
ศาลอุทธรณ์คุก'เทพเทือก'4เดือน
ศาลอุทธรณ์ พิพากษาจำคุก "เทพเทือก" 6 เดือน ปรับ 3,000 บาท หมิ่นประมาท "หมอมิ้ง" หว่านเงินทุจริตเลือกตั้ง คำให้การเป็นประโยชน์ลดโทษเหลือ คุก 4 เดือนปรับ 2,000 บาท ขณะที่โทษจำคุกให้รอลงอาญา 1 ปี ชี้เป็นเลขาฯพรรคใหญ่ต้องระมัดระวัง ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน
วันที่ 24 ก.ค.55 เวลา 09.30 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 909 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำที่ อ.908/2549 ที่ นายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช หรือ หมอมิ้ง อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องพรรคประชาธิปัตย์ , นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค , นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี , นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ อดีตโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานดูหมิ่น และหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326,328,332,393
โดยโจทก์ยื่นฟ้องระบุความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 16 มี.ค.49 ระหว่างการประกาศพระราชกฤษฎีกาให้ยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2549 จำเลยทั้งสี่ร่วมกันแถลงข่าวที่พรรคประชาธิปัตย์ โดยจำเลยที่ 3 - 4 แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า ได้ตรวจพบการกระทำและพยานหลักฐานที่ระบุชัดถึงขบวนการทุจริต ในการเลือกตั้งวันที่ 2 เม.ย.49 ซึ่งเป็นขบวนการที่ทรงอิทธิพล แทรกซึมเข้าไปในหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ รวมทั้งองค์กรอิสระ รวมทั้ง กกต.ซึ่งควรเป็นองค์กรอิสระ โดยพบว่าผู้บริหารพรรคไทยรักไทย ในตำแหน่งสำคัญอย่างน้อย 3 คน มีหลักฐานบ่งชี้ว่าเป็นผู้บงการสั่งการ และก็จ่ายเงิน ให้ขบวนการทุจริต ในการเลือกตั้งให้เป็นไปตามเป้าหมายตามพรรคไทยรักไทยกำหนดไว้ ซึ่งการจัดแถลงข่าวของจำเลยทั้งสี่เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั่วไปเกิดการเข้าใจผิดว่าโจทก์ พรรคไทยรักไทย และพรรคการเมืองอื่นที่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง กระทำการทุจริตในการเลือกตั้ง ทำให้ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง หรืองดลงคะแนนเสียงให้กับผู้สมัครพรรคไทยรักไทยหรือผู้สมัครพรรคการเมืองอื่น ๆ จำเลยทั้งสี่ไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้งขึ้นในวันที่ 2 เม.ย.49
ขณะที่จำเลยที่1, 2 และ 4 ต่อสู้คดีว่า ไม่ได้มีการกระทำผิดตามฟ้องของโจทก์ขอให้ยกฟ้อง ส่วนนายสุเทพ จำเลยที่3 ต่อสู้คดีว่าไม่มีเจตนาใส่ความโจทก์
ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.52 ให้ยกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่า การแถลงข่าวของจำเลยที่3 ไม่ได้แต่งเรื่องราวอันเป็นเท็จ แต่ได้รับฟังมาจากนายชวการ โตสวัสดิ์ หนึ่งในผู้เดินทางมาพบผู้บริหารพรรคไทยรักไทย โดยนายชวการ อ้างว่าได้ยินคำว่า "หมอมิ้ง" และ "ให้เงินจ้างพรรคเล็กเข้าเลืองตั้ง" กับคำว่า "เป็นคนสายตรงกับหมอมิ้ง" ซึ่งนายชวการ ยอมให้จำเลยที่ 3 อัดภาพวีซีดีการให้ข้อมูลดังกล่าวไว้ด้วย
ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ประชุมตรวจสำนวนแล้ว เห็นว่า การแถลงข่าวของจำเลยที่ 3 ไม่น่าเชื่อว่ากระทำไปโดยสำคัญผิดหรือมูลเหตุอันควรเชื่อโดยสุจริตใจว่า โจทก์มีส่วนร่วมกับการกระทำผิดของ พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา และนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ตามคำกล่าวอ้างของนายชวการ โตสวัสดิ์ แม้จำเลยที่ 3 มีสิทธิ์จะแถลงข่าวและแสดงความคิดเห็นได้ เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ หรือที่จำเลยเกี่ยวข้องมีส่วนได้เสีย ตามครรลอง แต่จำเลยที่ 3 ก็ต้องแถลงข้อเท็จจริงด้วยความระมัดระวัง และโดยสุจริตใจ ไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด โดยการกรองข่าวหรือวิเคราะห์ข่าวให้แน่นอนก่อนแถลงข่าวว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโจทก์ เป็นดังคำกล่าวอ้างของนายชวการ จริงหรือไม่
ซึ่งจำเลย ที่ 3 มีตำแหน่งเป็นถึงเลขาธิการพรรคการเมืองใหญ่ จึงต้องกระทำโดยความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น การกระทำของจำเลยที่ 3 ในการแถลงข่าวเกี่ยวกับโจทก์ว่าร่วมกระทำผิดในการจ้างผู้สมัครพรรคการเมืองขนาดเล็กให้ลงแข่งขันกับพรรคไทยรักไทยและร่วมกันแก้ไขข้อมูลเพิ่มรายชื่อผู้สมัครลงในฐานข้อมูลของกกต. โดยทุจริต ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ถูกดูหมิ่นเกลียดชังว่าเป็นนักการเมืองที่กระทำผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง อันเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์โดยการโฆษณา
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ จำเลยที่ 1 นายอภิสิทธิ์ จำเลยที่ 2 และนายองอาจ จำเลยที่ 4 ร่วมกระทำผิดกับนายสุเทพ จำเลยที่ 3 ด้วยหรือไม่นั้น ศาลเห็นว่าขณะจำเลยที่ 3 แถลงข่าวที่พรรคประชาธิปัตย์นั้น นายอภิสิทธิ์ จำเลยที่ 2 ในฐานะหัวหน้าพรรคไม่ได้นั่งแถลงข่าวด้วย ขณะที่นายองอาจจำเลยที่ 4 ในฐานะโฆษกพรรค นั่งอยู่ด้วย แต่ไม่ได้ร่วมแถลงข่าวแต่อย่างใด พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักไม่เพียงพอ นอกจากนี้โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นแน่ชัดว่า จำเลยทั้งสาม ดังกล่าวมีส่วนร่วมกระทำผิดอย่างไร
ศาลอุทธรณ์เห็นควรพิพากษาแก้เป็นว่า นายสุเทพ จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานหมิ่นประมาทฯ ตาม ม.328 ให้จำคุก 6 เดือนและปรับ 3 ,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา เห็นควรลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 4 เดือนและปรับ 2,000 บาท ขณะที่โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้มีกำหนด 1 ปี และให้จำเลยที่ 3 ประกาศคำพิพากษาลงในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ไทยรัฐและมติชน เป็นเวลา 3 วัน ในหน้า 1 หรือหน้า 3 โดยให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดด้วย
ส่วนจำเลยที่ 1,2และ4 ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ให้ยกฟ้อง



