
รวบสองผัวเมียฆ่าแขวนคอ2เด็ก7-12ขวบ
รวบแล้วผัวเมียฆ่าแขวนคอสองเด็กหญิงพี่น้องที่หาดใหญ่ เผยเป็นเพื่อนบ้านของตายายเหยื่อทั้งสอง สารภาพต้องการลักทรัพย์ ระบุทำไปเพราะเด็กทั้งสองคนรู้จักเป็นอย่างดี ยอมสำนึกพูดทิ้งท้ายพ้นจากนี้จะไถ่โทษให้ ด้านแม่เหยื่อสาปแช่งขอให้ศาลลงโทษประหารชีวิต ขณะที่ตำรวจ
หลังจากใช้เวลาสืบสวนหาตัวคนร้ายที่ก่อเหตุฆ่าแขวนคอสองเด็กหญิงอย่างโหดเหี้ยม ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุได้แล้ว เป็นสามีภรรยาเพื่อนบ้านของตายายเด็กหญิงทั้งสอง การจับกุมดังกล่าวเปิดเผยเมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 20 พฤษภาคม ที่ห้องประชุม สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พล.ต.ท.ธานี ทวิชศรี ผบช.ภ.9 พล.ต.ต.ก่อเกียรติ วงศ์วรชาติ รอง ผบช.ภ.9 พล.ต.ต.วิรุฬ เอี่ยมไพจิตร์ ผบก.ภ.จว.สงขลา พ.ต.อ.ศุภวัฒน์ ทับเคลียว ผกก.สภ.หาดใหญ่ และตำรวจที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าวการจับกุม นายสุเรนทร์ บิลละเส๊ะ อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 11/6 หมู่ 5 ต.คลองแห อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และนางสุธา สังข์ทอง อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 63/3 ถ.ภาษีเจริญ ต.บ้านพรุ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา สองสามีภรรยา ผู้ต้องหาก่อเหตุฆ่าแขวนคอ ด.ญ.อภิสา ทาศรี อายุ 12 ปี และ ด.ญ.อรวรรณ ทาศรี อายุ 7 ปี เหตุเกิดเมื่อเช้ามืดวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
พล.ต.ท.ธานี กล่าวว่า ตำรวจเข้าจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองได้เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ทั้งสองคนยอมรับสารภาพว่า เป็นผู้ก่อเหตุฆ่าเด็กหญิงทั้งสองคนจริง เพราะต้องการขโมยทรัพย์ ในวันเกิดเหตุนางสุธาได้ตะโกนเรียก ด.ญ.อภิสา ให้เปิดประตูห้องนอน พร้อมออกอุบายว่ายายเป็นลมล้มลงอยู่ในสวนยางพารา เมื่อ ด.ญ.อภิสาเปิดประตู นายสุเรนทร์และนางสุธาจึงช่วยกันปิดปากปิดจมูก ด.ญ.อภิสาจนหมดสติ จากนั้นนำเศษผ้ามามัดขาแล้วนำไปวางไว้หลังบ้านตรงจุดขนำที่เกิดเหตุ ต่อมาได้เข้าไปภายในบ้านรื้อค้นทรัพย์สินต่างๆ
ผบช.ภ.9 กล่าวต่อว่า ระหว่างนั้น ด.ญ.อรวรรณตื่นขึ้นมา นายสุเรนทร์จึงบีบคอจนแน่นิ่ง และนำเชือกรองเท้าในบ้านมามัดคอ ด.ญ.อรวรรณ จากนั้นนำไปที่ขนำหลังบ้าน แล้วใช้ปลายเชือกรองเท้าอีกข้างหนึ่งมัดคอ ด.ญ.อภิสา และนำไปแขวนคอกับแคร่ไม้หลังบ้าน จากนั้นได้หลบหนีพร้อมเงินสดจำนวน 1.3 หมื่นบาท และสร้อยคอทองคำหนัก 6 สลึง 1 เส้น สร้อยข้อมือทองคำหนัก 2 สลึง 1 เส้น
พล.ต.ท.ธานี กล่าวต่อว่า เบื้องหลังการคลี่คลายคดีนี้เกิดจากการเข้าไปสอบสวนพยานแวดล้อมที่จุดเกิดเหตุในวันแรก นางสุธาซึ่งเช่าบ้านอยู่ข้างบ้านเกิดเหตุให้การหลอกตำรวจว่า พบเห็นรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส สีดำ เข้ามากลับรถที่หน้าบ้านเกิดเหตุ เวลาประมาณ 05.30 น. ซึ่งขัดแย้งกับคำให้การของพยานปากอื่น เพื่อให้ตำรวจหลงประเด็น และจากการตรวจสอบประวัติผู้ที่มาเช่าบ้านอยู่ข้างบ้านที่เกิดเหตุจำนวน 6 หลัง พบว่า มีเพียงนางสุธาคนเดียวที่เคยมีประวัติต้องโทษคดีลักทรัพย์ เมื่อปี 2548 ในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ศาลสั่งจำคุก 1 ปี 6 เดือน ตำรวจจึงได้ติดตามพฤติการณ์ของนางสุธาและนายสุเรนทร์อย่างใกล้ชิด
ต่อมาเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม เริ่มมีความชัดเจนขึ้นเมื่อตำรวจชุดสืบสวนซึ่งประกอบด้วย พ.ต.อ.ดำรงค์ วัฒโนดร พ.ต.อ.สาคร ทองมุณี พ.ต.อ.วีรสิทธิ์ เพ็ชรคล้าย รอง ผบก.ภ.จว.สงขลา พ.ต.อ.อำพล บัวรับพร รองผบก.กลุ่มงานสืบสวนฯ ภาค 9 พ.ต.อ.ศุภวัฒน์ ทับเคลียว ผกก.สภ.หาดใหญ่ พ.ต.อ.ธรรมนูญ ไตรทิพยพงศ์ ผกก.กลุ่มงานสืบสวน ภ.จว.สงขลา พ.ต.ท.ศักดิ์ดา เจริญกุล รอง ผกก.กลุ่มงานสืบสวน ภ.จว.สงขลา และ พ.ต.ท.เอกรัฐ สวนแสน สว.สส. สภ.หาดใหญ่ ได้ลงพื้นที่หาหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อเชื่อมโยงคดีปรากฏว่า ได้พบหลักฐานชิ้นสำคัญคือรองเท้าแตะเปื้อนโคลนของนายเฉม ตาของเด็กทั้งสองคน ซึ่งหายไปในวันเกิดเหตุ อยู่ในสวนยางหลังบ้านเช่าของนางสุธา จึงเชิญนางสุธาและนายสุเรนทร์มาสอบสวนขยายผล กระทั่งทั้งสองคนจำนนต่อหลักฐานยอมรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา
ภายหลังการจับกุม ตำรวจได้พานางสุธาไปที่ร้านทอง ทองดี ที่นำทองไปขาย ซึ่งร้านทองยืนยันว่ารับซื้อไว้จริง นอกจากนี้ยังมีทองปลอมอีก 1 เส้นที่นางสุธาได้นำไปโยนทิ้งริมสะพานคลองพลา ต.บ้านพรุ อ.หาดใหญ่ ตำรวจก็ยึดกลับมาได้ ส่วนเงินสด 1.3 หมื่นบาท นายสุเรนทร์ ได้นำไปใช้หนี้นายจ้าง ผู้รับเหมาเฟอร์นิเจอร์ ที่ยืมมาจำนวน 5,000 บาท ส่วนที่เหลือนำไปใช้ส่วนตัว ทั้งนี้ หลังเกิดเหตุนายจ้างคนดังกล่าว ได้นำเงินมาคืนเจ้าหน้าที่เพื่อเป็นของกลางประกอบคดี
นายสุเรนทร์ เล่าว่า ก่อเหตุเพราะเป็นหนี้สินกว่า 1 แสนบาท จึงต้องการนำเงินไปใช้หนี้ และใช้จ่ายส่วนตัวทั้งค่าผ่อนรถและค่าเทอมลูก เมื่อเข้าตาจนจึงเกิดความคิดชั่ววูบ ภายในคืนก่อนเกิดเหตุได้เข้าไปลักทรัพยภายในบ้านดังกล่าว เพราะรู้ว่ามีเงินและทองคำ โดยเลือกลงมือในช่วงใกล้รุ่งระหว่างที่ตากับยายของเด็กหญิงทั้งสองคนออกไปกรีดยาง โดยภรรยาเป็นคนเรียกให้ ด.ญ.อภิสาเปิดประตูห้องนอน พร้อมหลอกว่ายายเป็นลมอยู่ในสวนยาง จากนั้นจึงใช้มือปิดปากปิดจมูกจนแน่นิ่ง แล้วให้ภรรยาหาเศษผ้ามาผูกขาแล้วพาไปไว้หลังบ้านโดยใช้เชือกรองเท้ามัดคอไว้กับแคร่ไม้ จากนั้นช่วยค้นรื้อค้นทรัพย์สิน แต่ ด.ญ.อรวรรณ น้องสาวตื่นขึ้นมา จึงใช้กำลังบีบคอจนแน่นิ่ง และนำเชือกรองเท้ามัดคอ ด.ญ.อรวรรณ ก่อนจะนำไปไว้หลังบ้าน และใช้เชือกรัดคอติดไว้กับพี่สาว
"สาเหตุที่ต้องฆ่าเด็กทั้งสองคนว่า เป็นเพราะอารมณ์ชั่ววูบ และตกใจกลัวว่าจะนำเรื่องไปบอกแม่และตากับยาย จึงจำเป็นต้องฆ่าปิดปากทั้งสองคนแม้ว่าจะสนิทสนมคุ้นเคยกับเด็กเป็นอย่างดี และครอบครัวนี้ก็มีบุญคุณกับผม เพราะเมื่อเดือดร้อนเคยไปหยิบยืมเงินนางไร ยายของเด็กเป็นประจำ ที่ผ่านมาได้รับความช่วยเหลือมาโดยตลอด เหตุที่ทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบเพราะเข้าตาจนจริงๆ ไม่รู้จะไปพึ่งใคร หลังก่อเหตุพยายามคุมสติทำตัวเหมือนไม่มีอะไร และไม่ได้หลบหนีไปไหนยังคงพักอยู่ที่บ้านเช่าและอยู่ช่วยงานศพครอบครัวนี้ตลอด แต่ยอมรับว่าวันแรกภาพของเด็กทั้งสองคนตามมาหลอนและติดตาอยู่ตลอดเวลา อยากจะกล่าวขอโทษตาของเด็ก และมารดาของเด็ก รวมถึงญาติๆ ที่มาร่วมฟังการแถลงข่าวในครั้งนี้ด้วยว่า เมื่อพ้นจากนี้ไปจะมาขอไถ่โทษคืนให้" นายสุเรนทร์ กล่าว
ด้านนางเรียม มารดาของเด็ก ที่อยู่ในอารมณ์โกรธแค้น ได้ตะโกนด่าทอสองสามีภรรยา จากนั้นกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า อยากให้คนร้ายทั้งสองคนได้รับโทษสถานหนัก ให้สาสมกับความผิดที่ก่อไว้ คืออยากให้ประหารชีวิต โดยไม่ต้องมีการลดโทษใดๆ ทั้งสิ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเสร็จสิ้นการแถลงข่าว ตำรวจชุดจับกุมได้ควบคุมตัวสองผู้ต้องหาออกจากห้องประชุมทันที แต่เบื้องต้นยังไม่นำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ เนื่องจากมีชาวบ้าน เพื่อนบ้านใกล้เคียง และญาติๆ ของผู้ตาย หลายร้อยคนรอรุมประชาทัณฑ์ที่บริเวณบ้านหลังเกิดเหตุ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเลื่อนการทำแผนประกอบคำรับสารภาพไปก่อน
ขณะที่นางเรียม มารดาของเด็กทั้งสองคน ได้นำช่อดอกไม้ช่อใหญ่มามอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม โดยมี พล.ต.ท.ธานี เป็นผู้แทนรับมอบ ขณะเดียวกัน พล.ต.ต.วิรุฬ ได้กำชับตำรวจที่เกี่ยวข้องที่นำตัวผู้ต้องหาไปคุมขังให้คอยเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด ป้องกันผู้ต้องหาฆ่าตัวตายหนีความผิดเพื่อชดใช้ตามที่พูดต่อหน้านายเฉม นางเรียม และญาติๆ ของผู้ตาย ขณะนำตัวมาแถลงข่าว
นอกจากนี้ยังมีรายงานจากตำรวจชุดจับกุมระบุด้วยว่า หลังจากทั้งคู่ก่อเหตุแล้ว ยังคงทำตัวตามปกติ เสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น โดยวันฝังศพเด็กทั้งสองคน ผู้ต้องหาทั้งสองคนได้มาช่วยงานฝังศพด้วย



