
กกต.หวั่นเดินหน้าปรองดองวุ่น
'ประพันธ์ นัยโกวิท' แนะ ฝ่ายการเมืองควรทบทวน ร่างพรบ.ปรองดอง หวั่น เดินหน้าต่อเกิดปัญหา ด้าน ศาลรธน. แจ้งความดำเนินคดี 'เจ๋ง ดอกจิก-ก่อแก้ว-จ่าประสิทธิ์'
นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวแสดงความคิดเห็นกรณีร่าง พรบ.ปรองดองฯ ในฐานะนักวิชาการว่า ขณะนี้เรื่องของร่างพรบ.ปรองดอง ยังคงค้างการพิจารณาอยู่ที่รัฐสภา ซึ่งเขามองว่า หากเปิดสมัยประชุมสภาสามัญทั่วไป แล้วฝ่ายการเมืองเดินหน้า ที่จะพิจารณาร่างพรบ.ปรองดองต่อไป ก็อาจจะเกิดปัญหา
ทั้งนี้ เนื่องจากร่างพรบ.ปรองดอง มีลักษณะเป็นการยกเลิกผลการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีตห รือผลที่มีคำพิพากษาไปแล้ว หากมีการออกพรบ.ปรองดองในช่วงที่ยังมีรัฐธรรมนูญ ปี 50 ฉบับปัจจุบันนี้อยู่ ก็อาจจะมีบุคคลยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้ว่า เป็นการออกกฎหมายไปโดยขัดกับรัฐธรรมนูญและขัดกับหลักนิติธรรม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 ที่ระบุว่า การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม
่อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าว คงเป็นเรื่องและหน้าที่ของฝ่ายการเมือง ที่จะต้องทบทวนดูว่า ควรที่จะพิจารณาเดินหน้า หรือชะลอการดำเนินการ เกี่ยวกับร่างพรบ.ปรองดอง ออกไปก่อนหรือไม่
กกต. ห่่วงลดอำนาจกระทบ ไม่มีคนดูแลความเรียบร้อย
นายประพันธ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายการเมืองออกมาระบุว่าค วรจะลดอำนาจกกต.เหลือแค่เพียงจัดการเลือกตั้งไม่มีอำนาจในการให้ใบเหลืองใบแดง ว่า รัฐธรรมนูญ ปี 40 ให้กกต.มีอำนาจสามารถแจกใบเหลืองใบแดง เนื่องจากการบังคับใช้กฎหมายที่ผ่านมาไม่เคยมีคดีที่สามารถจะเพิกถอนผลการเลือกตั้งหรือเลือกส.ส.ใหม่ได้ เพราะกระบวนการพิจารณาคดีให้ผู้สมัครที่แพ้การเลือกตั้งไปฟ้องคดีด้วยตนเอง ดังนั้น ก็เลยให้กกต.เข้ามาดูเรื่องอำนาจกระบวนการยุติธรรม
ทั้งนี้ เพื่อที่จะได้พิจารณาว่าหากปรากฎหลักฐานว่าการเลือกตั้งเกิดความไม่ยุติธรรม ก็จะมีอำนาจสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้ หรือหากพบว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือส.ส.มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อสิทธิขายเสียง กกต.ก็สามารถให้ใบเหลืองใบแดงได้
"หากจะไม่ให้กกต.มีอำนาจแจกใบเหลืองใบแดง ต่อไปได้นั้น แล้วใครจะมาเป็นผู้ดูแลความเรียบร้อยในการเลือกตั้ง ซึ่งก็อาจจะเกิดปัญหาตามมาได้ ลักษณะเช่นนี้เหมือนเป็นการถอยหลังเข้าคลอง ไม่รู้ว่าจะดีกว่าปัจจุบันหรือไม่"
ส่วนกรณีการสรรหากกต.ที่จะให้อำนาจการสรรหาเป็นของทางรัฐสภาเป็นผู้ดำเนินการนั้น นายประพันธ์ มองว่า กรณีเช่นนี้ฝ่ายการเมือง พรรคการเมือง ก็จะครอบงำคนที่เป็นกกต.โดยตรง การทำงานของกกต.ก็จะต้องเกรงใจนักการเมือง พรรคการเมือง เพราะเป็นผู้เลือกเข้ามาทำหน้าที่ ฉะนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่จะแก้ไขเป็นรายมาตรา ก็จะเกิดปัญหา เพราะบุคคลที่จะทำหน้าที่ดำเนินการแก้ไขก็คือนักการเมือง พรรคการเมือง ด้วยเหตุนี้ประชาชนก็อาจจะสงสัยได้ว่าเป็นการแก้ไขเพื่อประโยชน์ของตัวเองหรือไม่ ดังนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราจึงถือว่าเป็นความยากส่วนหนึ่ง
นายประพันธ์ ยังกล่าวถึงคำวินิจฉัยกลางกรณีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ว่าไม่เป็นการล้มล้างการปกครอง แต่มีข้อเสนอและคำแนะนำว่า ว่า หากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ควรทำประชามติถามประชาชนก่อน ซึ่งเขาคิดว่า แม้ว่าคำวินิจฉัยจะเป็นเพียงคำแนะนำ แต่หากไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำ กลับเดินหน้าลงมติวาระ 3 ต่อไป เชื่อว่า ต้องมีบุคคลยื่นเรื่องร้องศาลรัฐธรรมนูญ ให้ตีความอีก หรืออาจจะมีบุคคลไปฟ้องคดีอาญาโทษฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญ ได้ให้คำแนะนำในการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาแล้ว
“หากผู้ปฏิบัติและฝ่ายที่เกี่ยวข้องคิดว่าหากเดินหน้าลงมติวาระ 3 แล้วไม่มีปัญหา อยากจะลองเสี่ยงก็แล้วแต่ คงเป็นเรื่องของผู้ปฏิบัติ แต่กรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ให้คำแนะนำมาแล้ว แม้ว่าคำแนะนำจะไม่มีผลผูกพันก็ตาม” นายประพันธ์ กล่าว
ศาลรธน. แจ้งความดำเนินคดี “เจ๋งดอกจิก-ก่อแก้ว-จ่าประสิทธิ์”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงค่ำเมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ของสำนักงานฯ ไปแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลและกลุ่มบุคคลที่มาพูดจาดูหมิ่นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงกลุ่มบุคคลที่เข้ามาเผาโลงจำลองตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 ที่หน้าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญด้วย เพราะการกระทำดังกล่าวเป็นการข่มขู่ คุกคาม ดูหมิ่น ซึ่งเป็นพฤติกรรมไม่เหมาะสม ที่ให้ตุลาการเกิดความกลัว
ทั้งนี้ กรณีดังกล่าว ไม่ได้เป็นการหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา เนื่องจากตามมาตรา 208 ของรัฐธรรมนูญวรรคท้ายที่ระบุว่า ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย ซึ่งการกระทำดังกล่าว ถือว่าเป็นการข่มขู่ตุลาการในขณะทำหน้าที่ มีโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 198 ระบุว่า "ผู้ใดดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดี หรือกระทำการขัดขวางการพิจารณาหรือพิพากษาของศาล ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานศาลฯ ได้รวบรวมหลักฐานต่าง ๆ ครบแล้ว และได้ไปแจ้งความดำเนินคดี ประกอบด้วย 1.นายยศวริช ชูกล่อม (เจ๋ง ดอกจิก) 2.จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในข้อหา ดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่เป็นตุลาการ โดยการข่มขู่ ทำให้ตุลาการเกิดความกลัวด้วยการปราศรัยโจมตีใส่ร้ายด้วยข้อความ อีกทั้งยังได้มีการบอกเบอร์โทรศัพท์ให้พรรคพวกโทรไปก่อกวน และข่มขู่ 3.นายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ในข้อหา ข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วย หน้าที่หรือให้ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่ โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย
นอกจากนี้ ยังได้มีการแจ้งความดำเนินคดีกับนายอนุรักษ์ เจนตวนิชย์ ที่ได้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในข้อหาแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานสืบสวนสอบสวน รวมไปถึงนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ(โกตี๋) นักจัดรายการวิทยุชมชน และพวกประมาณ 25 คน ที่มาเผาโลงจำลองตุลาการ 9 คน ที่หน้าศาลรัฐธรรมนูญ และมีการไปแจ้งความดำเนินคดีกับตุลาการ ซึ่งการกระทำดังกล่าวนั้นทางเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหา ว่าเป็นการแจ้งความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานสืบสวนสอบสวน รวมทั้งแจ้งข้อกล่าวหาอีกว่า มีการข่มขู่ในลักษณะทำให้เกิดความกลัว มีการมาชูป้ายด่า ดูหมิ่นตุลาการฯ และมีการเผาโลง
แหล่งข่าวจากศาลรัฐธรรมนูญแจ้งอีกว่า หลังจากที่สำนักงานได้ไปแจ้งความดำเนินคดีแล้ว กรณีดังกล่าวนี้ตุลาการฯ เองหากใครที่คิดว่าเสียหาย ก็สามารถที่จะไปดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีด้วยด้วยตัวเองได้ ซึ่งก็มีตุลาการฯ บางคนก็กำลังดูอยู่ว่าจะต้องฟ้องดำเนินคดีกับใครบ้าง อย่างไรก็ตามศาลรัฐธรรมนูญถึงแม้ไม่มีเรื่องของการละเมิดอำนาจศาลแต่รัฐธรรมนูญก็ได้ระบุไว้ ซึ่งก็มีช่องทางในทางที่ดำเนินการได้



