
แกะรอยสายพันธุ์...ไวรัส'อีวี71'
แกะรอยสายพันธุ์...ไวรัส'อีวี71' : ทีมข่าวรายงานพิเศษ
หลังจาก "รพ.นพรัตนราชธานี" ยืนยันว่า พบเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 ในผลการตรวจของเด็กหญิงวัย 2 ขวบ ที่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ที่ผ่านมา หลายฝ่ายเริ่มถกเถียงกันว่า เชื้อตัวนี้คือเชื้อตัวเดียวกันกับที่ทำให้เด็กเขมรตายลึกลับไปกว่า 60 คนหรือไม่ ขณะที่องค์การอนามัยโลกก็ยังไม่ยืนยันว่า "เชื้อร้ายอีวี 71" หรือ เอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71) สายพันธุ์ใดที่ทำให้เด็กน้อยเสียชีวิตลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วันหลังเชื้อเข้าสู่ร่างกาย !?!
ทั้งนี้ เชื้อไวรัสอีวี 71 แยกย่อยได้หลายสายพันธุ์ (genogroup) แต่มี 3 สายพันธุ์ใหญ่ที่พบบ่อยคือ เอ, บี1-บี5 และซี1-ซี5 บางสำนักวิจัยก็บอกว่า มีสายพันธุ์ "ดี" (D) ด้วย ส่วนที่พบในเมืองไทยส่วนใหญ่เป็น บี5 แต่สายพันธุ์ที่ถูกเฝ้าระวัง เพราะเป็นไวรัสตัวร้ายก่อให้เกิดโรครุนแรง หรือเข้าไปทำลายระบบทางเดินหายใจทันที คือ บี3 ซี2 และ ซี4 ซึ่ง "ไวรัสอีวี 71 ซี4" นั้น ในปี 2554 พบเชื้อในผู้ป่วยเด็ก 3 ราย ในประเทศไทย ผู้ป่วย 2 รายอาการไม่รุนแรง มีเพียง 1 รายที่เสียชีวิต
อย่างไรก็ตาม การพบจำนวนเชื้อไวรัสอีวี 71 สายพันธุ์ร้ายแรงในเมืองไทยจำนวนน้อยนั้น ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัย เนื่องจากการตรวจหาสายพันธุ์ของไวรัสตัวนี้ทำได้ยาก และต้องใช้ห้องแล็บระดับใหญ่เท่านั้น โรงพยาบาลส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยส่งเชื้อมาตรวจสอบ
ดร.วัฒนา อู่วาณิชย์ โฆษกกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ อธิบายวิธีการตรวจหาสายพันธุ์ไวรัสให้ฟังว่า ต้องเริ่มจากแพทย์เจ้าของไข้ส่งตัวอย่างเชื้อจากคนไข้มาให้ จะทำได้ 2 วิธี คือ จากอุจจาระของผู้ป่วยหรือเนื้อเยื่อในลำคอ ส่วนใหญ่จะไม่แนะนำให้ส่งอุจจาระมา เพราะมีแบคทีเรียผสมอยู่มาก ตัวอย่างเชื้อที่ดีสุดคือ นำไม้สำลีเข้าไปป้ายคอของผู้ป่วยแล้วเอาเนื้อเยื่อที่ได้ส่งมา
เมื่อได้ตัวอย่างเชื้อมาแล้ว เจ้าหน้าที่ห้องแล็บจะนำมาตรวจวินิจฉัยโดยวิธี "พีซีอาร์" (Reverse transcription-polymerase chain reaction) หรือการสกัดพันธุกรรม หรืออาร์เอ็นเอของเชื้อไวรัสมาตรวจว่า เป็นเอนเทอโรไวรัส 71 หรือไม่ ขั้นตอนนี้ใช้เวลาเพียง 2 วัน
ส่วนการจะตรวจให้ลึกลงไปว่าเป็น ไวรัสอีวี 71 สายพันธุ์อะไรนั้น ต้องใช้วิธีการเพาะเซลล์เชื้อเพิ่มเติม ด้วยการนำตัวอย่างเชื้อที่ได้จากผู้ป่วยมาใส่ในนำเชื้อให้เซลล์ไวรัสเจริญเติบโตเต็มที่ อาจต้องใช้เวลามากกว่า 2 อาทิตย์ จากนั้นก็เอาน้ำเชื้อที่ได้มาทดสอบสายพันธุ์โดยจัดเรียงลำดับพันธุกรรม หรือ "ดีเอ็นเอซีเควนซ์" (DNA sequence) เมื่อพบแล้วก็ต้องนำไปตรวจสอบกับฐานข้อมูลขององค์การอนามัยโลก เพื่อให้คอมพิวเตอร์เปรียบเทียบให้แน่ชัดว่าตรงกับสายดีเอ็นเอของสายพันธุ์ตัวใด รวมแล้วอาจต้องใช้เวลาเกือบ 1 เดือน
"การตรวจดีเอ็นเอหาสายพันธุ์ไวรัสนั้น ไม่ใช่ว่าจะเจอทุกครั้ง เพราะบางครั้งเชื้อที่ได้จากผู้ป่วยอาจจะอ่อนไป เพาะเชื้อแล้วไม่เจริญเติบโต หลายคนสงสัยว่า เชื้อของเด็กหญิงเมืองไทยที่เสียชีวิตเป็นเชื้อไวรัสตัวเดียวกับกัมพูชาหรือไม่ วันนี้ยังตอบไม่ได้ เพราะทางกัมพูชาและองค์การอนามัยโลกยังไม่ได้ยืนยันว่าสายพันธุ์อะไรกันแน่ ไม่มีเอกสารวิชาการเผยแพร่ หรือไม่มีข้อมูลยืนยันว่า มีการกลายพันธุ์เป็นชื่อตัวใหม่แล้ว ข่าวที่ได้รับเป็นเพียงข้อมูลสื่อมวลชนนำเสนอเท่านั้น กรมวิทย์จะยืนยันได้ก็ต่อเมื่อตรวจสายดีเอ็นเอแล้วตรงกับฐานข้อมูลที่องค์การอนามัยโลกกำหนดชื่อไว้เท่านั้น หากยังไม่มีฐานข้อมูลตรงนี้ คงไม่มีคำตอบว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่หรือไม่ เพราะไม่มีอะไรให้เทียบเคียง" ดร.วัฒนา กล่าวอธิบาย
ด้าน นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินหายใจ หัวหน้าแผนกผู้ป่วยวิกฤติ (ไอซียู) รพ.วิชัยยุทธ ให้สัมภาษณ์ว่า การตรวจไวรัสอีวี 71 ว่าเป็นสายพันธุ์อะไร ไม่ว่าจะเป็น "บี5" หรือ "ซี4" นั้น ถือเป็นเรื่องไม่จำเป็น เพราะตรวจวิเคราะห์หาสายพันธุ์ก็เพื่อดูว่าเชื้อตัวไหนกำลังระบาดอยู่ในเมืองไทย ที่สำคัญคือ ไม่ว่าเชื้อตัวไหนก็ยังไม่มียารักษาหรือวัคซีนป้องกัน เด็กคนไหนติดเชื้ออีวี 71 ต้องรักษาตามอาการ ให้ยาลดไข้ หรือช่วยดูแลป้องกันระบบทางเดินหายใจของเด็กให้ดี อย่าประมาท หากเด็กมีอาการไข้สูงต้องรีบส่งโรงพยาบาลทันที
................
(หมายเหตุ : แกะรอยสายพันธุ์...ไวรัส'อีวี71' : ทีมข่าวรายงานพิเศษ)



