ข่าว

กทม.ท้วง'DSI'จ้องฟันคดี'BTS'

กทม.ท้วง'DSI'จ้องฟันคดี'BTS'

26 ก.ค. 2555

กทม.ร่อนหนังสือท้วง "ดีเอสไอ" จ้องฟันคดี "บีทีเอส" ยันทำตาม "รธน.50 - คำวินิจฉัยกฤษฎีกา"

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 55  นายอัศวัชร์ อภัยวงศ์ ที่ปรึกษา นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า ขณะนี้ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. เตรียมส่งเอกสารถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อชี้แจงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สอบถามไปทางกระทรวงมหาดไทย เกี่ยวกับสิทธิอำนาจหน้าที่ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกับผู้ว่าฯกทม. ในการทำสัญญาจ้างบริษัทระบบขนส่งมวลชน กรุงเทพ จำกัด มหาชน (บีทีเอส) ซึ่งหนังสือที่ดีเอสไอได้หยิบยกจากประกาศคณะปฎิวัติฉบับที่ 58 พ.ศ.2515 ถามรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย เพียงให้ยืนยันคำตอบว่าใช่หรือไม่ ทั้ง ๆ ที่ข้อเท็จจริง ยังมีกฎหมายฉบับอื่นอีกหลายฉบับ รวมทั้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา ระบุชัดเจนว่าเป็นอำนาจของผู้ว่าฯกทม. 

          นายอัศวัชร์ กล่าวต่อว่า สำหรับประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ที่ดีเอสไอยึด คือ ข้อที่ 3 ที่ระบุว่ากิจการดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นกิจการการค้าอันเป็นสาธารณูปโภค คือ การประปา การรถราง การไฟฟ้า ฯลฯ ส่วนข้อที่ 4 ห้ามมิให้บุคคลใดประกอบกิจการค้าขายอันเป็นสาธารณูปโภค เว้นแต่จะได้รับอนุญาตหรือได้รับสัมปทานจากรัฐมนตรี และข้อที่ 11 ให้กระทรวงมหาดไทยมีอำนาจและหน้าที่เกี่ยวกับกิจการรถราง การประปา การไฟฟ้า ฯลฯ แต่ดีเอสไอต้องนำประกาศคณะปฏิวัติในข้อที่ 6 มาพิจารณาด้วย ที่ระบุว่ากรณีที่มีกฎหมายเฉพาะว่าด้วยกิจการตามระบุไว้ในข้อ 3 และข้อ 5 การประกอบกิจการดังกล่าวให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยกิจการนั้น 

          นายอัศวัชร์ กล่าวอีกว่า ขณะที่ข้อกฎหมายที่กทม.นำมาอ้างคือ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 281 และ 283 ระบุรัฐต้องให้ความเป็นอิสระแก่องค์กรปกครองท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำบริการสาธารณะ และองค์กรปกครองท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่ในการดูแลและจัดทำบริการสาธารณะ เพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นนอกจากนั้น ก็ยังมีพ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่น พ.ศ. 2542 และ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ที่สำคัญ กทม.ได้ยกคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 252/2525 เรื่องเสร็จที่ 398/2535 และเรื่องเสร็จที่ 532/2546 ซึ่งทุกฉบับถือว่าหักล้างอำนาจตามประกาศคณะปฏิวัติทั้งหมด 

          "ครั้งแรกที่ดีเอสไอถามกระทรวงมหาดไทยในเรื่องสัมปทาน และครั้งนี้ก็ถามเรื่องการทำรถรางเป็นอำนาจของใคร ซึ่งคำตอบก็คือรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยอยู่แล้ว ซี่งก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องถามเลย เพราะมีคำตอบอยู่แล้ว หากเป็นเช่นนี้ คณะกรรมการคดีพิเศษจะพิจารณาได้อย่างไร กทม.จึงเห็นความจำเป็นที่จะต้องส่งเรื่องข้อเท็จจริงให้คณะกรรมการคดีพิเศษ ทราบอีกครั้ง เพื่อจะได้ใช้ดุลยพินิจด้วยความรอบคอบ"