ข่าว

'แป้ง'โผล่ร่วมเบิร์ดเดย์'ทักษิณ'

'แป้ง'โผล่ร่วมเบิร์ดเดย์'ทักษิณ'

26 ก.ค. 2555

ส.ส.เพื่อไทย แห่เบิร์ดเดย์ “ทักษิณ” รูป “แป้ง-อรจิรา”โผล่ร่วมแจม เกาะกลุ่มจังหวัดแสดงพลังหวังเก้าอี้ คาดปรับ ครม. หลัง 12 ส.ค. กว่า 10 ตำแหน่ง "พิเชต" พร้อมรับตำแหน่งประธานวุฒิสภาคนใหม่

                26ก.ค.2555 แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า สำหรับการเดินทางไปฮ่องกง ของบรรดาส.ส.และแกนนำพรรคเพื่อไทย เพื่อไปร่วมงานวันเกิดพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯในวันที่ 26 ก.ค.นั้น มีแกนนำที่จะได้เดินทางไป เช่น นายยงยุทธ ติยะไพรัช นายนพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นต้น

                นอกจากนี้การเดินทางไปหาพ.ต.ท.ทักษิณที่ประเทศฮ่องกง ยังมีนัยสำคัญทางการเมืองคือเรื่องการปรับครม. โดยจะมีส.ส.เดินทางไปจำนวนมาก เช่น นายไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา และส่วนใหญ่จะไปในลักษณะยกจังหวัดและมีหัวหน้าทีมนำไป เช่น กลุ่มโคราช กลุ่มร้อยเอ็ด กลุ่มอุดรธานี เป็นต้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในกลุ่มจังหวัดมีความเป็นปึกแผ่นเหนียวแน่นและยังคงซื่อสัตย์ต่อพ.ต.ท.ทักษิณ เหมือนเป็นการไปแสดงตัวให้เกิดความมั่นใจว่ายังอยู่กับพรรคเพื่อไทยและพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งจะมีผลต่อการปรับครม. โดยในส่วนของพื้นที่โคราช มีชื่อนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา ได้เป็นรัฐมนตรี แต่ยังไม่ระบุกระทรวงที่ชัดเจน


คาดปรับครม.กลางส.ค.กว่า10ตำแหน่ง

 
                แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า สำหรับการปรับครม.นั้นผู้ใหญ่ในพรรครวมถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ได้สรุปตรงกันว่าอาจจะทีการปรับหลังวันที่ 12 ส.ค. หรือหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และเป็นการปรับกว่า 10 ตำแหน่ง โดยในส่วนของพรรคเพื่อไทยจะมีประมาณ 5-6ตำแหน่ง โดยมีรัฐมนตรีที่อยู่ในข่ายถูกปรับออก เช่น นายสุชาติ ธาดาธำรงค์เวช รมว.ศึกษาธิการ นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ รมช.มหาดไทย นายภูมิ สาระผล รมช.พาณิชย์ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกฯ นายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข เป็นต้น


รูป“แป้ง-อรจิรา”โผล่ที่ฮ่องกง

                ส่วนการเดินทางไปพบพ.ต.ท.ทักษิณ ครั้งนี้นอกจากจะมีแกนนำพรรค ส.ส. แล้ว ยังมีบุคคลมีชื่อเสียงแวดวงอื่นก็ไปเช่นกัน น.ส.อรจิรา แหลมวิไล ดาราสาวชื่อดัง ที่มีข่าวคบหากับผู้กองต้อม ร.ต.อ.ทรงพันธ์ กุลดิลก บุตรชายพล.ต.ท.ชัชจ์ กุลดิลก รมช.คมนาคม ได้โพสต์รูปลงอินตราแกรม โชว์หนังสือเดินทางคู่กับ นางพินทองทา (ชินวัตร) คุณากรวงศ์ ขณะไปเยือนประเทศฮ่องกง โดยข้างหลังภาพเธอนั้นปรากฏใบหน้าคล้ายนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์อยู่ด้วย


"นพดล”อุ้ม“ทักษิณ”ไม่มีเอี่ยวปล่อยกู้กฤษดามหานคร

                นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึงกรณีที่ศาลฎีกา รับฟ้องคดีปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย จำกัด ( มหาชน) อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องพ.ต.ท. ทักษิณ , อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย และบริษัทในเครือของ บริษัทกฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) กับพวกรวม 27 ราย ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ทราบเรื่องแล้ว ไม่กังวลอะไร เพราะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการปล่อยกู้ให้บริษัทกฤษดามหานคร อีกทั้งไม่มีหลักฐานอะไรที่ส่อไปถึงพ.ต.ท.ทักษิณ มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ธนาคารเป็นผู้ปล่อยเงินกู้เอง พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้สั่งการให้กู้ ขณะนั้นพ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเท่านั้น นอกจากนี้คดีนี้เกิดขึ้นหลังช่วงเกิดการปฏิวัติรัฐประหาร คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) มีเหตุจูงใจอยู่แล้ว


โฆษกผู้ตรวจการฯเผยยังไม่มีคำร้อง ผบ.ตร.พบ“ทักษิณ”

                นายรักษเกชา แฉ่ฉาย รองเลขาธิการในฐานะโฆษกสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงกรณีพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร. ลาราชการเพื่อเดินทางไปพบพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เป็นนักโทษหลบหนีคดี ว่า ถ้าเป็นกรณีที่มีผู้สงสัยว่าจะเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมก็ต้องมีการร้องเรียน เข้ามา ผู้ตรวจการแผ่นดินถึงจะเข้าไปตรวจสอบได้รายละเอียด ข้อเท็จจริงได้ ว่าการกระทำที่มีการกล่าวหานั้นเข้าข่ายขัดกับประมวลจริยธรรมของข้าราชการ ตำรวจหรือไม่ ซึ่งกรณีนี้ยังไม่มีการร้องเรียนเข้ามา

                เมื่อถามว่าการที่ผบ.ตร.เดินทางไปพบนักโทษถูกมองว่าไม่เหมาะสม นายรักษเกชา กล่าวว่า ในส่วนของผู้ตรวจการจะไปพูดว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมไปก่อนไม่ได้ ต้องดูว่าถ้ามีผู้ร้องจะร้องมาว่าอย่างไร อีกทั้งตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติไว้ก็ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ตรวจเข้าไป ตรวจสอบได้หากไม่มีผู้ร้องมา

 "พิเชต"พร้อมรับตำแหน่งประธานวุฒิสภาคนใหม่

                นายพิเชต สุนทรพิพิธ สมาชิกวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์กรณีที่พล.อ.ธีรเดช มีเพียร อดีตประธานวุฒิสภา ถูกศาลอาญาพิพากษาจำคุก 2 ปี ให้รอลงอาญา 2 ปี ในคดีขึ้นเงินเดือนตัวเอง สมัยที่ดำรงตำแหน่งประธานผู้ตรวจการแผ่นดินว่า ในแง่ของจริยธรรม ตนถือว่าถูกต้องและเหมาะสม ที่ พล.อ.ธีรเดช ลาออกจากตำแหน่งประธานวุฒิสภา เพราะความรับผิดชอบสูงสุดคือ การลาออกจากการเป็นประธานวุฒิสภา และคดียังสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ ถือว่าความผิดยังไม่แล้วเสร็จ ศาลอุทธรณ์อาจจะยกฟ้องและพล.อ.ธีรเดชอาจไม่ผิดก็ได้ ส่วนด้านตำแหน่งสว.ของพล.อ.ธีรเดช ตนมองว่า ยังไม่ถึงขั้นต้องลาออกจากตำแหน่งสว.เพราะยังอยู่ในขั้นสอบสวนและดำเนินคดีอยู่

                นายพิเชต ยังกล่าวอีกว่า ตนไม่ทราบเลยว่าใครจะได้มารับตำแหน่งประธานวุฒิสภาคนใหม่ ต้องอยู่ที่มติที่ประชุมวุฒิสภา

                ผู้สื่อข่าวถามว่าถ้าในที่ประชุมวุฒิสภาเสนอชื่อให้เป็นประธานวุฒิสภาคนใหม่พร้อมที่จะรับหรือไม่ นายพิเชต กล่าวว่า ตนพร้อมรับทำหน้าที่ ถ้ามติที่ประชุมวุฒิสภาส่วนใหญ่เห็นว่าเหมาะสม อย่างไรก็ตามวันที่ 24 ก.ค. ตนได้โทรศัพท์ไปหา พล.อ.ธีรเดช ได้มีการพูดคุยกันโดยพล.อ.ธีรเดช กล่าวถึงกรณีนี้ว่า แล้วแต่บุญแต่กรรม พร้อมยอมรับคำพิพากษา ทั้งนี้ในการสนทนาไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องที่ พล.อ.ธีรเดช จะลาออกจาก สว.หรือไม่ แต่ตนเห็นว่าไม่ควรลาออกทั้งทางกฎหมายและทางจริยธรรม


“สดศรี”ไม่ขัดหากลดอำนาจกกต.มีหน้าที่แค่จัดเลือกตั้ง
 
                นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ กล่าวถึงข้อเสนอที่จะลดอำนาจให้กกต.มีหน้าที่เพียงจัดการเลือกตั้งว่า เรื่องดังกล่าวมีการเสนอกันในที่ประชุมสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.) ปี 2550 แล้ว ว่าควรจะตั้งศาลแผนกคดีเลือกตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณาความผิดของผู้ที่กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งแทนกกต. แต่ก็มีการค้านว่า หากให้กกต.มีอำนาจเพียงแค่จัดการเลือกตั้งก็จะเหมือนกรรมการในสนามฟุตบอล ที่เห็นว่ามีการล้ำหน้า หรือการฟาวล์ เกิดขึ้น ก็ไม่สามารถเป่านกหวีดได้ ซึ่งหากเป็นการเลือกตั้งจริง กกต.ที่เป็นผู้จัดการเลือกตั้ง เห็นว่ามีการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งก็ต้องไปแจ้งความต่อตำรวจ ผ่านอัยการแล้วจึงจะไปถึงศาล ก็จะทำให้การดำเนินการนั้นเป็นไปอย่างล่าช้าได้ เป็นคำถามว่าจะทันต่อสถานการณ์หรือไม่ ลักษณะนี้จะเหมือนกันการจัดการเลือกตั้งในสมัยที่กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รับผิดชอบ

                นางสดศรี กล่าวต่อว่า ส่วนตัวไม่ได้ต่อต้านการลดอำนาจของกกต. เพราะหากเป็นเช่นนั้น กกต.ก็จะไม่อยู่ในสถานที่ต้องรับผิด หรือการร้องเรียนใดๆอีก หน้าที่ก็ลดลง ทำหน้าที่เพียงจัดการเลือกตั้ง ไม่ต้องให้ใบเหลือง หรือใบแดงใคร ไม่ต้องทำสำนวนส่งฟ้อง ก็ถือเป็นเรื่องดี เชื่อว่ากกต.ทุกคนไม่มีใครยึดติดกับอำนาจ ไม่ได้ต้องการอำนาจให้ใบเหลืองใบแดงใครอยู่แล้ว โดยลักษณะของกกต.ที่มีหน้าที่เพียงจัดการเลือกตั้งจะเหมือนกับกกต.ของประเทศมาเลเซีย แต่อย่างไรก็ตามหากมีการแก้กฎหมายกันแล้วเกิดปัญหาขึ้น เกิดความวุ่นวายในการเลือกตั้ง ผู้ที่แก้กฎหมายคือรัฐสภาจะต้องรับผิดชอบในเรื่องดังกล่าว และขณะนี้ศาลเองก็มีคดีต่างๆมากอยู่แล้ว หากเพิ่มคดีเลือกตั้งเข้าไปอีก ก็จะเพิ่มภาระงานของศาลได้ อีกทั้งการจะให้ศาลพิจารณาคดีต่างๆ จะไม่สามารถกำหนดระยะเวลาได้ว่าจะต้องตัดสินภายในกี่วัน เพราะเรื่องนี้เป็นดุลยพินิจของศาล

 

..........

 

(หมายเหตุ : ที่มาของภาพ "อรจิรา แหลมวิไล" MaysaaNitto Org-home โพสต์ทางเฟซบุ๊ค)