
'เฉลิม'อัดคำวินิจฉัยศาลรธน.ไม่โปร่งใส
'เฉลิม' อัดคำวินิจฉัยศาลรธน.ไม่โปร่งใส เผยเดินหน้าวาระ 3 "เจ๊งแน่" ร่อน ความเห็นค้านคำวินิจฉัยศาลรธน.แจกสื่อทำเนียบฯ เชื่อ เสียงไม่ถึงถอดถอน "สุเทพ" เรียก 3 หน่วยงานถกทุจริตจำนำข้าว งบน้ำท่วม-ท้องถิ่น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 55 ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงความเห็นต่อคำวินิจฉัยกลางศาลรัฐธรรมนูญ ที่ยกคำร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า โดยปกติศาลต้องมีการวินิจฉัยคำวินิจฉัยส่วนตัวออกมาก่อน จึงมีคำวินิจฉัยกลาง เมื่อเผยแพร่ออกมาในลักษณะนี้ จึงมีความไม่โปร่งใส เพราะพอคำวินิจฉัยกลางออกมา ตุลาการแต่ละคนก็ดูกระแส แล้วอาจไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยส่วนตัว อย่างนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง ดังนั้นจึงเห็นว่าต้องมีการควบรวมศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ปล่อยให้เป็นเอกเทศเช่นนี้ต่อไป เพราะดำเนินการตามใจชอบ และขาดการตรวจสอบ หากเป็นศาลยุติธรรมทำไม่โปร่งใส เราสามารถร้องต่อสำนักคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมได้ แต่เป็นศาลรัฐธรมนูญก็ไม่รู้จะไปร้องต่อใคร คงต้องไปร้องต่อศาลพระภูมิ
"นักการเมืองกว่าจะได้มาจากการเลือกตั้ง พี่น้องประชาชนได้ตรวจสอบและตัดสินใจเลือก พอมาเป็นรัฐบาลแล้วกลับถูกองค์กรบางแห่งที่มาจากการคัดสรร มามีอำนาจเหนือพี่น้องประชาชน มันก็ไม่ยุติธรรม โดยหลักการอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย มีอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ดังนั้นตุลาการต้องเป็นหนึ่ง ไม่ใช่มีหลายตุลาการที่ทำให้บ้านเมืองไปไม่ได้"
ผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่าศาลรัฐธรรมนูญพยายามขัดขวางไม่ให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญได้สำเร็จหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวตอบว่า คงไม่ระบุถึงขั้นขัดขวาง แต่มองว่าศาลรัฐธรรมนูญพลาดตั้งแต่การรับวินิจฉัย เพราะรัฐธรรมนูญเขียนชัดว่า ต้องยื่นเรื่องผ่านสำนักงานอัยการสูงสุด เมื่อศาลรับเรื่องจึงต้องตกกระไดพลอยโจน แล้วหากเป็นเช่นนี้ต่อไป รัฐบาลก็บริหารบ้านเมืองไม่ได้ เพราะคนที่มาจากการเลือกตั้งโดยพี่น้องประชาชน ต้องมาผ่านการตัดสินใจของคน 9 คน ที่ลิขิตประเทศ ซึ่งทั่วโลกไม่มีลักษณะแบบนี้ หากควบรวมศาลรัฐธรรมนูญไปอยู่ที่ศาลยุติธรรม ก็ไม่มีใครเสียหาย มีแต่ประเทศที่ได้ประโยชน์ แต่อาจต้องมีการเขียนบทเฉพาะกาลให้สามารถทำหน้าที่ต่อไปได้
รองนายกฯ กล่าวต่อว่า ตนจะนำเรื่องนี้ไปพูดในการสัมมนาพรรคเพื่อไทย ที่ จ.ชลบุรี ด้วย โดยนำคำวิเคราะห์ของตนไปแจกแก่สมาชิกพรรค หากมีความเห็นให้ตนดำเนินการก็พร้อมเดินหน้าทันที โดยจะดำเนินการพร้อมกันใน 5 ประเด็น แก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราที่เคยเสนอไปก่อนหน้านี้ อาทิ การยกเลิกผู้ตรวจการแผ่นดิน วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด และการควบรวมศาล เป็นต้น โดยเฉพาะในส่วนของศาลที่มีรูปแบบอยู่แล้ว เมื่อมีคดีก็มีการตั้งคณะตุลาการ 9 คนขึ้นมาพิจารณา เมื่อคดีจบก็หมดวาระไปตั้งชุดใหม่ขึ้น
เมื่อถามว่าได้นำความเห็นนี้เสนอแก่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ด้วยหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวทีเล่นทีจริงว่า "ไม่กล้าหรอก ท่านไม่ได้ถาม ไม่รู้ว่าหนนี้จะถูกปรับออกหรือเปล่า"
ผู้สื่อข่าวยังได้ถามถึงความคืบหน้าในการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 3 โดย ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ถ้าลงมติก็เจ๊ง อย่าไปลงเลย ยังไม่รู้อีกหรือว่าเขากำลังคิดอะไรกันอยู่ เขารอจังหวะพอบอลเข้าเท้าก็ยิงเลย เรื่องนี้จะมีการบอกความเห็นเช่นนี้ในพรรค หากพรรคยังจะลงมติก็ไม่เป็นไร แต่ส่วนตัวจะไม่ลงด้วยอย่างแน่นอน เพราะเห็นว่าถึงตอนนี้ควรเดินหน้าในการแก้ไขเป็นรายมาตรามากกว่า ล่าสุดตนได้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายประเด็นที่เคยกล่าวไว้กับคณะกรรมการกฤษฎีกาไว้แล้ว
"จะบอกในพรรคเลยว่าถ้าลงวาระ 3 ก็เรียบร้อยเก็บเสื่อ เพลา ๆ ซะบ้างพวกอวดรู้สู่ฉลาด เรื่องนี้พูดตามความเป็นจริง คงไม่ได้จะไปปรามใคร และก็ไม่มีใครปรามผมได้"
เมื่อถามถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานฉลองวันคล้ายวันเกิดที่เกาะฮ่องกงว่าเดินทางได้ทั่วโลก แต่ไม่มีวีซ่าเข้าประเทศไทย ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ตนทุกข์แทน พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีลูกน้องใหญ่ทั้งประเทศ คณะรัฐมนตรีเป็นลูกน้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งนั้น แต่เดินทางได้ทั่วโลก ยกเว้นบ้านเกิดตัวเอง ที่พูดมาจึงถูกต้องที่สุด เรื่องนี้ก็จะนำไปหารือในการสัมมนาพรรคเพื่อไทยเช่นกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีบางช่วง พ.ต.ท.ทักษิณ พูดว่าอาจจะต้องไปขอวีซ่าที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ ร.ต.อ.เฉลิม หัวเราะโดยไม่ตอบคำถาม ก่อนกล่าวว่า คงไม่มีอะไร จะขอวีซ่าให้ไปถาม นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ต่อข้อถามที่ว่า มั่นใจหรือไม่ว่าจะนำ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศไทยได้ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า หากทำตามแนวทางของตนก็เรียบร้อย เรื่องนี้พูดมานานแล้วว่า ก่อนจะทำอะไรต้องทำความเข้าใจกับประชาชนก่อน เริ่มตั้งแต่การเข้าใจว่าเหตุการณ์เริ่มจากการรัฐประหาร 19 ก.ย.49 ก็อย่านำคดีอื่นไปเกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ สร้างความชัดเจนจากผลที่เกิดจากการรัฐประหารก่อน อย่าเอาคดีอื่นไปรวม มันจะไปไม่ได้ ตนพูดไม่กลัวพรรคพวกโกรธ เพราะต้องอย่าเห็นแก่ตัว ขอให้ตรงไปตรงมา เรื่องมาจากการปฏิวัติต้องเอาตรงนั้นก่อน
ร่อนความเห็นค้านคำวินิจฉัยศาล รธน.แจกสื่อทำเนียบฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.อ.เฉลิม ได้ให้เจ้าหน้าที่นำเอกสาร โดยระบุว่า เป็นความเห็นต่อคำวินิจฉัยกลางศาลรัฐธรรมนูญ โดย ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง มาแจกยังห้องผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล โดยเป็นเอกสารกระดาษขนาดเอ 4 จำนวน 7 หน้า มีเนื้อหาระบุว่า
ความเห็นต่อคำวินิจฉัยกลางศาลรัฐธรรมนูญ โดยร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง
1. กระบวนการจัดทำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่โปร่งใส โดยปกติการจัดทำคำพิพากษาของศาลยุติธรรมผู้พิพากษาแต่ละคนจะทำคำพิพากษาส่วนตนเสร็จก่อน แล้วจึงจะมีคำพิพากษาออกมาตามเสียงข้างมาก โดยคู่ความสามารถขอคัดหรือสำเนาคำพิพากษาได้ทันทีหลังจากศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จแล้วแต่กระบวนการทำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกลับทอดเวลาหลายวันหลังจากอ่านคำวินิจฉัย อย่างเรื่องนี้ศาลมีคำวินิจฉัยตั้งแต่ 13 ก.ค. 55 เพิ่งจะเผยแพร่คำวินิจฉัยกลางในวันที่ 26 ก.ค. 55 ในขณะที่คำวินิจฉัยส่วนตนก็ยังไม่ออก กรณีแบบนี้อาจจะเป็นช่องทางในการปรับปรุงคำวินิจฉัย หรืออาจจะเป็นการชักนำคำวินิจฉัยส่วนตนก็ได้
2. ในเนื้อหาของคำวินิจฉัยกลาง ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยไว้ 4 ประเด็น ซึ่งผมไม่เห็นด้วย 2 ประเด็นและเห็นด้วย 2 ประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่หนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มีอำนาจรับคำร้องไว้พิจารณาและวินิจฉัยตามมาตรา 68 วรรคสอง ได้โดยตรงไม่จำเป็นต้องยื่นผ่านอัยการสูงสุดก็ได้ โดยศาลรัฐธรรมนูญอ้างว่า “รัฐธรรมนูญมีเจตนาทีจะให้สิทธิแก่ประชาชนในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญผ่านกลไกของศาลรัฐธรรมนูญยิ่งกว่าพิจารณาที่ตัวบุคคลผู้มีสิทธิเสนอคำร้อง จึงต้องตีความมาตรา 68 ในลักษณะให้สิทธิ มิใช่จำกัดสิทธิ เพื่อให้ประชาชนมีช่องทางใช้สิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีได้ตามมาตรา 69”
ความเห็น เป็นการตีความโดยอ้างถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย แต่โดยหลักการจของการตีความกฎหมาย ต้องตีความตามตัวอักษรมาก่อนเจตนารมณ์ของกฎหมาย ถ้าตัวอักษรเขียนไว้ชัดเจนแล้วก็ไม่ต้องเอาเจตนารมณ์มาใช้ แต่ถ้าตัวอักษรเขียนไว้ไม่ชัดเจน ถึงจะนำเจตนารมณ์ของกฎหมายมาช่วยตีความ
ซึ่งผมเห็นว่า ถ้อยคำตามมาตรา 68 เขียนไว้ชัดเจนมากอย่แล้วว่า “ให้ผู้ทราบการกระทำ เสนอเรื่อง ให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย” ไม่มีขั้นตอนใดเขียนไม่ชัด มิเช่นนั้นแล้วมาตรา 68 จะกำหนดกระบวนการขั้นตอนของอัยการสูงสุดไว้ทำไม การที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความอย่างนี้ ก็จะทำให้การบังคับใช้กระบวนการในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นของอัยการสูงสุดเป็นหมัน เพราะต่อไปนี้ใครๆ ก็ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง ไม่ไปตามกระบวนการที่กฎหมายมาตรา 68 กำหนดไว้ ผลไม่ต่างกับที่ศาลรัฐธรรมนูญกลัวว่า คำวินิจฉัยของตนจะเป็นหมัน จึงรอความเห็นของอัยการสูงสุดไม่ได้ เพราะกลัวสภาจะลงมติวาระสามไปก่อน
ผลตอนนี้ กลับกลายเป็นว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มาทำลายผลการบังคับใช้บทกฎหมายมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญเสียเอง
ประเด็นที่สอง ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยยกร่างใหม่ทั้งฉบับยังไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญ หากจะแก้ไขทั้งฉบับควรให้ประชาชนได้ลงประชามติ หรือรัฐสภาจะใช้อำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราก็เป็นความเหมาะสม
ความเห็น เป็นการตีความโดยไม่มีกฎหมายเป็นฐานอ้างอิง เป็นการใช้ความรู้สึกนึกคิดอ้างเหตุผลขึ้นเองลอยๆ คล้ายๆ กับตั้งธงไว้แล้วค่อยหาเหตุผลมาสนับสนุน ซึ่งขัดต่อหลัก “นิติรัฐ”อย่างชัดเจน นิติรัฐ คือ รัฐที่ปกครองด้วยกฎหมาย มิใช่ด้วยบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือ คณะบุคคลใดคณะบุคคลหนึ่ง ซึ่งเป็นการปกครองที่ถือว่ากฎหมายเป็นใหญ่ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องใช้กฎหมายเป็นหลักถ้าไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ ก็จะกระทำมิได้
คงไม่ใช่แต่รัฐบาลเท่านั้นที่จะต้องยึดหลักกฎหมายเป็นใหญ่ แต่ตุลาการก็จะต้องยึดหลักกฎหมายเป็นใหญ่ด้วย ไม่ใช่จะใช้อำนาจตัดสินคดีอย่างไรก็ได้ตามอำเภอใจ ไม่ว่าจะเป็นการเสนอแนะให้ทำประชามติก็ดี การเสนอแนะให้ดำเนินการตามมาตรา 291 ได้เฉพาะการแก้ไขรายมาตราก็ดี เป็นเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญเข้าใจเอง ไม่ได้อ้างอิงบทกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น หากมีคำวินิจฉัยของศาลที่ไม่ยึดหลักกฎหมายบ่อยๆ ต่อไปประเทศชาติก็คงวุ่นวายกันไปหมด
ประเด็นที่สาม ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยกคำร้องเนื่องจากข้อเท็จจริงยังไม่พอฟังได้ว่าเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ตามมาตรา 68 วรรคหนึ่ง ข้อกล่าวหาเป็นเพียงการคาดการณ์ในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ทั้งยังห่างไกลต่อการเกิดเหตุตามข้อกล่าวหา อีกทั้งตามร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 291/11 วรรคห้า ก็ได้มีบทบัญญัติคุ้มกันให้ร่างรัฐธรรมนูญที่สภาร่างรับธรรมนูญจัดทำขึ้นจะมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองมิได้ ไว้อยู่แล้ว
ความเห็น เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นที่สาม เพราะการเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับบนี้เป็นการดำเนินการตามมาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญมีกฎหมายบัญญัติรองรับไว้อย่างชัดเจน และตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับบนี้ กด็ยังไม่รู้ว่าเนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่จะแก้ไขเป็นอย่างไร เพียงแต่ต้องการเปิดช่องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ทั้งฉบับเท่านั้น อีกทั้งตามมาตรา 291/11 วรรคห้าของร่างรัฐธรรมนูญฯ ก็ได้ระบุห้ามการกระทำที่จะมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองไว้แล้ว แสดงถึงความบริสุทธิ์ใจอย่างชัดเจน
ประเด็นที่สี่ เป็นประเด็นว่า หากกรณีเป็นการกระทำที่เข้าข่ายมาตรา 68 วรรคหนึ่ง จะถือเป็นเหตุให้ศาลรับธรรมนูญต้องสั่งยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือไม่
ซึ่งประเด็นนี้ศาลรับธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัย เนื่องจากได้วินิจฉัยในประเด็นที่สามไปแล้วว่าไม่เข้าข่ายเป็นการกระทำล้มล้างการปกครองมาตรา 68 วรรคหนึ่ง
เชื่อเสียงไม่ถึง ถอดถอน "สุเทพ"
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ชี้มูลความผิด นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในการใช้อำนาจเกินหน้าที่ ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งอาจทำให้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า รู้สึกเห็นใจ เพราะเป็นเพื่อนรักกัน ต้องให้วุฒิสภาลงมติ 3 ใน 5 ซึ่งคาดว่าเสียงจะไม่ถึง
"ขาด คุณสุเทพ สักคน สภาหมดสีสัน อย่าไปเว้นวรรคเลยเพื่อน"
เรียก 3 หน่วยงานถกทุจริตจำนำข้าว งบน้ำท่วม งบท้องถิ่น
ร.ต.อ.เฉลิม ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อป้องกันการทุจริตการรับจำนำข้าว การเยียวยา ฟื้นฟูและป้องกันสาธารณภัย และการใช้จ่ายเงินงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อมอบนโยบายทั้งสามด้านตามคำสั่ง นส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
รองนายกฯ กล่าวว่า ตนไม่อยู่ใต้บาทาสื่อมวลชน เพราะไม่ได้ทุจริต และเคยบอกนายกฯแล้วว่าอย่าแต่งตั้งตนในตำแหน่งนี้ เพราะถ้าแต่งตั้งตน ตนจะเอาจริง ไม่ทุจริตและสื่อมวลชนไม่ชอบ หากตนทำงานตรงนี้บอกกับทุกคนในที่นี่ว่าอย่ากลัวและต้องเสียสละ สตช. ดีเอสไอ และปปท. เพราะน.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เบาะแส 3 เรื่องนี้ว่าทุจริต โดยเฉพาะจำนำข้าวและมีการส่งรายงานถึงนายกฯว่าเป็นการทุจริตเชิงนโยบาย เช่น รับจำนำข้าว 12,000บาท แต่กลับระบุว่าเป็นการรับจำนำราคา 15,000 บาท ใบประทวนปลอม ใบประทวนจริง รวมทั้งการรับจำนำข้าวที่อีสาน แต่อ้างว่านำข้าวมาจากภาคกลาง เงินเยียวยาน้ำท่วม 1.2 แสนล้านบาท ที่มีการแจกเงินเยียวยาที่แตกต่างกันมาก รวมทั้งงบประมาณองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรื่องนี้ ตำรวจไม่มีงบในมือ แต่ผู้ว่าฯงบเยอะ ตอนที่ตนเป็นรมว.มหาดไทย มีหลายคนมายืนหน้าสลอนบอกว่ามีงบฯดูแล แต่ตนไม่เอาแม้แต่บาทเดียว ใครที่โกงก็ติดคุก ใครที่คิดขอให้เลิกเสีย ส่วนงบประมาณนั้นไม่ต้องห่วง
รองนายกฯ กล่าวว่า งานนี้เป็นงานใหญ่ ขออนุญาตว่าขอตั้งพ.ต.อ.ณรัตน์ เศวตนันท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรมเป็นโฆษกคณะกรรมการชุดนี้ และขอให้นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษนำโครงสร้างคณะกรรมการชุดนี้แจกจ่ายสื่อมวลชน หากตนทุจริตแม้แต่บาทเดียวขอให้พบความวิบัติ
รองนายกฯ กล่าวอีกว่า ตนรับผิดชอบกรรมการชุดนี้คนเดียว ในพื้นที่ตำรวจภาค9 นั้นทราบมาว่า บางคนสร้างภาพดี แต่ความจริง การสร้างกระเช้าราคา 40 ล้านบาท แต่กลับจัดซื้อจัดจ้างกันราคา 120 ล้านบาท วันนี้จะปั่นป่วนทั้งประเทศสำหรับคนโกง ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติไม่ไว้วางใจตนในข้อหาน่าหมั่นไส้ และนายธาริตโดนข้อหาตรงไปตรงมา
ด้านนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า ตนกับพล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา ที่ปรึกษาสบ.10สตช.ได้หารือในเรื่อง โดยรองนายกฯได้ลงนามคำสั่งสำคัญคือ แบ่งพื้นที่ปฏิบัติการเป็น 11 ภาคตามโครงสร้างของสตช. โดยผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาคเป็นประธานอนุกรรมการในพื้นที่ เช่น ตรวจสอบป้องกันปรามปราม โดยใช้ สตช.เป็นศูนย์ปฏิบัติการหลัก ขณะที่ ดีเอสไอจะส่งผู้บริหารระดับสูงมาช่วยงานนี้ ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งทางการบริหารราชการแผ่นดิน ตำรวจรับผิดชอบพื้นที่ภาค อีเอสไอเป็นพนักสองานสอบสวนทั่วราชอาณาจักร ปปท.เอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐทั่วราชอาณาจักรและยังมีอำนาจพิเศษตามกฎหมายพิเศษและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาด้วย เนื่องจากการทุจริตจำนำข้าว งบน้ำท่วม และงบท้องถิ่นเกี่ยวกับการฮั้วประมูลและเจ้าหน้าที่รัฐทุจริต ทุกคนมีอำนาจหน้าที่พนักงานสอบสวน หากละเว้นจะมีปัญหาต่อการทำงานทันที
นายธาริต กล่าวว่า ส่วนราชการทุกหน่วยต้องไม่มีการกระทำความผิด ซึ่งเรื่องการรับจำนำข้าว จะต้องส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไปประจำตั้งแต่หน้าโรงสี เพื่อสะท้อนความจริงจังในการทำงาน พร้อมตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยอาศัยอำนาจตามคำสั่งในวันนี้ และรายงานมายังส่วนกลาง ส่วนในพื้นที่ควรมีตู้ปณ.และโทรศัพท์หมายเลขพิเศษ
ด้านพล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา ที่ปรึกษาระดับ10 สตช. กล่าวว่า จะมีการระดมเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 2 พันกว่านาย ไปประจำยังจุดรับจำนำข้าวทั้ง 917 โรงทั่วประเทศ รวมทั้งตั้งตู้ปณ.และหมายเลขโทรศัพท์ เพื่อแจ้งเหตุทุจริตการรับจำนำข้าว รวมทั้งได้เสนอตั้งอนุกรรมการในการสืบสวนสอบสวนในแต่ละพื้นที่ โดยจะมีการเสนอในที่ประชุมในวันที่ 6 ส.ค.นี้ ที่สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต



