ข่าว

ลับคมภาคบริการสตรีไทยใน'เออีซี'

ลับคมภาคบริการสตรีไทยใน'เออีซี'

28 ก.ค. 2555

ฮอตอิชชู : ลับคมภาคบริการสตรีไทย ใน 'เออีซี'

          แม้ภาคบริการทั้ง ด้านการท่องเที่ยว การขนส่งทางอากาศ และด้านสุขภาพ จะมีแรงงานสตรีเข้าไปเป็นกลจักรสำคัญในการขับเคลื่อน ทว่าในมิติเชิงนโยบายของภาครัฐกลับยังไม่มีความแน่ชัดในการดูแล และพัฒนาศักยภาพของพวกเธอเหล่านั้น จึงเป็นความวิตกว่าหากถึงเวลาเข้าสู่ "ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน  (ASEAN Economic Community-AEC) " เพียงอีก 2 ปีกว่าข้างหน้า สตรีภาคบริการอาจไม่มีความพร้อมในการเข้าไปมีส่วน "ได้" และ "เสีย" ต่อความร่วมมือลักษณะเสรีดังกล่าว

 

          เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บให้สตรีไทยมีอำนาจต่อรองสำหรับภาคบริการ มหาวิทยาลัยเนชั่น ศูนย์กรุงเทพ จึงจับมือหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เปิดเวทีสัมมนาธุรกิจสำหรับผู้บริหาร หัวข้อ “บทบาททางเศรษฐกิจและสังคมของสตรีไทยกับการก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน" โดยสะท้อนมุมมองผ่านการศึกษาวิจัย ประเด็น “การเปิดเสรีการค้าบริการและผลกระทบต่อบทบาททางเศรษฐกิจและสังคมของสตรีในประเทศไทย” ของ 3 หัวกะทิด้านการวิจัยนำโดย ดร.สุธาดา เมฆรุ่งเรืองกุล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ ม.เนชั่น ดร.อาภาภรณ์ สัมฤทธิ์ ผู้ประสานงานวิจัยภูมิภาคเอเชีย องค์การอ็อกแฟม และ ดร.ไกรจักร ธีรตยาคีนันท์ นักการทูตปฏิบัติการกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ 

          ดร.สุธาดา เมฆรุ่งเรืองกุล กล่าวสรุปผลการวิจัยว่า ภาคบริการเป็นสาขาที่มีสตรีทำงานอยู่ในสัดส่วนสูง แต่แรงงานสตรีกลับได้สรับความสนใจในการทำการศึกษาน้อยกว่าแรงงานชาย ผลสำรวจภาวะการทำงานของประชากรของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2552 ชี้ว่าแรงงานสตรีมีสัดส่วนถึงร้อยละ 45.7 ของแรงงานทั้งหมด หรือราว 26 ล้านคน ในภาคเกษตรกรรมมีอยู่ถึงร้อยละ 43.5 สำหรับนอกภาคเกษตรกรรมนั้น สตรีเป็นแรงงานสำคัญในด้านบริการสาขาโรงแรมและภัตตาคารถึงร้อยละ 65.0 ด้านการศึกษาร้อยละ 60.6 ด้านสุขภาพและสังคมสงเคราะห์ร้อยละ 75.4 และการบริหารราชการแผ่นดินและประกันสังคมร้อยละ 35.7 

          "การเปิดการค้าเสรี ผู้ประกอบการทั้ง 3 สาขา ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม โรงพยาบาล และสายบิน มีความเข้าใจอย่างจำกัดในเรื่องนโยบาย โดยแสดงความไม่แน่ใจว่าเมื่อเปิดเสีรีในสาขาที่เกี่ยวข้องกับตัวเองนั้นมีข้อตกลงและเงื่อนใขในรายละเอียดอย่างไร ทว่าในภาพรวมแล้วผู้ประกอบการไม่ได้แสดงความกังวลหรือหนักใจในผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้น เพราะมองว่าทั้งสามสาขาบริการนี้มีลักษณะเสรีอยู่แล้ว และการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นน่าจะทำให้เกิดการตื่นตัวทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้นซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการเอง 

          และประเด็นด้านแรงงานที่คาดว่าจะมีการเคลื่อนย้ายเข้าออกของแรงงานต่างชาติมากขึ้นก็น่าจะทำให้มีตัวเลือกการจ้างมากขึ้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการว่าจ้างแรงงานที่มีทักษะทางภาษาสูงเช่นชาวฟิลิปปินส์หรือจากประเทศอดีตอาณาณิคมเพื่อมาทำหน้าที่บริการชาวต่างชาติที่จะเข้ามาในไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบทั้งในเชิงบวกและลบต่อแรงงานไทย ขึ้นอยู่กับศักยภาพและความสามารถของแรงงานไทยว่าจะสามารถรับ แข่งขัน และใช้โอกาสจากความเปลี่ยนแปลงนี้ได้มากน้อยเพียงใด" นักวิจัย กล่าว

          ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงในอนาคตจะมีนัยยะเชิงบวก หรือลบ นักวิจัยเสนอแนะว่า ควรมองให้เป็นเรื่องของโอกาสในการปรับปรุงพัฒนาตัวเองของสตรี และในส่วนของภาครัฐและเอกชนควรหาทางแก้ปัญหาหรือฉกฉวยโอกาสที่การเปิดเสรีได้สร้างให้แก่สตรีไทย โดยเฉพาะทักษะด้านภาษาอังกฤษ รวมถึงการเปลี่ยนทัศนคติที่เคยเน้นแต่การบริการแบบไทยคือความสุภาพนุ่มนวล สู่การบริการอย่าง "มีความรู้ มืออาชีพ และมีศักดิ์" อีกทั้งปรับเปลี่ยนบทบาทในบ้านเรื่องการดูแลลูกและสามีเพราะผลวิจัยชี้ชัดว่าผู้หญิงจำนวนไม่น้อยตัดสินใจลาออกจากงาน ขาดโอกาสในการศึกษาและพัฒนาตัวเองด้วยเรื่องนี้

          ในมิติของความแตกต่าง ศิรินา โชควัฒนา ปวโรฬารวิทยา ประธานบริษัท บูติค นิวซิตี้ จำกัด กรรมการบริหารหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการนักธุรกิจสตรี ให้มุมมองที่น่าในใจว่า ผู้หญิงต้องมองประชาคมอาเซียนเป็นโอกาสไม่ใช่ปัญหา แม้มิติหญิงชายจะต่างกันในแง่สรีระ จิตใจ และสติปัญญา แต่เมื่อเข้าสู่ยุคแห่งการใช้ปัญญาซึ่งเชื่อว่ามีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ผู้หญิงจึงไม่ควรมีความรู้สึกว่ามีปมด้อย

          "ถ้าเรามีการศึกษาที่ดี และพัฒนาศักยภาพของตัวเองอยู่ตลอดเวลาก็ไม่ต้องกลัว อย่างในภาคอุตสาหกรรมผู้หญิงทำงานอยู่เยอะมาก ที่โรงงานสิ่งทอของดิฉันก็เป็นผู้หญิงทั้งหมด ฝ่ายบริการก็เป็นผู้หญิง ส่วนผู้ชายก็ทำในส่วนที่พวกเขาถนัด เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าสู่การเรียนรู้เท่ากัน ต่อให้ไม่มีประชาคมอาเซียน เราก็ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ดี" ซีอีโอหญิงแถวหน้า กล่าวพร้อมกับฝากถึงเรื่องการสร้างมาตรฐานแรงงานให้เกิดขึ้นก่อนที่เปิดเสรีภาคบริการแล้วมีการไหลเข้าออกของแรงงานอย่างเสรี

          สอดคล้องกับแนาวคิดของ ดร.นันทวัลย์ ขวัญใจ อาจารย์คณะบริหารธุรกิจ ม.ฟอนทิธ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่เห็นว่าไม่มีเพศไหนด้วยกว่ากันในด้านการพัฒนา และไม่ควรต่อสู้กันด้วยประเด็นนี้ สิ่งที่ควรทำคือการบูรณาการเพื่อสร้างเสริมระหว่างหญิงชายโดยเริ่มตั้งแต่จุดเด่นของแต่ละเพศ 

          "จริงๆ ผู้หญิงไม่เหมาะเป็นนักบินเพราะไม่ค่อยมีทักษะด้านนี้ มามองเรื่องธุรกิจบริการนวดไทยแผนโบราณดีกว่า ที่ต่างประเทศเราขึ้นชื่อมาก ทำไมไม่นำมาเป็นแกนในการพัฒนา รัฐต้องจัดการจดลิขสิทธิ์เรื่องนวด เมื่อเปิดเสรีแล้วหมอนวดไทยต้องไปต่างประเทศอย่างมีเกียรติ ไม่ใช่ไปสิงคโปร์ได้เงินเดือนน้อยกว่าพนักงานต้อนรับ ถ้าทำได้จะดีมาก หรืออย่างมวยไทย และอาหารไทยถ้ามีการจดลิขสิทธิ์ชาติอื่นก็เอาไปประกอบการไม่ได้ คงต้องรีบยกระดับศักยภาพของหญิงไทยให้เห็นว่ามีศักดิ์ศรี มีเกียรติ และให้ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจึงจะแข่งกับเขาได้" ดร.นันทวัลย์ เผย

          อีกประเด็นที่ไม่อาจมองข้าม และหากปล่อยทิ้งไว้อาจเป็นตัวฉุดรั้งศักยภาพหญิงไทย นั่นคือเรื่อง "คุณแม่วัยใส" ซึ่งขณะนี้ไทยครองแชมป์อยู่ ประภา กิจจานะ เลขานุการบริหาร สมาคมสตรีภาคพื้นแปซิฟิกและเอเชียอาคเนย์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ชี้ว่าวัยรุ่นกลุ่มนี้เมื่อตั้งครรภ์ไม่พร้อมก็มักหยุดเรียนกลางคันกลายเป็นภาคแรงงานแทนที่จะพัฒนาตัวเองให้เป็นชนชั้นปัญญา ในฐานะทำงานด้านนี้อยู่แล้วจึงพยายามรณรงค์ลดปัญหาดังกล่าว เพียงแต่ลำพังเอ็นจีโออาจทำได้ไม่มาก ภาครัฐจึงควรกำหนดเป็นนโยบาย 

          ขณะที่ ม.ล.ปรียพรรณ ศรีธวัช วุฒิสมาชิก และประธานคณะอนุกรรมาธิการสตรีฯ ฝากถึงภาครัฐเกี่ยวกับกองทุนพัฒนาสตรี ที่ยังเดินหน้าได้ไม่เต็มที่ ซึ่งหากปล่อยไว้อย่างนี้อาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสตรีให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงได้

 

          แค่เรียกร้องว่าต้องเตรียมพร้อมคงไม่พอ สำคัญว่าจะกระทุ้งให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเดินเครื่องพัฒนาบทบาทของสตรีอย่างไร...

 

 

--------------------

(ฮอตอิชชู : ลับคมภาคบริการสตรีไทย ใน 'เออีซี')