
หนุ่มฮอลแลนด์ลุ้นรักสาวไทย..
หนุ่มฮอลแลนด์ลุ้นรักสาวไทย..นานแค่ไหนก็จะรอ : คอลัมน์เขยฝรั่ง สะใภ้อินเตอร์ : โดย...เสาวลักษ์ คงภัคพูน // กวินทรา ใจซื่อ
จุดเริ่มต้นความรักของหลายคู่มักจะเริ่มจากความเป็นเพื่อนเหมือนคู่ของ "ไวราภรณ์ ไชยญาธรรม "หรือ นก วัย 39 ปี สาวกรุงเทพฯ และ"บาสติยาน ดริสเซน" วัย 43 ปี ชาวฮอลแลนด์ โปรแกรมเมอร์ เจ้าของกิจการส่วนตัวขณะที่ฝ่ายชายเดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทย ทั้งสองคนรู้จักกันจากการแนะนำของเพื่อนในกลุ่มเดียวกัน
"หลังจากเรียนจบ ปวส. ในปี 2536 แล้วก็เริ่มทำงานนาน 2 ปี จากนั้นตัดสินใจมาเรียนต่ออีก 2 ปีครึ่งจนได้รับปริญญาตรี ที่สถาบันราชภัฏ สาขาการจัดการทั่วไป จากนั้นก็มาทำงานที่บริษัทคอมพิวเตอร์ แถวสีลม มีเจ้านายเป็นชาวต่างชาติอยู่แล้ว ทำให้คุ้นเคยกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรมของชาวต่างชาติพอสมควร ระหว่างนี้ก็ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยจนมาเจอกับคุณบาสติยาน"
ชีวิตการทำงานในบริษัทที่ต้องพบเจอผู้คนจากหลายหลายอาชีพนัดสังสรรค์พบปะกับเพื่อนร่วมงานเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้วราภรณ์ได้พบกับชายหนุ่มชาวฮอลแลนด์
"ช่วงนั้นผมมาทำงานที่ประเทศไทยจนรู้จักกับเพื่อนคุณนก วันหยุดก็นัดไปสังสรรค์กันบ้าง วันแรกที่เจอกันก็ไปเที่ยวผับแถวซอยสุขุมวิท 33 ก็ชอบเขาทันทีแต่ไม่เคยบอก ช่วงนั้นรู้จากเพื่อนคุณนกว่าเขามีแฟนอยู่แล้ว"
เมื่อได้เจอและพูดคุยกันทำให้วราภรณ์ชื่นชอบบาสติยานที่อัธยาศัยดี ให้เกียรติผู้หญิงแต่ก็ชื่นชมในฐานะเพื่อนเท่านั้น
"รู้จักกันครั้งแรกปี 2545 พูดคุยกันแบบเพื่อน คุยเกี่ยวกับงานและท่องเที่ยวในยุโรป เพราะนกเคยไปยุโรปหลายครั้ง มารู้หลังจากคบหากันแล้วว่าเขาแอบชอบเราตั้งแต่เจอกันครั้งแรก ที่ไม่บอกเพราะรู้ว่าเรามีคนที่คบหาดูใจกันอยู่ จากนั้นก็ห่างกันไปนาน 3 ปี"
ระยะเวลากว่า 3 ปี ที่ทั้งคู่ไม่ได้ติดต่อกัน ต่างคนต่างเดินทางบนเส้นทางชีวิต แต่ฝ่ายหญิงกลับไม่รู้ว่าบาสติยานยังคงติดตามสอบถามข่าวคราวของเธอมาโดยตลอด
"เราไม่ได้ติดต่อกันหลายปี ระหว่างนั้นเขาถามเพื่อนเราตลอดว่านกเป็นยังไงบ้าง จนมาปีที่ 3 เขาถามเพื่อนว่านกแต่งงานไปหรือยัง เพื่อนบอกว่านกเลิกกับแฟนแล้ว จากนั้นเพื่อนก็ให้อีเมลคุณบาสติยานก็ติดต่อกลับมาช่วงนั้นก็พูดคุยกับเขาผ่านทางโปรแกรมเอ็มเอสเอ็น คุยกันเรื่องสัพเพเหระ"
การดูแลเอาใจใส่อยู่ห่างๆ จนทราบว่าฝ่ายหญิงมีปัญหาส่วนตัวการโทรศัพท์ทางไกลติดต่อมาเพื่อปลอบใจและเป็นเพื่อนคุยให้หายเครียด สร้างความประทับใจให้กับวราภรณ์ และมั่นใจว่าบาสติยานมีใจให้
"ประมาณปลายปี 2548 เรามีปัญหาส่วนตัวจนเกิดอาการเครียด บาสติยานเขารู้ก็โทรศัพท์ทางไกลมาปลอบและคุยเป็นเพื่อนจนเราหลับไป เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ประทับใจและมั่นใจว่าเขาชอบและแคร์ความรู้สึกของเรา ตัดสินใจคบหากันทำให้รู้ว่าคุณบาสติยานเป็นคนสุขุม ให้เกียรติแล้วก็เชื่อใจได้"
ระหว่างนั้นฝ่ายชายมีความคิดว่า"อย่างที่เคยบอกว่ารู้สึกชอบคุณนกตั้งแต่พบกันครั้งแรก ตอนที่รู้ข่าวว่าคุณนกเลิกกับแฟนเก่ารู้สึกดีใจเพราะคิดว่าจะเดินหน้าขอคบหาอย่างจริงจัง รู้สึกประทับใจที่เราทั้งคู่พูดคุยในเรื่องเดียวกัน คุยรู้เรื่องเขาเป็นคนตรง คนเก่ง เข้มแข็ง ทุกครั้งที่เจอกันเขาจะเป็นตัวของตัวเอง คิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น ไม่อ้อมค้อม แตกต่างจากที่เคยรู้จัก จากนั้นขอคบหาเป็นแฟน"
ระยะเวลากว่า 1 ปีที่เรียนรู้กัน จนปี 2549 บาสติยานชวนหญิงสาวมาเที่ยวที่ออสเตรเลียบ้านของฝ่ายชายก่อนตัดสินใจอยู่ที่ออสเตรเสียด้วยกัน
เดิมครอบครัวของสามีเป็นชาวฮอลแลนด์ ได้ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่ออสเตรเลีย ช่วงนั้นเดินทางไปกลับท่องเที่ยวออสเตรเลีย 3 ครั้ง จึงตัดสินใจว่าอยู่ออสเตรเลีย
"เราทั้งคู่อายุก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว จึงตัดสินใจว่าจะย้ายไปอยู่กับสามีที่ออสเตรเลียตัดสินใจยากมาก เพราะการไปเที่ยวกับการใช้ชีวิตอยู่ ความรู้สึกต่างกัน เพราะ ต้องห่างจากครอบครัว เพื่อนสนิท งานที่เคยทำ สิ่งแวดล้อมและประเทศไทยของเรา เราใช้ชีวิตคู่ด้วยกันก่อนแต่งงาน จนปี 2550 ในวันเกิดของนกเขาก็ขอแต่งงาน จากนั้นจดทะเบียนสมรสที่ออสเตรเลียแล้วก็กลับมาแต่งงานที่เมืองไทยเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2550"
เมื่อย้ายมาอยู่บ้านของฝ่ายชาย วราภรณ์ประเดิมด้วยการดูแลเอาใจใส่พ่อแม่สามีเพราะครอบครัวดริสเซนหวงลูกชายมาก
พ่อแม่สามีค่อนข้างเป็นคนหัวโบราณเหมือนคนไทยที่หวงลูกชาย แม่จะพูดเสมอว่า เธอโชคดีที่ได้ลูกชายฉันเป็นสามี กับพ่อจะสบายๆ แต่กับแม่ต้องใช้เวลา เพราะแม่หวงและห่วงลูกชาย ส่วนนกมีพ่อคนเดียว เขาเป็นคนค่อนข้างสมัยใหม่ ตามใจลูก แต่เขาก็ดูอยู่ห่างๆ แล้วก็บอกว่า ท่าทางคุณบาสติยานเป็นคนดี ตอนตัดสินใจย้ายไปอยู่ออสเตรเลีย เขาพูดคำเดียวว่า "ถ้าอยู่ไม่ได้ก็กลับบ้านเรานะลูก"
ชีวิตคู่ของคนที่มาจากต่างเชื้อชาติต่างภาษาทำให้ต้องปรับตัวในการอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว" เราทั้งคู่ใช้ชีวิตโสดนาน มีบ้างที่จะหวงพื้นที่ส่วนตัวทำให้ทั้งสองฝ่าย ต่างมีมุมของตัวเองที่ชัดเจน สำหรับนกช่วง 3 ปีแรกถือว่าหนักหนามาก เราทั้งคู่ทะเลาะกันในเรื่องไม่เป็นเรื่องทุกวัน ต้องเปลี่ยนสถานภาพจากสาวออฟฟิศ มาเป็นแม่บ้านห่างจากครอบครัวอันเป็นที่รัก เพื่อนสนิท และสิ่งแวดล้อมที่เราเคยอยู่
เหมือนเราอยู่ตัวคนเดียว ปรับความคิดทั้งหมด ทำอย่างไรที่เราจะมีความสุขกับการอยู่ที่นี่ การเป็นแม่บ้านไม่ใช่เรื่องสบายนัก ที่สำคัญต้องขอเงินคนอื่นใช้ ไม่ชอบเลย และคิดถึงเมืองไทยมาก เมืองไทยนี่แหละดีที่สุดในโลก ทุกครั้งที่บินกลับ ก่อนล้อจะแตะผืนแผ่นดินไทยจะร้องไห้ด้วยความตื้นตัน"
การใช้ชีวิตคู่อยู่ต่างแดนนานเกือบ 4 ปี ทั้งคู่จึงมีพยานรักที่เป็นโซ่ทองคล้องใจทั้งพ่อและแม่ทำให้เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น
"ลูกสาวชื่อ โยลันดา เพ็ญภัสสร์ ไชยญาธรรม ดริสเซน อายุ 1 ปี 4 เดือน ชื่อโยลันดา เป็นภาษาฮอลแลนด์ แปลว่า ดอกไม้สีม่วง คล้ายกับดอกกล้วยไม้ไทย ส่วนเพ็ญภัสสร์ แปลว่าสวย สว่าง แบบจันทร์เพ็ญพี่ป้าน้าอาจะเรียกเขาว่าน้องโย ซา และแก่นเหมือนเด็กผู้ชาย เขาเป็นหลานคนแรกของปู่กับย่า เราเองตั้งใจจะเลี้ยงแบบผสม ทุกวันนี้พูดไทยกับเขาตลอด พ่อจะพูดภาษาดัชต์ ส่วนภาษาอังกฤษได้จากทีวีและเพื่อนๆ ถ้าไปโรงเรียน ลูกยังเล็กมาก คงตามใจเขาเรื่องการเรียนการใช้ชีวิต เขาอยากจะทำอะไรก็ส่งเสริมค่ะ"
อนาคตครอบครัวดริสเซนยังคงปักหลักอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย รอจนถึงลูกเรียนจบ ส่วนบั้นปลายชีวิตทั้งคู่ตัดสินใจกลับมาปักหลักในเมืองไทยเมืองแห่งความอบอุ่น...
.............................................
(หนุ่มฮอลแลนด์ลุ้นรักสาวไทย..นานแค่ไหนก็จะรอ : คอลัมน์เขยฝรั่ง สะใภ้อินเตอร์ : โดย...เสาวลักษ์ คงภัคพูน // กวินทรา ใจซื่อ)



