
แพะรับบาป..ซ้ำซาก
แพะรับบาป..ซ้ำซาก : เลียบค่าย โดยช้างพลาย
น่าเห็นใจเรื่องราวชีวิตของ "ชรินทร์ ช้ำเกตุ" อายุ 35 ปี หารายได้พิเศษด้วยการขับรถแท็กซี่ประกอบอาชีพสุจริต กลับตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญา "ชิงทรัพย์-ข่มขืน" สิ้นอิสรภาพอยู่ในห้องควบคุมของ สน.ลาดกระบัง และเรือนจำมีนบุรี รวม 9 วัน !!
ความจริงทุกอย่างปรากฏเขาคือ "แพะรับบาป" พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น.เยียวยาความเสียหายด้วยเงินสด 2 หมื่นบาท แถลงข่าวโชว์สื่อมวลชนโดยยอมรับในความผิดพลาด
ย้อนเรื่องราวที่เกิดขึ้น ตำรวจได้ทำตามหน้าที่ของผู้รักษากฎหมายครบถ้วนหรือไม่ ??
ประเด็นแรกคนขับรถยนต์แท็กซี่เข้ามอบตัวแสดงความบริสุทธิ์ใจ ให้การปฏิเสธ พร้อมชี้แจง แต่กลับไม่ได้ความสนใจ แล้วเรียกผู้เสียหายมาชี้ตัว พอยืนยันก็ใช้ระบบกล่าวหาทันที
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131 บัญญัติว่า ให้พนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานทุกชนิด เท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อประสงค์จะทราบข้อเท็จจริงและพฤติกรรมต่างๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหาเพื่อจะรู้ตัวผู้กระทำผิดและพิสูจน์ให้เห็นความผิด หรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา
ประเด็นที่สอง "คนร้ายตัวจริง" ถูกจับ เหตุใดไม่นำตัวมาแถลงข่าวเหมือนกับกรณีของคนขับรถแท็กซี่ที่ถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล
โดยสรุปกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 35 บัญญัติว่า สิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง ตลอดจนความเป็นอยู่ส่วนตัวย่อมได้รับความคุ้มครอง จะกระทำไม่ได้เว้นแต่กรณีที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ
ตำรวจมีความเป็นกลางแล้วหรือ ตำหนิรูปพรรณและพฤติการณ์ของคนร้ายตัวจริงเป็นประโยชน์??
อุทาหรณ์ของแพะรับบาปที่เกิดขึ้นซ้ำซาก ในระบบกล่าวหาที่ใช้จนเคยชินแล้วไม่เคร่งครัดปฏิบัติตามตัวบทกฎหมาย "แม่ทัพเมืองหลวง" น่าจะพิจารณาดำเนินการกับผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ใช่รับผิดแทนตลอดเวลา จนผู้ใต้บังคับบัญชาได้ใจ "นายเคลียร์ได้เอาอยู่" ??



