
จี้'ปู'ผู้นำดับไฟใต้-รวบ3ผู้ต้องสงสัย
"มูลนิธิยุติธรรมฯ"ออกแถลงการณ์จี้ "ยิ่งลักษณ์" แสดงความเป็นผู้นำดับปัญหาไฟใต้ เผยรวบ 3 ผู้ต้องสงสัยก่อเหตุยิง 4 ทหารได้แล้ว สั่งคุมเข้มความรปภ.พื้นที่เขตเมือง หวั่นโจรใต้หวนก่อเหตุซ้ำ คุมเข้มอ.เบตงยะลา
29ก.ค.2555 จากกรณีที่คนร้ายประมาณ 16 คน ใช้รถกระบะเป็นพาหนะใช้อาวุธสครามยิงทหารราบที่ 15322 (ร้อย ร.15321) หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 25 บนทางหลวงหมายเลข 4061 มายอ- ปาสัส บ้านดูวา หมู่ 3 อ.มายอ จ.ปัตตานี ขณะกำลังเดินทางกลับฐานปฏิบัติการ เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม จนทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 4 นายและบาดเจ็บ 2 นาย ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียง 3 วันหลังการลอบวางระเบิดรถยนต์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจบนถนนสายบ้านอูเป๊าะ-บ้านปากาซาแม หมู่ 7 ต.วังพญา อ.รามัน จ.ยะลา จนมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 5 นายเมื่อวันพุธที่ 25 กรกฎาคม 2555
มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพได้ออกแถลงการณ์ความว่า มูลนิธิฯตระหนักว่าปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องมาเกือบ 9 ปี ได้ทำลายความเชื่อมั่นในหลักนิติธรรมของประเทศไทยอย่างรุนแรง มีการใช้ความรุนแรงตามอำเภอใจโดยไม่ใส่ใจต่อระบบกฎหมาย สภาวะดังกล่าวสร้างความหวาดกลัวให้เกิดกับประชาชนเป็นอย่างยิ่ง กรณีความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงควรถูกให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นในการบริหารประเทศของรัฐบาล โดยเฉพาะนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรี ควรเป็นผู้นำและเป็นผู้รับผิดชอบการแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง มูลนิธิฯมีข้อเรียกร้องต่อ ฯพณฯนายกรัฐมนตรี รัฐบาล รวมถึงผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายดังนี้
"ผวจ.ปัตตานี"เผยรวบ 3 ผู้ต้องสงสัยก่อเหตุได้แล้ว
นายธีระ มินทราศักดิ์ ผู้ราชการจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า ตอนนี้สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยที่คาดเป็นผู้ก่อเหตุได้ 3 ราย พร้อมอาวุธนำปืนขนาด 9 มม.ของเจ้าหน้าที่กลับคืนมาได้ ส่วนอาวุธปืนเอ็ม 16 ยังไม่สามารถติดตามกลับมาได้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่าที่ได้รับรายงาน กลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุไม่ใช่คนในพื้นที่จังหวัดปัตตานีทั้งหมด โดยคาดว่าน่าจะมีจำนวนทั้งสิ้นกว่า 30 คน ซึ่งมีการรวมกลุ่มกันมาจากพื้นที่จังหวัดอื่น เช่น จากจังหวัดยะลา นราธิวาส ประมาณ 19 คน และสงขลาจากอำภอจะนะ 8 - 10 คน บุคคลเหล่านี้รวมตัวมาก่อเหตุ หลังจากนายอดินัน มะสาอิ แกนนำระดับปฏิบัติการในพื้นที่จังหวัดปัตตานีได้ถูกเจ้าหน้ายิงเสียชีวิตระหว่างการเข้าจับกุมตัว อย่างไรก็ตามกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการเสริมกำลังเจ้าหน้าที่ติดตามกลุ่มผู้ก่อเหตุเหล่านี้อย่างใกล้ชิด
“ผมได้ติดตามข่าวสารมาตลอด ภาพข่าวที่เกิดขึ้นได้มีการเผยแพร่ภาพทางทีวีของประเทศมาเลเซีย ซึ่งคงเป็นไปตามการคาดหวังของกลุ่มผู้ก่อเหตุที่ต้องการให้ภาพออกไปเช่นนั้น ทางทหารคงต้องดำเนินการต่อ คาดว่าคนร้ายที่เหลือยังคงกบดานในพื้นที่ และไม่น่าหลบหนีออกไปยังประเทศมาเลเซีย ส่วนการยิงชาวบ้านเสียในช่วงเช้าที่ผ่านมานั้น เบื้องต้นไม่น่าจะใช่ฝีมือกลุ่มก่อการร้าย แต่เป็นการฉวยโอกาสแก้แค้นมาจาเรื่องส่วนตัว ” ผู้ว่าราชการจ.ปัตตานี กล่าว
ตรวจเข้มพบคาร์บอม5คันเตรียมเข้าพื้นที่
พล.ต.ต.พิเชษฐุ์ ปิติเศรษฐ์พันธ์ ประชุม คอนเฟอร์เร็นส์ กับ ผกก.และหัวหน้าสภ. เพื่อเพิ่มความเข้มงวด และจัดกำลังเพื่อเตรียมพร้อมรับมือการตอบโต้จากกลุ่มคนร้าย หลังจากมีการจับกุมตัวผู้ต้องสงสัย 3 คน โดยเน้นการลาดตระเวนทั้งรถยนต์และรถ จักรยานยนต์ ขณะปฏิบัติหน้าที่จะต้องไม่ประมาท นอกเหนือจากดูแลประชาชนแล้วจะต้องดูแลตัวเองด้วย และให้มีการตั้งจุดตรวจทุกมุมเมือง โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์และรถยนต์ รถคันใดที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยให้ตรวจค้นอย่างละเอียด เนื่องจากล่าสุดสายข่าวรายงานว่า
มีรถต้องสงสัยจำนวน 5 คัน เป็นรถยนต์ปิกอัพ อีซูซุ แค๊บ จำนวน 3 คัน และ รถกระบะโตโยต้าวีโก้ แค็บ จำนวน 2 คัน ได้ประกอบคาร์บอมบ์แล้ว กำลังเตรียมหาพื้นที่ที่จะลักลอบเข้ามาก่อเหตุในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี จึงได้แจ้งเพิ่มเติม ให้กับฐานปฏิบัติการต่างๆที่ประจำทางเข้าเมือง 4 มุมเมือง จึงขอให้มีการตรวจเข้ม
สำหรับผู้ต้องสงสัยทั้ง 3 คน เจ้าหน้าที่ทหาร ฉก.ปัตตานี 25 ได้นำผู้ต้องสงสัย ทั้ง 3 คน 1.นายอิสมาแอล ดาโอง เป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์คอยดูและรายงานความเคลื่อนไหวของทหาร 2. นายอับดุลอสซิ จือแน เป็นมือปืนที่ยิงในภาพ และนายรอสดี จือแน เป็นพี่น้องกัน เป็นมือปืนเช่นกัน ที่เดินขาไม่เท่ากันในภาพ ที่คอยสั่งการ จับได้ในหมู่บ้านตำบลน้ำใส อ.มายอ จ.ปัตตานี และนำตัวเข้าซักถามขยายผล ที่ฉก.ปัตตานี 25 อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี
ด้านพล.ท อุดมชัย ธรรมสาโรรัช แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าว่า ได้สั่งให้เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น ส่วนสาเหตุที่คนร้ายมุ่งก่อเหตุกับเจ้าหน้าที่มากขึ้น เป็นการตอบโต้ ที่การทำงานเชิงรุกของเจ้าหน้าที่ประสบความสำเร็จมาก
ขณะที่สถานการณ์ในพื้นที่ยังมีความรุนแรงเกิดขึ้น โดยเมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 29 ก.ค. พ.ต.ท.นิวัฒน์ ฐิติพันธกุล หัวหน้าชุดตำรวจพิสูจน์หลักฐานปัตตานี พร้อมด้วยหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด นปพ.ปัตตานี, รตท.ปรีชา บาริง ร้อยเวร สภ.แม่ลาน และกำลังตำรวจ เดินทางไปไปตรวจสอบหลักฐานที่เกิดเหตุ
หลังจากที่เมื่อเวลา 01.00 น.วันที่ 29 ก.ค. มีคนร้ายไม่ทราบจำนวน ใช้รถจักรยานยนต์ไม่ทราบชนิด เป็นยานพาหนะ อาศัยความมืดใช้อาวูธปืน ลูกซอง และอาก้า ดักซุ่มยิง นายพีระวัฒน์ พิธกิจ อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 55 ม.5 บ..คลองทราย ต..แม่ลาน อ.แม่ลาน และนายยุทธนา มีชำนาญ อายุ 19 ปี อยู่บ้านเลขที่ 150 ม.5 ต.แม่ลาน อ.แม่ลาน ทั้งสองมีบาดแผลถูกยิงที่ใบหน้าและลำตัว
และเวลา 01.05 น.วันเดียวกัน พ.ต.อ.ต่วนเดร์ จุฑานันท์ ผกก.สภ.ยะรัง จ.ปัตตานี รับแจ้งเกิดเหตุยิงกันตาย บนถนนในหมู่บ้าน ม.2 บ้านบาซาเวาะเซ็ง ต.ปิตูมุดี อ.ยะรัง จ.ปัตตานี จึงนำกำลังไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบผู้เสียชีวิตทราบชื่อ นายซาการียา ตาซู อายุ 45 ปี อยู่บ้านเบลขที่ 62/1 ม.1 ต.วัด อ.ยะรัง จ.ปัตตานี มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนสั้นไม่ทราบชนิด ถูกบริเวณศรีษะรวม 3 นัด เสียชีวิตคาที่
ศูนย์เฝ้าระวังไฟใต้ชี้เป็นสัญญาณการต่อสู้อันตราย
ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตภิรมศรี นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ในฐานะ ผอ.ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ชายแดนภาคใต้กล่าวว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงปฏิบัติการของแนวร่วมและผู้ก่อเหตุที่มีศักยภาพเพิ่มขึ้นจากที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่าต้องมีการยกระดับการต่อสู้กับกองกำลังฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ ดังนั้นถือเป็นเรื่องที่ฝ่ายบ้านเมืองจะนิ่งนอนใจไม่ได้โดยเฉพาะแนวทางของฝ่ายความมั่นคง จะต้องทบทวนแนวทางการปฏิบัติหน้าที่เพื่อระแวดระวังไม่ให้ตกเป็นเป้าของผู้ก่อเหตุ เพื่อลดความสูญเสียในชีวิตและอาวุธยุธโธปกรณ์ที่ฝ่ายตรงข้ามจะยึดและขโขมยกลับไปหลังจากก่อการ
นำกำลัง3ฝ่ายคุมเข้มอ.เบตงยะลา
นายศุภวริศ เพชรกาฬ นายอำเภอเบตง จ.ยะลา เปิดเผย "ผู้สื่อข่าว" ว่า ได้สั่งการเจ้าที่ทหารพรานที่ 33 ตำรวจสภ.เบตง และฝ่ายปกครอง เพิ่มมาตรการคุมเข้มเส้นทางเข้า-ออกตลอด 24 ชั่วโมงรวมทั้งตั้งจุดตรวจรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ต้องสงสัยทุกคันที่วิ่งผ่านเข้า-ออก โดยเฉพาะรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป้าหมายที่กลุ่มผู้ก่อเหตุความรุนแรงเตรียมก่อเหตุในช่วงรอมฎอน ตามที่ได้รับรายงานจากหน่วยข่าวความมั่งคง
ด้าน พ.ต.ท.สังวรณ์ แพรเงิน สารวัตรด่านตรวจคนเข้าเมืองเบตง กล่าวว่า ได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบข้อมูลบุคคลเข้า-ออก จากฐานข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ เนื่องจากช่วงนี้มีประชาชนที่เป็นแรงงานไทยจากประเทศมาเลเซีย เดินทางกลับภูมิลำเนาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อร่วมถือศีลอดในเดือนรอมฏอนกับครอบครัว ซึ่งอาจมีบุคคลต้องสงสัยหรือกลุ่มแนวร่วม แอบแฝงมากับกลุ่มแรงงานจึงต้องเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้นเพื่อป้องกันการหลบหนีออกนอกและเข้าประเทศ



