
'ปู'โยนสภาชี้ขาดถอน'พรบ.ปรองดอง'
'ปู'โยนเรื่องถอน พรบ.ปรองดอง ให้สภา ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญขอเวลาฟังคำวินิจฉัยกลางก่อนรัฐบาลประกาศจุดยืน ปัดตอบ 'บรรณพจน์ - เฮียเพ้ง'ปรากฏภาพกับ 'วัฒนา' พร้อมปัดข่าวปรับครม. ย้อนถามเอามาจากไหน
24 ก.ค.55 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรซึ่งจะมีการชุมนุมใหญ่กดดันให้รัฐสภาถอนร่าง พรบ.ปรองดอง ออกไปในวันที่ 1 ส.ค.นี้ว่า ในเรื่องของการตัดสินใจอย่างไรก็จะยืนยันว่าเป็นส่วนของสภาที่ต้องไปตกลงกัน สำหรับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ก็คงต้องขอร้องว่าให้ชุมนุมอยู่ในขอบเขตของกฎหมายและตามระบอบประชาธิปไตย แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีอีกแนวทางหนึ่งในการผ่านตัวแทนในสภาในการที่จะเข้าไปแสดงความคิดเห็นในสภาซึ่งเป็นกลไกที่ถูกต้อง
ผู้สื่อข่าวถามว่า จากการที่กลุ่มพันธมิตรจะมายืนหนังสือร้องเรียนถึงรัฐบาลเนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันเรื่องร่าง พรบ.ปรองดองด้วยนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า “อันนี้ไม่ได้มีร่างของรัฐบาลนะคะ ต้องเรียนอย่างนั้น รัฐบาลผลักดันในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ"
ต่อข้อถามว่า จุดยืนของรัฐบาลเห็นว่า เป็นอย่างไรควรจะถอนออกหรือปล่อยไว้อย่างนั้นให้เป็นไปตามกลไกของสภา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อย่างที่บอกเราคงไม่ไปล่วงเกินทั้งหมดนี้ต้องอยู่ที่สภา สิ่งที่เราอยากเห็นจุดยืนนั่นก็คือว่าการที่มีการคุยกันและก็ใช้กลไกอะไรก็ได้ที่เป็นกลไกที่ถือว่าเหมาะสม แล้วก็เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยซึ่งวันนี้เราก็เห็นแล้วว่ากลไกที่เป็นที่รวมทุกส่วนนั่นก็คือสภา ก็อยากให้มีการเปิดถกแถลง คุยกันและแลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกันเพื่อให้หาทางออกให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้ ถ้าเราไม่มีทางออกก็ไม่รู้จะเดินไปทางไหน ซึ่งจะผ่านทางตัวแทนในสภาผู้แทนราษฎรเข้าไปหารือ และก็ชี้แจงเหตุผลซึ่งกันและกันนั่นก็เป็นสิ่งที่ดีเช่นกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นห่วงหรือไม่ว่าเหตุการณ์จะบานปลาย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็คงต้องขอความร่วมมือ ขณะเดียวกันก็ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดูแลรักษาความปลอดภัย และต้องขอดูเหตุการณ์ก่อนหวังว่าเราจะค่อยๆคุยกันและก็ลดความขัดแย้งซึ่งกันและกัน เพราะว่าวันนี้เราก็ไม่อยากให้ประเทศพบกับปัญหาอุปสรรคคตรงนี้ เพราะว่าเราเองก็มีปัญหาที่จะต้องแก้ไขมากมายรวมถึงการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจด้วย
เมื่อถามว่า ในขณะที่เรื่องยังบานปลายอยู่ตรงนี้จะสนับสนุนให้มีการถอนออกไปหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นมติของเสียงส่วนใหญ่ ดิฉันเองเป็นแค่หนึ่งเสียง รัฐบาลก็อย่างที่เรียนว่าได้ผ่านจุดของรัฐบาลแล้วอะไรที่ทำให้บ้านเมืองสงบรัฐบาลยินดีสนับสนุน
ทั้งนี้ เมื่อถามถึงกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งมีกระแสข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี สนับสนุนให้มีการแก้ไขรายมาตรานั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ทุกอย่างก็ยืนยันค่ะ อยู่ในส่วนของสภา รายมาตราหรือไม่ ก็คงต้องคุยกันไปในสภาเอง เนื่องจากว่ามติต่างๆ ก็ต้องมาจากการที่ต้องโหวตโดยสมาชิกสภาผู้แทนราฎรอยู่แล้วว่า มติที่ค้างอยู่ในวาระสามจะทำอย่างไร ก็หลายฝ่ายถามว่าจุดยืนของรัฐบาลเป็นอย่างไรก็รอฟังนะคะ กลไกทั้งหมดต้องไปสรุปในสภา ขณะเดียวกันก็เชื่อว่าต้องฟังคำวินิจฉัยกลางจากศาลรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งวันนี้ยัวไม่ได้รับ ต้องรอรับตรงนี้ก่อนและให้ฝ่ายกฎหมายตีความให้ชัดเจน”
ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลซึ่งมีเสียงข้างมากในรัฐสภาควรจะประกาศจุดยืนตรงนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในแง่ของพรรคหรือทางรัฐบาลเองก็ชี้แจงอยู่แล้วว่าเราต้องรอคำวินิจฉัยก่อน เพราะจะทำให้เราตัดสินใจและประกาศจุดยืนได้ ก็ขอเวลาอีกนิดนึง
เมื่อถามว่า จะหนักใจหรือไม่เพราะหลังจากเปิดสมัยประชุมสภาแล้วจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรวมถึงปัญหาความขัดแย้งที่หนักขึ้นด้วย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ถึงกำหนดที่จะเปิดสภา เกรงว่าเราประมาณการณ์ไปก่อนล่วงหน้าซึ่งเหตุการณ์อาจจะไม่เกิดขึ้น ก็จะทำให้ประชาชนมีความกังวลใจก็ค่อยๆลำดับเหตุการณ์และชี้แจงกันดีกว่า
อย่างไรก็ตาม ในตอนท้ายผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายวัฒนา อัศวเหม อดีตรมช.มหาดไทยซึ่งหนีคดีทุจริต และปรากฎตัวในพิธีสร้างวัดที่มณฑลเหอหนาน ประเทศจีน ซึ่งมีภาพของนายบรรณพจน์ ดามาพงษ์ พี่ชายของ คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพ็ชร์ และ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล คนใกล้ชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออยู่ร่วมด้วยนั้น นายกรัฐมนตรี ได้เดินออกจากวงสัมภาษณ์และไม่ได้ตอบคำถามแต่อย่างใด
นายกฯปัดข่าวปรับครม. ย้อนถามเอามาจากไหน
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้กล่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เกี่ยวกับกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีที่ว่าจะมีการปรับใหญ่มากว่าครึ่งนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า “ไม่มีค่ะ เอาข่าวมาจากไหนค่ะ” ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ถ้าปรับเองหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “แน่นอนสิค่ะ คิดเองทำเอง”
เมื่อถามว่า ในขณะที่เรื่องยังบานปลายอยู่ตรงนี้จะสนับสนุนให้มีการถอนออกไปหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นมติของเสียงส่วนใหญ่ ดิฉันเองเป็นแค่หนึ่งเสียง รัฐบาลก็อย่างที่เรียนว่าได้ผ่านจุดของรัฐบาลแล้วอะไรที่ทำให้บ้านเมืองสงบรัฐบาลยินดีสนับสนุน
ทั้งนี้ เมื่อถามถึงกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งมีกระแสข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี สนับสนุนให้มีการแก้ไขรายมาตรานั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ทุกอย่างก็ยืนยันค่ะ อยู่ในส่วนของสภา รายมาตราหรือไม่ ก็คงต้องคุยกันไปในสภาเอง เนื่องจากว่ามติต่างๆก็ต้องมาจากการที่ต้องโหวตโดยสมาชิกสภาผู้แทนราฎรอยู่แล้วว่า มติที่ค้างอยู่ในวาระสามจะทำอย่างไร ก็หลายฝ่ายถามว่าจุดยืนของรัฐบาลเป็นอย่างไรก็รอฟังนะคะ กลไกทั้งหมดต้องไปสรุปในสภา ขณะเดียวกันก็เชื่อว่าต้องฟังคำวินิจฉัยกลางจากศาลรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งวันนี้ยัวไม่ได้รับ ต้องรอรับตรงนี้ก่อนและให้ฝ่ายกฎหมายตีความให้ชัดเจน”
ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลซึ่งมีเสียงข้างมากในรัฐสภาควรจะประกาศจุดยืนตรงนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในแง่ของพรรคหรือทางรัฐบาลเองก็ชี้แจงอยู่แล้วว่าเราต้องรอคำวินิจฉัยก่อน เพราะจะทำให้เราตัดสินใจและประกาศจุดยืนได้ ก็ขอเวลาอีกนิดนึง
เมื่อถามว่า จะหนักใจหรือไม่เพราะหลังจากเปิดสมัยประชุมสภาแล้วจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรวมถึงปัญหาความขัดแย้งที่หนักขึ้นด้วย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ถึงกำหนดที่จะเปิดสภา เกรงว่าเราประมาณการณ์ไปก่อนล่วงหน้าซึ่งเหตุการณ์อาจจะไม่เกิดขึ้น ก็จะทำให้ประชาชนมีความกังวลใจก็ค่อยๆลำดับเหตุการณ์และชี้แจงกันดีกว่า
อย่างไรก็ตาม ในตอนท้ายผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายวัฒนา อัศวเหม อดีตรมช.มหาดไทยซึ่งหนีคดีทุจริต และปรากฎตัวในพิธีสร้างวัดที่มณฑลเหอหนาน ประเทศจีน ซึ่งมีภาพของนายบรรณพจน์ ดามาพงษ์ พี่ชายของ คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพ็ชร์ และ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล คนใกล้ชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออยู่ร่วมด้วยนั้น นายกรัฐมนตรี ได้เดินออกจากวงสัมภาษณ์และไม่ได้ตอบคำถามแต่อย่างใด



