ข่าว

'มาร์ค'ห่วงไฟใต้ปะทุจี้'ปู'ดูแลด้วยตัวเอง

'มาร์ค'ห่วงไฟใต้ปะทุจี้'ปู'ดูแลด้วยตัวเอง

30 ก.ค. 2555

"อภิสิทธิ์" ห่วงไฟใต้ปะทุ จี้ "ยิ่งลักษณ์" ดูแลด้วยตัวเอง ชี้เหตุลอบยิงทหารไทยสะเทือนใจคนไทยทั้งปท. เชื่อโจรใต้หวังข่มขวัญปชช. วอนขอคนไทยร่วมประณามผู้ก่อความรุนแรง ส่งกำลังใจให้จนท.รัฐและชาวบ้าน อย่ายอมจำนนต่อผู้ก่อความไม่สงบ จวก "รัฐ" ตีปี๊บครม.สัญจร พ

          วันที่ 30 ก.ค.55  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ว่า นายกฯและครม.ต้องเอาใจใส่ในเชิงนโยบาย และวิเคราะห์ถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะมีสัญญาณบ่งบอกมาตั้งแต่เดือนมี.ค.จากเหตุการณ์ที่จังหวัดยะลา และหาดใหญ่ จากนั้นก็มีการเตือนมาตลอดว่าเหตุการณ์ความรุนแรงอาจจะมีมากขึ้น จึงต้องทบทวนทั้งนโยบายและแนวปฏิบัติ การที่มอบหมายหน่วยงานไปปฏิบัติแล้วไม่เพียงพอ เพราะคนที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้มีมาก ไม่ใช่เฉพาะแค่ฝ่ายการเมือง แต่ควรระดมฝ่ายวิชาการและฝ่ายอื่น ๆ มาช่วย เพราะขณะนี้นอกจากเรื่องการก่อความไม่สงบยังมีปัจจัยเรื่องธุรกิจผิดกฎหมาย เพราะคนที่ก่อการร้ายจะไปเกี่ยวพันกับอาชญากรรมอื่น ๆ ด้วย ดังนั้นจึงต้องพยายามคลี่คลายต้นเหตุใหญ่ ๆ ก่อนโดยไม่สร้างเงื่อนไขใหม่ ๆ
 
          นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า การปิดถนนสังหารทหาร 4 นาย ที่ จ.ปัตตานี เป็นเหตุการณ์อุกอาจที่สะเทือนใจคนทั้งประเทศ ดังนั้นทุกภาคส่วนในสังคมต้องร่วมกันประณามความรุนแรงที่เกิดขึ้น และเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่กับประชาชนในพื้นที่ ส่วนการแก้ปัญหาจะสำเร็จได้ประชาชนต้องให้ความร่วมมือ แต่การที่จะให้ประชาชนให้ความร่วมมือก็ต้องมีความมั่นใจว่าอำนาจรัฐสามารถดูแลประชาชนได้ ถือเป็นโจทย์ใหญ่ต้องเร่งแก้ไข เพราะทางกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบพยายามแสดงศักยภาพเพื่อข่มขวัญประชาชน รัฐและประชาชนต้องช่วยกัน อย่างจำนนต่อสิ่งเหล่านี้
 
          ส่วนกรณีที่กลุ่มก่อความไม่สงบทำจดหมายเปิดผนึกระบุว่ามีชาวพุทธย้ายออกจำนวนมาก จะส่งผลต่อทางจิตวิทยาอย่างไรนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเตือนมาโดยตลอดว่าอย่าให้สังคมในพื้นที่เสียความสมดุล เพราะฉะนั้นการทำงานต่อเนื่องในเรื่องการพัฒนา การอำนวยความยุติธรรม และการสร้างขวัญกำลังใจเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นมาก เรามีกฎหมายกำหนดให้นายกรัฐมนตรี มีบทบาทและอำนาจในการดูแลเรื่องความมั่นคงมากขึ้น เพราะไม่ใช่เรื่องที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจะทำได้ ต้องประสานกับทุกหน่วยงาน นอกจากนี้การลงพื้นที่ของคนระดับนโยบายมีความสำคัญ นอกจากติดตามปัญหาแล้วยังเป็นขวัญและกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ซึ่งหากนายกฯสะดวกก็ต้องมอบหมายให้รองนายกฯหรือรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย ก็สามารถที่จะช่วยทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งการแก้ปัญหาต้องทำทุกมิติรวมทั้งด้านการต่างประเทศด้วย เพราะมีความสำคัญจะต้องชี้แจงทำความเข้าใจต่อเนื่อง
 
          “ ผมเรียกร้องให้นายกฯดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และคิดถึงบ้านเมืองอย่าคิดแต่เรื่องการเมือง ผมทราบดีว่ายุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ซึ่งนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาฯ ก็ระบุในคลิปเสียงว่าเรื่องไหนที่เป็นปัญหาจะกันนายกฯไม่ให้เกี่ยวข้อง ด้วยหวังว่าให้นายกฯลอยตัวออกจากปัญหา ไม่ให้นายกฯต้องเผชิญกับความยากลำบากที่กระทบต่อคะแนนนิยม แต่นี่คือความรับผิดชอบของคนที่เป็นผู้นำประเทศ ผมคิดว่าประชาชนไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องทำทุกอย่างถูกต้องสำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อยากให้เข้ามารับผิดชอบ เพราะหากทิ้งสภาพแบบนี้ต่อไปปัญหาก็จะเลวร้ายลงเรื่อย ๆ สุดท้ายนายกฯ ก็หนีความรับผิดชอบไม่ได้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

จวก "รัฐ" ตีปี๊บครม.สัญจร พีอาร์ทุ่มงบ 6 หมื่นล้าน แต่เอาเข้าจริงมีแค่หลักพันล้านเท่านั้น

          หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel ถึงการประชุม ครม.สัญจรที่จ.สุรินทร์ ที่มีข่าวว่าจะทุ่มงบประมาณถึง 6 หมื่นล้านบาท ว่า งบจริงอย่างเก่ง ก็คงอยู่ที่หลักพันล้านบาทเท่านั้น แต่มีการเอาตัวเลขโครงการมารวบรวมให้ดูน่าตื่นเต้น จึงต้องไปดูของจริง เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง หรือรถไฟรางคู่ ก็เป็นโครงการที่อยู่ในแผนมาตลอด เพราะฉะนั้นตนก็เสียดายว่า การประชุมครม.สัญจร หลายครั้งมันก็กลายเป็นเรื่องของการตลาด สำหรับทางการเมืองมากกว่าที่จะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นรูปธรรมในเชิงของการพัฒนาพื้นที่

บี้รัฐทบทวนนโยบายจำนำข้าว เจ๊งยับแล้วถึงแสนล้าน


          ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ผู้บริหาร ธกส.ระบุการจำนำข้าวและมันสำปะหลัง ทำให้รัฐขาดทุนไปแล้วถึง 1 แสนล้านบาท ว่า ตนเข้าใจว่าการช่วยเกษตรกรจะทำให้เกิดภาระทางการเงิน โดยเฉพาะการขาดทุน แต่การขาดทุน 1 แสนล้านบาทภายใน 1 ปี ถ้าเทียบกับโครงการประกันรายได้ ซึ่งช่วยเกษตรได้มากกว่าโครงการจำนำถึง 3 เท่า แต่ใช้เงินเพียงครึ่งหนึ่งของโครงการจำนำเท่านั้น ซึ่งยังไม่รวมค่าใช้จ่ายต่อการบริหารสต็อกข้าว และผลกระทบต่อตลาดค้าข้าว ศักยภาพข้าวไทยในการแข่งขัน รวมถึงการทุจริตด้วย ตนยืนยันอีกครั้งว่ารัฐบาลต้องทบทวนนโยบายนี้ เพราะเป็นนโยบายที่สร้างภาระให้กับธนาคารของรัฐที่ถึงกับพูดแล้วว่าจะเกิดปัญหา อีกทั้งโครงการนี้ยังมีเรื่องทุจริตร้องเรียนจำนวนมาก ผู้ส่งออกข้าวก็ยืนยันว่าเป็นการทำลายอนาคตส่งออกข้าวไทย เพราะหากรัฐบาลยังเดินหน้านโยบายดังกล่าวจนครบวาระ 4 ปี จะสร้างภาระการเงินการคลังต่อประเทศจำนวนมาก และจะเกิดปัญหาสะสม เกิดความยากลำบากในการบริหารสต็อกของรัฐบาล ที่จะกลายเป็นผู้ค้าข้าวรายใหญ่เอง ซึ่งไม่เป็นผลดีกับระบบการค้าข้าวไทย สุดท้ายปัญหาจะย้อนกลับมาที่เกษตรกร เพราะหากข้าวไทยมีปัญหาในการส่งออก เกษตรกรก็จะมีปัญหามากขึ้นในการขายข้าว นอกจากนี้ภาระทางการเงินจะส่งผลต่อหนี้สาธารณะให้ขึ้นไปอย่างน้อยปีละ 1 แสนล้านบาท จึงมีโอกาสที่หนี้สาธารณะจะทะลุ 60 % ที่กำหนดไว้ตามที่ทีดีอาร์ไอเคยวิเคราะห์
 
          นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ตนไม่เข้าใจว่าทำไมนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ยังเดินหน้าโครงการนี้ต่อ จึงต้องถามว่าเพราะอะไรในเมื่อมีความเสียหายหลายด้าน นอกจากนี้การที่นายกฯ ไปเปิดโครงการบัตรเครดิตเกษตรกร ที่ขณะนี้ยังมีความสับสน แต่สิ่งที่ชัดเจนคือรัฐบาลพรรคเพื่อไทยส่งเสริมให้ประชาชนมีหนี้สินมากขึ้น ตนเห็นว่าการช่วยเหลือประชาชนในเรื่องสินเชื่อผ่านกลไกธกส.สามารถทำได้ แต่ต้องไม่ให้เกิดค่านิยมให้ประชาชนสะสมหนี้สิน ซึ่งนโยบายที่ถูกใจประชาชนหรือหวือหวาในระยะสั้น แม้จะส่งผลต่อคะแนนนิยมในทางบวก แต่ก็ทำให้เกิดปัญหาในอนาคต จึงอยากให้ระมัดระวัง เพราะที่ผ่านมาหลายประเทศที่เกิดความล่มสลายทางเศรษฐกิจส่วนหนึ่งก็มาจากการเดินหน้าประชานิยม จนกลายเป็นวิกฤติหนี้ จึง จึงอยากให้ทบทวนนโยบายเหล่านี้