ข่าว

มุสลิมถือศีลอดกันอย่างไร?

มุสลิมถือศีลอดกันอย่างไร?

27 ก.ค. 2555

มุสลิมถือศีลอดกันอย่างไร? : วิถีมุสลิมโลก โดยศราวุฒิ อารีย์ [email protected]

             ล่วงมากว่าสัปดาห์แล้วสำหรับเทศกาลถือศีลอดของชาวมุสลิมทั่วโลก การถือศีลอดถือเป็นศาสนบัญญัติหนึ่งในห้าประการที่มุสลิมแต่ละคนจะต้องปฏิบัติอย่างครบถ้วน นอกเหนือจากการปฏิญาณตน การละหมาดวันละ 5 เวลา การจ่ายซะกาตเมื่อครบกำหนดหนึ่งปี และการทำฮัจญ์อย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิตหากมีความสามารถ
 
              “การถือศีลอด” เป็นคำภาษาไทยที่ถอดความมาจากภาษาอาหรับว่า "อัศ-เศาม์" หรือ "อัศ-ศิยาม" ซึ่งหมายถึง การละ การงด การระงับยับยั้ง การควบคุม การครองตน เช่น การละเว้นจากการทำความชั่ว การยับยั้งสิ่งต่างๆ ที่เกิดจากอารมณ์ฝ่ายต่ำ ส่วนความหมายในทางศาสนาก็คือ การละเว้นการบริโภคอาหาร เครื่องดื่ม และการร่วมหลับนอนระหว่างสามีภรรยานับตั้งแต่รุ่งสางจนตะวันลับขอบฟ้า ขณะเดียวกันก็ต้องงดเว้นจากการพูดจาโกหก เหลวไหล ไร้สาระ งดเว้นจากการประพฤติชั่วทั้งโดยลับและเปิดเผย
 
              การถือศีลอดนั้นมิใช่เกิดขึ้นครั้งแรกหลังจากอิสลามถือกำเนิดในดินแดนอาระเบียช่วงศตวรรษที่ 7 แต่การถือศีลอดได้เคยถูกปฏิบัติมาก่อนหน้านี้แล้ว อัลกุรอานได้อธิบายเอาไว้ว่า “โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย การถือศีลอดนั้น ได้ถูกกำหนดแก่สูเจ้าดังที่ได้ถูกกำหนดแก่พวกเขาเหล่านั้นก่อนหน้าสูเจ้า เพื่อว่าสูเจ้าจะได้สำรวมตนจากความชั่ว” หากสืบย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์จะพบว่า ชาวอียิปต์โบราณนิยมถือศีลอดกันเป็นประจำ ต่อมาการถือศีลอดได้เป็นที่นิยมแพร่หลายไปยังชาวกรีกและโรมัน ชาวกรีกได้นำการถือศีลอดไปใช้เป็นบทบังคับให้ผู้หญิงต้องปฏิบัติ ส่วนชาวอินเดียนั้นยังคงนิยมการถือศีลอดจนถึงทุกวันนี้ ส่วนชาวยิวถือศีลอดเป็นเวลา 1 สัปดาห์เพื่อระลึกถึงวันที่กรุงเยรูซาเลมถูกทำลายโดยกษัตริย์บาบิโลนก่อน ค.ศ.587 และถูกทำลายซ้ำโดยชาวโรมันใน ค.ศ.70
 
              แม้การถือศีลอดจะเป็นเรื่องที่มนุษย์คุ้นเคยกันมานานแล้ว แต่วิธีการถือศีลอดของแต่ละประชาชาตินั้นแตกต่างกันออกไป ประชาชาติบางกลุ่มอดอาหารตลอดวันตลอดคืน บางกลุ่มงดเพียงครึ่งวัน บางกลุ่มบริโภคอาหารหนัก แต่ไม่ดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มอื่นๆ และบางกลุ่มงดบริโภคเนื้อสัตว์
 
              แต่สำหรับอิสลามแล้ว การถือศีลอดหมายถึง การอดอาหารเครื่องดื่ม การเสพเมถุน การอดกลั้นไม่ทำบาปทุกชนิด ตั้งแต่รุ่งสางจนตะวันลับขอบฟ้าในเดือนรอมฎอน (เดือนที่ 9 ตามปฏิทินทางจันทรคติของอิสลาม) ของทุกปี เป็นเวลาประมาณ 29 ถึง 30 วัน แต่หากไม่มีความสามารถก็ไม่ต้องปฏิบัติ เช่น คนเจ็บป่วย หญิงที่มีประจำเดือน หญิงที่ให้นมบุตร หญิงที่ตั้งครรภ์ คนแก่ชราและเด็ก เป็นต้น
 
              ในช่วงกลางคืนหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า เป็นเวลาที่มุสลิมได้รับอนุญาตให้ดื่มกินไปตลอดทั้งคืน แต่ข้อเท็จจริงนั้น ก็คงไม่มีใครสามารถกินอะไรได้มากมายเหมือนกลางวัน ร่างกายต้องการพักผ่อนด้วยการหลับนอน เพราะในช่วงกลางวันเป็นเวลาที่ต้องทำงานที่ตนเองได้รับมอบหมายตามปรกติหรืองานประจำที่กระทำอยู่ หากหยุดทำงานในเดือนนี้ โดยอ้างว่าถือศีลอด ก็ถือเป็นเรื่องไม่สมควรเช่นกัน เดือนรอมฎอนเป็นเดือนที่พระมหาคัมภีร์อัลกุรอานได้ถูกประทานลงมาเป็นครั้งแรก ซึ่งคัมภีร์นี้มุสลิมถือว่าเป็นดำรัสของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ เดือนรอมฎอนจึงเป็นเดือนอันประเสริฐยิ่งของมวลมุสลิมทั่วโลก เราจะเห็นมุสลิมอ่านอัลกุรอานกันบ่อยครั้งมากขึ้น มีการประกอบศาสนกิจมากขึ้นในช่วงค่ำคืน มีการสังสรรค์พบปะระหว่างสมาชิกในครอบครัวแทบทุกวัน ร่วมละศีลอดด้วยกันภายในศูนย์กลางของชุมชน
 
              ในทางสังคมนั้น การถือศีลอดเป็นการทดลองและฝึกหัดร่างกายให้รู้จักอดกลั้น ให้รู้จักสภาพอันแท้จริงของผู้ที่อัตคัดขัดสน ทำให้เกิดความเห็นอกเห็นใจกัน เป็นการขัดเกลาจิตใจให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง พ้นจากอำนาจใฝ่ต่ำและมีคุณธรรม
 
              เนื่องในโอกาสแห่งเดือนรอมฎอนอันประเสริฐยิ่งนี้ ขอพรจากพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดประทานทางนำ ความดี สุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์ แก่ผู้อ่านทุกๆ ท่านครับ