ข่าว

ประเทศนี้'เป้าหมาย'สำคัญกว่า'วิธีการ'

ประเทศนี้'เป้าหมาย'สำคัญกว่า'วิธีการ'

27 ก.ค. 2555

ประเทศนี้'เป้าหมาย'สำคัญกว่า'วิธีการ': ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn

              ผมเริ่มเชื่ออย่างที่เขียนเป็นหัวเรื่องวันนี้จริงๆ ครับ เพราะได้เห็นคนจำนวนมากเคยบ่นๆ กันอยู่บ้างว่า มัวแต่กินอุดมการณ์เพ้อฝันไปอยู่ไย อยากจะก้าวหน้า หรือก้าวกระโดด ยุคนี้ สมัยนี้ ต้องคิดและทำให้เป็น อย่าเถรตรงไม่ซิกแซ็ก เพราะต้องรู้ว่าเราต้องการอะไร ก็ให้มุ่งหาวิธีการอะไรก็ตามที่จะทำให้เราบรรลุเป้าหมายของเราได้
 
              กลายเป็นสิ่งที่คนในยุคนี้สมัยนี้ ยึดถือให้เห็นเป็นที่ปรากฏ ดูตัวอย่างง่ายสุดจากตัวผมเอง ใช้เวลาเรียนปริญญาเอกในประเทศอังกฤษยาวนานเกือบเจ็ดปีเต็ม ยอมรับว่า "อาจคิดผิด แม้จะคอยปลอบประโลมใจตัวเองบ่อยๆ ว่า เอาเถิดถึงจะเรียนนานก็ได้มหาวิทยาลัยชั้นหนึ่งของโลก" แต่วันนี้ คนอยากได้ปริญญาเอกไม่ใช่เรื่องยากเย็นแสนเข็ญอีกต่อไป ผมเพิ่งทราบมาว่า สถาบันการศึกษาภาครัฐและเอกชนบางแห่งเปิดหลักสูตรปริญญาโท ปริญญาเอก ในบางสาขา เหมือน “ตีตั๋วดูหนัง”
 
              อันนี้เรื่องจริงครับ เพราะยอดคนเรียนปริญญาโทปริญญาเอกรวมกันเป็นเรือนพันต่อภาคการศึกษา อัตราค่าหน่วยกิต เหมาจ่ายตั้งแต่สามแสนห้าแสนไปกระทั่งเฉียดล้าน เพราะต้องไปศึกษาดูงาน กระทั่งทำให้ประเทศภายนอก ซึ่งต้องคอยรับภาระการ “ขอดูงาน” ชักเคืองๆ เพราะเขารู้สึกได้ดีว่า เราเอา “ดูงาน” เป็นข้ออ้าง แต่ต้องการใช้งบประมาณหรือหาเรื่องไปเที่ยวมากกว่าแสวงหาความรอบรู้อะไรจากเขา
 
              ทำให้เห็นว่า “มนุษย์ในสังคมของพวกเราวันนี้” พากันเชื่อว่า วิธีการไม่สำคัญ หรือมีความหมายเท่ากับ “เป้าหมาย” คนเรียนปริญญาโทปริญญาเอกในบ้านเราพูดกับฝรั่งให้เห็นตัวเลข เขาถึงกับอุทานอย่างตกอกตกใจว่า เหตุใดคนไทยถึงเรียนหนังสือสูงมากๆ แต่ช่วงชั้นการพัฒนาทั้งความคิดจิตใจอุดมการณ์กลับสวนทางกับความเจริญทางวัตถุ ที่เราเห็นใครเขามีอะไรเราก็ทุ่มทุนสร้างหรือระดมทุนมาสร้างสรรค์โครงการใช้เงินปริมาณมากๆ เพราะ “ยิ่งมาก ยิ่งมีเงินทอนเยอะมาก” คนเราทุกวันนี้จึงขาด “หิริโอตตัปปะ” ดังคำพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนพุทธศาสนิกชน ให้รู้จัก “การละอายและเกรงกลัวต่อบาป”
 
              การให้ความสำคัญกับ “เป้าหมาย อยู่เหนือวิธีการ” นี้ ทำให้คนรุ่นใหม่ๆ ไม่สนใจ จะหวังน้ำบ่อหน้า ด้วยการอดทนกัดก้อนเกลือกิน รอคอยความหวังเหมือนคนในรุ่นผม ซึ่งแม้จะไปทำงานภาคเอกชนมีเงินเดือนผลตอบแทนนับๆ หลายหมื่นบาทเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน พากันละทิ้งไม่สนใจต่องานราชการ เมื่อเทียบกับแหล่งรายได้ซึ่งมาจากการทำงานภาคเอกชน ถือเป็นอีกตัวอย่างของการขาดความ “ยึดมั่นต่อองค์กร" หรืออย่างที่คนจำนวนมากพูดแรงๆ ว่า บางหน่วยงาน แม้แต่องค์กรไม่มีกำไร ก็ยังมีพนักงานเจ้าหน้าที่รัฐพากัน “สมคบคิด” เพื่อแสวงหาประโยชน์ให้ตัวเองโดยไม่ไยดีว่า องค์กรซึ่งเลี้ยงปากเลี้ยงทองตนเองและครอบครัวจะอยู่ได้หรือไม่
 
              แม้แต่การเมืองของประเทศเรา นักการเมือง ผู้แทนราษฎร และ ข้าราชการจำนวนไม่น้อย เชื่อมั่นในอำนาจของตนเองตามกฎหมาย ทำให้เกิด "การประลองกำลัง" กันกับองค์กรอิสระต่างๆ  อยู่เนืองๆ เพราะองค์กรอิสระจำนวนหนึ่งเหมือนจะเป็นอุปสรรคขวากหนามสำคัญต่อการจะทำอะไรในขอบอำนาจของตนได้อย่างไม่มีใครกีดขวาง เราจึงเห็นนักการเมืองไม่รู้สึกกลัวเกรงต่อบาปเหมือนกับพวกเรา บางคนยังระดมทุนเป็นหลายล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในโครงการหรือแผนงานที่ตัวเองมีผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่ กล่าวโดยสรุป ประเทศนี้เสมือนมี "หนูสกปรกจำนวนมาก" รอคอยทีเผลอ คอยกัดแทะ ทำลาย สถาบันองค์กรของตัวเองก็ทำได้เท่าที่มีผลประโยชน์อำนวยให้ทำได้ ไม่มีใครรู้สึกผิดต่อการ “โกงเล็กโกงน้อย” แต่กลับยกย่องส่งเสริมคนเลวเพียงเพราะอำนาจเงิน กับอำนาจทางสังคมเป็นสำคัญ ไม่สนใจปูมหลัง หรือเคยต้องคดีมากี่งวดกี่ครั้งคราว