
ช่วยราชการ?
ช่วยราชการ? : เลียบค่าย โดยคมพิทักษ์ราษฎร์
เครื่องมือที่ผู้บริหารของสำนักงานตำรวจแห่งชาติใช้แก้ปัญหาความฉาวโฉ่ของผู้ใต้บังคับบัญชา ที่ประพฤติปฏิบัติผิดกฎหมาย, ผิดคุณธรรม, หรือผิดนโยบายของหน่วยงาน ซึ่งปรากฏแก่สาธารณะ โดยสื่อมวลชน ก็คือ
สั่งให้มาช่วยราชการ ยังหน่วยเหนือขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง จะชั่วคราว 30 วัน 60 วัน หรือค่อนข้างถาวร คือไม่กำหนดเวลา จนกว่าจะมีการแต่งตั้งโยกย้ายตามวาระ เพื่อลดแรงกดดันจากประชาชน พร้อมกับออกข่าวว่าได้แต่งตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบนายตำรวจดังกล่าวจากการถูกกล่าวหาข้างต้นแล้ว พอเรื่องซาลงก็เงียบ ไม่มีการแถลงข่าวความคืบหน้าอีก
ความเป็นจริงก็คือ การดำเนินการตามกฎ ก.ตร. หรือคำสั่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ผู้บังคับบัญชาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่นั้น เป็นเรื่องที่มิได้เปิดเผยต่อสาธารณะ และส่วนใหญ่ก็ออกในรูปหยวนๆ กันไปก็คือ ตักเตือน ทั้งที่พฤติกรรมของผู้ที่ถูกสอบสวนตามข้อกล่าวหา หากเป็นความจริง ต้องถูกดำเนินคดีอาญา หรือถูกดำเนินการทางวินัยร้ายแรง หรืออย่างน้อยก็ต้องถูกกำจัดให้ออกไปจากองค์กร
นี่คือ จุดอ่อนของการบริหารงานบุคคล ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานระดับกองบัญชาการ
ข้อสำคัญ, กฎ, ระเบียบ และระบบมันดี แต่เสียที่คน
มีหลายเรื่องที่ปรากฏเป็นข่าวตามสื่อมวลชน ครึกโครม ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่า จะต้องได้ข้อสรุป และมีการลงโทษ ผู้ถูกกล่าวโทษ
เปล่า!! พอครบ 30 วัน 60 วัน ขณะที่ถูกกล่าวโทษ กลับมาทำงานที่เดิม โดยไม่มีการแถลงถึงข้อยุติจากการสอบสวนว่าเกิดกระทำผิดขึ้นจริงหรือไม่ ปล่อยให้คนเข้าใจกันไปเองต่างๆ นานา
ความโปร่งใส ตามหลักธรรมาภิบาลไม่เคยได้รับความสนใจจากผู้บริหารสูงสุดขององค์กรตำรวจมานานแล้ว และยังคงอยู่ต่อไป
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด จากการสั่งให้มาช่วยราชการของกองบัญชาการตำรวจนครบาลของผู้กำกับการท่านหนึ่ง หรือการช่วยราชการของหัวหน้าหน่วยในระดับผู้บังคับการของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
ขอฝากความหวังกับ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.ท่านใหม่ ในวันที่ 1 ตุลาคม 2555 ทำให้เกิดความโปร่งใสได้จะเป็นคุณแก่ตำรวจ



