ข่าว

'ทักษิณ'สไกป์โวไม่กี่วันได้กลับบ้าน

'ทักษิณ'สไกป์โวไม่กี่วันได้กลับบ้าน

26 ก.ค. 2555

'บ้านเลขที่ 111-สส.-เสื้อแดง'แห่ร่วมงานเปิดห้องสมุด'ทักษิณ ชินวัตร'แน่นเพื่อไทย ด้าน'ทักษิณ'สไกป์โวไม่กี่วันได้กลับบ้าน พร้อมชี้ประเทศใกล้ถึงขั้นล้มเหลว ทุกกลไกในประเทศเกือบไม่สามารถทำงานได้

                เมื่อเวลา 10.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย มีพิธีเปิดห้องสมุด “ทักษิณ ชินวัตร” โดยมี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน ทั้งนี้ มีสมาชิกบ้านเลขที่ 111 และส.ส.เพื่อไทยมาร่วมงานจำนวนมาก อาทิ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการผอ.พรรคเพื่อไทย นายสุธรรม แสงประทุม นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช นางสิริกร มณีรินทร์ นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. นายการุณ โหสกุล อดีต สส.กทม. และคนเสื้อแดงกว่า 100 คน นอกจากนี้ ยังมีการแจกหนังสือที่ระลึก “ทักษิณ ชินวัตร ตาดูดาว เท้าติดดิน” ให้เป็นของที่ระลึกด้วย ซึ่งในหนังสือดังกล่าวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เขียนข้อความในใจเรื่อง “11 ปี ตาดูดาว เท้าติดดิน จากใจ...ทักษิณ ชินวัตร” ตีพิมพ์ไว้ในหนังสือก่อนบทเกริ่นนำด้วย

                จากนั้นในเวลา 10.40 น.พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งสวมชุดสูทสีดำ ได้สไกป์มาเปิดงานโดยระบุช่วงหนึ่งว่า วันครบรอบวันเกิดขอขอบคุณท่านที่ร่วมทำกิจกรรมให้ บางคนเดินทางมาหาถึงประเทศฮ่องกง บางคนมาและกลับไปแล้ว บางคนไม่ได้มา แต่ไม่เป็นอะไร ถึงจะมาหรือไม่ได้มาสำคัญใจพวกเรามุ่งมั่นอยู่ด้วยกันเพื่อจะร่วมสร้างให้บ้านเมืองมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นพอ เดี๋ยวนี้เป็นยุค Knowledge is power เมื่อก่อน Information is power ไม่พอแล้ว Knowledge สำคัญกว่า นำข้อมูลข่าวสารต่างๆ มาย่อยเป็นความรู้ ยิ่งอ่านก็ยิ่งมีความรู้ จึงอยากให้คนไทยทั้งประเทศได้อ่านหนังสือ ห้องสมุดแห่งนี้นอกจากนำหนังสือที่ตนเคยอ่านมาไว้แล้ว ระหว่างเดินทางระเหเร่ร่อน 6 ปีได้ซื้อหนังสือมาอ่านจำนวนมาก จะทยอยส่งไปให้ห้องสมุดแห่งนี้ด้วย ประชาชนจะได้รู้ว่าตนกำลังอ่านและคิดอะไรอยู่ จะส่งกลับไปเป็นระยะๆ ไม่อย่างนั้นเวลากลับบ้านให้ขนไปทีเดียวมันหนัก เพราะอีกไม่กี่วันจะได้กลับบ้านแล้ว ตอนนี้ได้วีซ่าเข้าได้ทุกประเทศทั่วโลก เหลือแต่ประเทศไทย ไม่รู้ว่าใครจะออกวีซ่าให้ ไม่ได้วีซ่าเลยยังไม่ได้เข้าประเทศ

             พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวต่อว่า ห้องสมุดแห่งนี้ขอเชิญชวนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์มาอ่านด้วย จะได้รู้ว่านี่คือความคิดตนจริงๆ ที่เคยคิดว่าเงินคือ Power เลยแกล้งยึดเงินตนไป 60 เปอร์เซ็นต์นั้น แท้จริงแล้ว Power ตนอยู่ที่ Knowledge ยิ่งเรียนหนังสือเท่าไหร่ ยิ่งเรียนนอกห้องเรียนก็จะยิ่งเห็นว่าได้ประโยชน์จริงๆ เพราะได้ความรู้ วันนี้อย่าไปเถียงกัน เอานิยายมาพูดกัน ควรเอาความรู้มาคุยกัน บ้านเรานักแต่งนิยายเยอะ นักการเมืองหลายคนเลยเป็นนักเล่านิยาย ไม่ได้เล่าความรู้ อยากให้นักการเมืองทุกซีกได้อ่านหนังสือ จะได้เล่าความรู้มากกว่านิยาย เพราะนิยายที่เน่าเป็นพิเศษมักได้รับความนิยม นักการเมืองไม่รู้ คิดว่าจะดีเลยเอาเรื่องไม่เหมาะสมขึ้นบนทีวี วิทยุเรื่อยๆ ตนจะส่งหนังสือดีๆกลับไปให้เรื่อยๆ ห้องสมุดแห่งนี้อยากเชิญพรรคพวกมานั่งอ่านหนังสือ ไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือทั้งวันทั้งคืนก็ได้ความรู้ เดินผ่านชั้นหนังสือ ดูชื่อหนังสือ ดูบทนำนิดหน่อยก็จะรู้แล้วว่าขณะนี้เขาคิดอย่างไร โลกไปที่ไหนแล้ว มีอะไรน่าสนใจ อยากย้อนประวัติศาสตร์กูเกิลก็ช่วยได้ ถ้าไม่ชินก็มาอ่านหนังสือ ให้เข้ามาห้องสมุดบ่อยๆ ประโยคสองประโยคจะทำให้เราฉลาดขึ้นได้ ขอเชิญชวนคนไทยทุกคน เชิญพรรคประชาธิปัตย์มาด้วยก็ได้ ยินดี สส.พรรคเพื่อไทยต้องใจกว้าง ใครจะแคบกับเราไม่เป็นอะไร แต่เราต้องใจกว้างกับทุกคน

               "สิ่งที่วุ่นวายในบ้านเมืองเพราะคนไม่รู้มากกว่าคนรู้ คนไม่รู้เสียงดังกว่า คนไม่รู้ชอบนำคนรู้ บางทีคนรู้ก็รู้นิดหน่อยก็เขว เลยปล่อยคนไม่รู้นำ เลยหลงทางพักใหญ่ วันนี้คนที่หลงหลบไปแล้ว เขาอายแล้วที่ไปเผลอให้คนต้มเอา วันนี้ความจริงก็ปรากฏ ความรู้ทำให้ความจริงปรากฏ พรรคเพื่อไทยอย่าเล่านิยายให้ประชาชนฟัง เอาความจริงและความรู้ไปเล่า จะได้สร้างสรรค์ประเทืองความฉลาดให้กับสังคม" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

                จากนั้นนายสมชาย เป็นตัวแทนคณะผู้บริหารพรรค ร่วมอวยพรให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก ดลบันดาลประทานพรให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ประสบแต่ความสุข ความเจริญ พ้นจากหมู่มาร ผู้ปองร้าย ภัยพิบัติทั้งปวง มีแต่โชคดี คิดสิ่งใดให้สมปรารถนา และขอให้กลับมาเป็นขวัญใจพวกเราทุกคนโดยเร็ว ก่อนที่นายสมชายพร้อมด้วยคณะผู้บริหารและแกนนำของพรรคเพื่อไทยจะร่วมกันถ่ายรูปกับจอโปรเจ็กเตอร์ขนาดใหญ่ที่มีใบหน้าพ.ต.ท.ทักษิณขณะกำลังสไกป์มาจากประเทศฮ่องกง

 

''ทักษิณ'"ชี้ประเทศใกล้ถึงขั้นล้มเหลว ทุกกลไกในประเทศเกือบไม่สามารถทำงานได้

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับหนังสือทักษิณ ชินวัตร ตาดูดาวเท้าติดดิน ที่แจกเป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสเปิดห้องสมุดทักษิณ ชินวัตรนั้น เป็นที่น่าสังเกตว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เขียนความในใจเรื่อง “11ปี ตาดูดาวเท้าติดดิน จากใจ...ทักษิณ ชินวัตร” ตีพิมพ์ไว้ในหนังสือก่อนบทเกริ่นนำด้วย โดยมีเนื้อหาสรุปได้ว่า ช่วงระยะเวลา 11 ปีที่ผ่านมา ตนมีประสบการณ์ที่ภาคภูมิใจและขมขื่นใจ ตนภาคภูมิใจที่พรรคไทยรักไทยสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับการเมืองไทยด้วยการชนะการเลือกตั้ง ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอย่างถล่มทลาย และบริหารประเทศด้วยนโยบายที่ทำสิ่งดีๆ มากมายให้กับประชาชน เป็นเพราะตนโตมาในชนบท จึงเข้าใจอุปสรรคที่ยากจนของประชาชนส่วนใหญ่ เมื่อเป็นรัฐบาลเราพยายามสร้างโอกาส เพื่อให้พวกเขาสามารถลุกยืนขึ้นมาได้ การเป็นนายกรัฐมนตรี จึงเป็นเหมือนช่องทางหนึ่งที่ทำให้ตนได้ทำประโยชน์ต่อบ้านเมืองและประชาชน แม้ว่าในช่วงระยะเวลากว่า 5 ปีที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรีอาจจะทำอะไรได้ไม่สมบูรณ์ และอาจไม่ถูกใจคนทุกคน แต่สิ่งสำคัญที่ตนภาคภูมิใจคือ การบริหารงานที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับประโยชน์ และมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายของรัฐบาล

               ดังนั้นเมื่อเกิดการรัฐประหารขึ้นในปี 2549 จึงเป็นจุดหักเหสำคัญที่ดึงประโยชน์ออกจากประชาชน และสร้างปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นอีกมากมายให้กับประเทศ สังคมไทยเดินเข้าสู่วังวนของความขัดแย้งและแตกแยกอย่างรุนแรงถึงขั้นทำลายล้างกัน จนเสียเลือดเสียเนื้อ บาดเจ็บและเสียชีวิต ตนไม่ต้องการให้ความขัดแย้งดำเนินต่อไป เพราะพวกเราเจ็บปวดมามากพอแล้ว ตนอยากเห็นการปรองดอง อยากเห็นประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียวและไม่แตกแยกอีกต่อไป ตนไม่คิดจะแก้แค้น พร้อมที่จะร่วมมือกับทุกฝ่าย เพื่อช่วยกันแก้ไขสิ่งที่เคยผิดพลาด เราต้องทำให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า ประเทศต้องสมานฉันท์ ต้องร่วมมือกันเดินออกจากวังวนของปัญหาและความขัดแย้งเพื่อก้าวไปสู่อนาคตที่ดี วันนี้ประเทศใกล้ถึงขั้นล้มเหลว ทุกกลไกต่างๆ ในประเทศเกือบไม่สามารถทำงานได้เพราะไม่เคารพกติกา ไม่ยอมใช้หลักนิติธรรม มีแต่อคติในการแก้ไขปัญหา ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาที่เพิ่มมากขึ้นอย่างไม่รู้จบ ดังนั้นเราต้องร่วมมือกันทุกฝ่ายเพื่อดึงประเทศไทยให้กับคืนสู่สภาวะปกติ ตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งเป็นเพียงหนทางเดียวที่จะนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่สามารถแก้ไขปัญหาของประชาชน สร้างความสุข และความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับสังคมไทยเราอีกครั้ง