหายได้บอกความต้องการของตัวเองมาแล้ว แต่ในวันนี้ฝ่ายครอบครัวผู้เสียหายและจำเลยมีโอกาสพูดคุยกันเป็นครั้งแรก จะตกลงกันได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับบรรยากาศในที่ประชุม หากไม่สามารถตกลงกันในวันนี้ได้ก็สามารถขยายระยะเวลาในการพูดคุยของทั้ง 2 ฝ่ายออกไปได้ แต่อย่างมากที่สุดควรใช้ระยะเวลาไม่เกิน 2 เดือน

              นายจิรนิติ กล่าวอีกว่า ถ้าทั้ง 2 ฝ่ายไม่สามารถพูดคุยกันได้จริงๆ ก็ต้องส่งเรื่องกลับไปที่องค์คณะในคดีดังกล่าว เพื่อให้มีการอ่านคำพิพากษาต่อไป ทั้งนี้ เหตุที่เพิ่งนำแผนการฟื้นฟูเยียวมาเข้ามาใช้กับคดีนี้ เนื่องจากกฎหมายใหม่ที่บังคับใช้เมื่อ พฤษภาคม 2554 ซึ่งขณะนั้นคดีนี้ได้มีการสืบพยานไปบ้างแล้ว หากจะยุติการสืบพยานกลางคัน จะส่งผลต่อรูปคดี เพราะทั้ง 2 ฝ่าย ต่อสู้นำสืบพยานอย่างเต็มที่ จึงต้องเปิดโอกาสให้ทั้ง 2 ฝ่ายสืบพยานอย่างเต็มที่จนเสร็จสิ้นกระบวนการก่อน แล้วค่อยนำคดีเข้าสู่แผนฟื้นฟูฯ ซึ่งกรณีการกระทำประมาทจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บ ในศาลนี้ยังไม่เคยมีคดีเข้าสู้ขั้นตอนการเยียวยามาก่อน แต่ย้ำว่าคดีนี้ไม่ใช่คดีแรกที่ศาลนำมาตรการเยียวยามาใช้ ก่อนหน้านี้เคยมีกรณีเยาวชนถูกฟ้องที่ศาลจังหวัดสงขลาในคดีลักขโมยกล้วย และเมื่อมีการประชุมกำหนดแผนฟื้นฟูเยียวยากับผู้เสียหาย ศาลก็ได้กำหนดให้เยาวชนไปปลูกต้นกล้วยคืนจำนวน 20 ต้น พร้อมกับทำความสะอาดมัสยิด

              สำหรับกรณีที่ญาติของผู้เสียยืนยันให้ศาลอ่านคำพิพากษาในคดี และต้องการให้จำเลยยอมรับสารภาพ จะเป็นไปได้หรือไม่นั้น อธิบดีศาลเยาวชนฯ กล่าวว่า ศาลไม่สามารถบังคับให้จำเลยรับสารภาพได้ ขึ้นอยู่กับตัวจำเลยเอง เพราะหากศาลบังคับให้สารภาพ จะเป็นการทำลายความยุติธรรม

              ส่วนการประชุมที่สามารถนำไปสู่การกำหนดมาตรการเยียวยา จะส่งผลต่อกรณีที่ญาติผู้เสียหาย ไปฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท กับบิดา-มารดาของจำเลยหรือไม่นั้น อธิบดีศาลเยาวชนฯ กล่าวยืนยันว่า กระบวนการเยียวยาเป็นการดำเนินการในส่วนของคดีอาญา ไม่เกี่ยวข้องกับคดีแพ่งแต่อย่างใด

              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังใช้เวลาประชุมครอบครัวผู้เสียหายและฝ่าย น.ส.แพรวพราว (นามสมมติ) นานร่วม 3  ชั่วโมง ต่อมาเวลา 15.50 น. น.ส.แพรว ครอบครัวและทนายได้ขึ้นรถตู้และเดินทางกลับทันที โดยไม่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

              ขณะที่น.พ.กฤช  รอดอารีย์ บิดาของนายเกียรติมัน รอดอารีย์ ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ ได้เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ในการประชุมร่วมกันของ 2 ฝ่ายวันที่ 30 ก.ค.นี้ จำเลยได้นำพวงมาลัยมามอบให้กับทางญาติผู้เสียหายทั้งหมด พร้อมทั้งกล่าวแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  พวกเราก็รู้สึกพอใจที่จำเลยมาพบและกล่าวแสดงความเสียใจ  โดยจำเลยได้เล่าว่าปัจจุบันจำเลยพร้อมคอบครัวไม่กล้าเดินทางไปที่สาธารณะมากนัก  เพราะเคยมีคนพูดจาข่มขู่ ซึ่งเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นมากว่า 2 ปีแล้ว ฝ่ายญาติผู้เสียหายที่เป็นโจทก์ร่วมรู้สึกสงสารตัวจำเลย แต่คดีก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการถูกผิด  ซึ่งฝ่ายโจทก์ยืนยันให้ศาลมีคำพิพากษาในคดีนี้ โดยคาดว่าการประชุมพูดคุยเกี่ยวกับมาตรการเยียวยาครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย และรอให้ศาลแจ้งหมายอีกครั้ง เพราะยังไม่ได้กำหนดวันเวลานัดครั้งต่อไป ซึ่งการประชุมวันนี้ก็ไม่ได้มีการพูดถึงการเรียกร้องค่าเสียหาย ส่วนคดีที่มีการฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายกับพ่อแม่จำเลยก็ต้องดำเนินการต่อไป

              ด้านนายจิรนิติ กล่าวว่า หลังจากนี้จะสรุปรายละเอียดทั้งหมดจากการประชุมระหว่างญาติผู้เสียหายและจำเลยส่งกลับไปให้องค์คณะผู้พิพากษาพิจารณา ส่วนองค์คณะจะนัดวันฟังคำพิพากษาเมื่อใดขึ้นอยู่กับดุลพินิจ ตนไม่สามารถระบุเวลาได้ เพราะจะเป็นการกดดันองค์คณะ

              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังให้สัมภาษณ์ นพ.กฤชได้นำพวงมาลัยที่จำเลยนำมามอบให้ไปสักการะศาลพระภูมิภายในบริเวณศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง

 

----------

(หมายเหตุ : ภาพแฟ้มข่าว)