ข่าว

สงสารลูก

สงสารลูก

25 ก.ค. 2555

สงสารลูก : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล

             มีแฟนคอลัมน์ “วันเว้นวันฯ” ตั้งคำถามว่า สังคมไทยเป็นอะไรไปแล้ว อยู่ๆ ก็เกิดข่าวยายฆ่าหลาน ตามมาด้วยข่าวของอีกครอบครัวหนึ่งที่หลานบังคับให้ยายกราบเท้า ซึ่งถ้าพูดตามสำนวน อาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก ก็ต้องว่า ฤาสมัยนี้โลกมันเอียง แต่ความจริงแล้ว โลกไม่ได้เอียงหรอกครับ หรือถึงแกนโลกจะเอนไปบ้างก็คงไม่มากมายอะไร แต่สิ่งที่เอนเอียงกว่าโลกก็คือจิตใจของมนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ นี่แหละ
 
               สถาบันครอบครัวนั้นเป็นสถาบันหลักสถาบันแรกของสังคมไทย ในเวลาเดียวกันก็เป็นปราการด่านสุดท้ายที่จะรักษาจริยธรรม คุณธรรม จารีตประเพณี และวัฒนธรรมอันดีงามของคนไทยและความเป็นไทย หากเมื่อใดสถาบันครอบครัวถูกทำลายลง เมื่อนั้น เราก็จะสูญเสียมรดกล้ำค่าของชาติไทยที่สร้างสมกันมาแต่อดีตกาล ซึ่งตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา สถาบันครอบครัวถูกกัดกร่อนลงไปเรื่อยๆ ทั้งด้วยความรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวของเราเอง จนถึงวันนี้ที่สถาบันครอบครัวอยู่ในสภาพที่ง่อนแง่น และอาจจะพังครืนลงมาได้ทุกเมื่อ ครอบครัวไทยเริ่มแปรเปลี่ยนไปเมื่อเศรษฐกิจและการเงินเข้ามามีบทบาทสำคัญในเรื่องการทำงาน การหาเงิน การจับจ่ายใช้สอย และการใช้เงินแข่งขันกันซื้อหาสิ่งต่างๆ ที่ต้องการอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เศรษฐกิจและการเงินผลักดันให้คนต่างจังหวัดจำนวนมากเดินทางเข้ามาเรียนต่อหรือหางานทำในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ เพื่อโอกาสของชีวิตที่ดีกว่า โดยทิ้งผู้เฒ่าผู้แก่กับเด็กอ่อนไว้ในท้องไร่ท้องนา แล้วส่งเงินกลับไปให้ตามกำลังของตน ขณะที่บางคนก็ให้ปู่ย่าตายายซึ่งขายที่ขายนาจนหมดตัวเข้ามาเลี้ยงหลานในเมืองหลวง
 
               ความห่างเหินระหว่างพ่อแม่กับลูก กลายเป็นเรื่องปกติที่เราได้ยินได้ฟังหรือได้พบได้เห็นมาจนชินตา ทั้งประเภทที่พ่อกับแม่ทำงานหามรุ่งหามค่ำ และแสดงความรักต่อลูกด้วยเงินทองหรือสิ่งของต่างๆ แทนอ้อมกอดหรือการสนทนา หรือลูกคบเพื่อนชั่วจนเดินทางผิด และความแตกต่างทางวัฒนธรรมของคนรุ่นปู่ย่ากับรุ่นหลานก็ต่อกันแทบไม่ติด ทั้งวัฒนธรรมชนบทกับวัฒนธรรมเมือง ทั้งวัฒนธรรมสมัยก่อนกับวัฒนธรรมร่วมสมัย รวมตลอดถึงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ การแต่งตัว อาหารการกินและพฤติกรรมทุกด้าน แต่ต้องมาอยู่ร่วมบ้านกัน ผลของมันก็เลยไม่ต่างจากการเทน้ำลงในถังน้ำมัน ที่ของเหลวทั้งสองชนิดไม่มีทางที่จะรวมกันได้ และรอเวลาที่จะมีใครโยนไม้ขีดที่ติดไฟสักก้านลงไปในถัง
 
               เราคงไม่สามารถกล่าวโทษใครได้เต็มปากสำหรับเรื่องน่าสลดใจที่เกิดขึ้นในสังคมไทยทุกวันนี้ ทั้งๆ ที่ส่วนหนึ่งมาจากการขาดการศึกษาผลดีผลร้ายของสิ่งต่างๆ ที่เรานำแบบอย่างหรือเลียนแบบมาจากต่างประเทศ นับตั้งแต่การศึกษา การมุ่งหน้าหาเงิน การใช้เงิน การใช้ชีวิต และการเลี้ยงเด็กแบบไม่ยอมให้โต โดยไม่เพ่งมองโครงสร้างของครอบครัวไทยที่มีมาแต่เดิม และบางเรื่องก็เป็นการหยิบยืมหรือลอกเลียนแบบครึ่งๆ กลางๆ - ด้วยโครงสร้างที่ไม่แข็งแรงและถูกดัดแปลงแก้ไขแบบไปต่างๆ ตามใจตนจนผิดเพี้ยน จะเป็นฝรั่งก็ไม่ใช่ไทยก็ไม่เชิง ผลสุดท้ายสถาบันครอบครัวของไทยจึงเป็นอย่างที่เห็นอยู่นี่แหละครับ
 
               ผมเคยบอกกับเพื่อนคนหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนว่า ถ้าคุณจะเลี้ยงลูกแบบฝรั่ง คุณก็ต้องวางกติกาแบบฝรั่ง เริ่มตั้งแต่การให้นมลูกเป็นเวลาไม่ใช่ให้ตามเสียงร้องของลูก คุณจะต้องสร้างวินัยและความรับผิดชอบให้ลูกตั้งแต่เล็กๆ ให้ตื่นขึ้นมาแต่งเนื้อแต่งตัวเองแล้วออกไปยืนรอรถโรงเรียนที่หน้าบ้าน กลับมาก็ต้องทำการบ้านให้เสร็จก่อนถึงจะออกไปเล่นกับเพื่อนได้ และให้เงินติดตัวรายสัปดาห์ในจำนวนที่แน่นอน ซึ่งเด็กจะต้องเรียนรู้การจัดการเงินของตนเอง ถ้าใช้เงินจนหมดในวันแรกๆ วันหลังๆ ก็ต้องอดขนมไป รวมทั้งต้องช่วยทำงานบ้าน ถ้าอยากได้เงินพิเศษก็ต้องทำงานบางอย่าง เอากันเบาะๆ แค่นี้ก่อนก็แล้วกัน
 
               เพื่อนส่ายหน้าบอกว่าสงสารลูกว่ะ !
 
               แล้วก็ขับรถไปส่งลูกตั้งแต่โรงเรียนอนุบาลจนจบมหาวิทยาลัย ให้เครดิตการ์ดลูกไว้รูดเงินตามใจชอบ อยากได้อะไรพิเศษก็บอกพ่อคำเดียว เดี๋ยวก็เนรมิตมาให้ได้
 
               ถึงตอนนี้ ผมว่าคนที่น่าสงสารมากกว่าลูก ก็คือเพื่อนผมคนนั้นแหละครับ