ข่าว

รัฐและสังคมไทยกับการแก้ปัญหาโรคมือเท้าปาก

รัฐและสังคมไทยกับการแก้ปัญหาโรคมือเท้าปาก

24 ก.ค. 2555

รัฐและสังคมไทยกับการแก้ปัญหาโรคมือเท้าปาก : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])

              ผมบอกตรงๆ นะครับว่าเขียนเรื่องนี้ไปก็งงไป เพราะคิดว่าเรื่องนี้เรื่องใหญ่มาก แต่ทำไมเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องที่เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขเสียเป็นส่วนมาก
 
              คำถามก็คือทำไมไม่มีแรงกดดันเรื่องนี้ไปถึงตัวนายกรัฐมนตรี ซึ่งแตกต่างจากเรื่องอื่นๆ
 
              มิพักต้องกล่าวถึงเรื่องสำคัญว่า โรคดังกล่าวได้ระบาดมาถึงใจกลางเมือง ในโรงเรียนของผู้มีอันจะกิน
 
              เรื่องนี้ผิดวิสัยมากๆ ว่าทำไม ประเด็นโรคระบาดโรคนี้ไม่ใช่เรื่องการเมือง แถมยังเต็มไปด้วยสีสันของเรื่องที่ถูกทำให้กลายเป็นเทคนิคและเจือด้วยอคติ อาทิ เรื่องนี้เกิดจากการติดต่อมาจากชายแดน และมาจากการติดต่อจากสัตว์
 
              ประเด็นที่ผมต้องการนำเสนอก็คือ ข่าวเรื่องการแก้ปัญหาโรคมือเท้าปาก ที่ระบาดอยู่นี้สะท้อนว่า การเมืองของบ้านเราเป็นเรื่องของ "ผู้ใหญ่"
 
              แตกต่างจากที่หลายบ้านเมืองนั้นการเมืองเป็นเรื่องของอนาคต และของคนรุ่นต่อไป
 
              ที่เขียนเช่นนี้ไม่ได้ต้องการโจมตีใคร แต่ต้องการชี้ว่า จินตภาพของการเมืองบ้านเรานั้นกลายเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับอำนาจของคนในวันนี้ แต่ไม่ได้มองไปที่อนาคตของลูกของหลานอย่างจริงจัง
 
              ประเด็นที่สองก็คือ ถ้าในทางหนึ่งแล้วหากลองเอาเรื่องมือเท้าปากมาเทียบกับเรื่องน้ำท่วม ก็น่าสนใจว่า โรคดังกล่าวนั้นไม่ได้กลายเป็นประเด็นการเมืองเอาเสียเลย กล่าวคือ ถ้าเป็นพวกที่ไม่เอาคุณยิ่งลักษณ์นั้น หากใช้มาตรฐานสมัยน้ำท่วมแล้ว ก็มีสองเรื่องที่สามารถนำมาโจมตีได้ หนึ่งคือ มองว่าคุณยิ่งลักษณ์เอาสถานการณ์ไม่อยู่ และสอง ก็รวมตัวกันเป็นอิสระจากรัฐในการแชร์ข้อมูลต่างๆ เพื่อชี้ให้เห็นว่ารัฐนั้นล้มเหลว เหมือนในยุคน้ำท่วมนั่นแหละครับ
 
              ประเด็นที่สาม เท่าที่ผมติดตามข่าวอยู่แต่ไม่ค่อยมีความรู้มากนัก ผมกลับรู้สึกว่า ในทางหนึ่งในการเผชิญหน้ากับโรคระบาดในครั้งนี้ เรื่องที่เป็นประเด็นในทางบวกก็คือ การที่องค์กรต่างๆ ต่างพยายามที่จะจัดการเรื่องนี้อย่างเอาจริงเอาจังในระดับหนึ่ง เช่นโรงเรียนตัดสินใจปิดและทำความสะอาด เมื่อพบมีผู้ติดเชื้อ
 
              สิ่งนี้เป็นประเด็นในด้านบวก ว่าองค์กรต่างๆ ที่ดูแลลูกหลานของเรานั้นมีความเข้มแข็ง และมีความไวต่อการตอบสนองในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่ยังหายไปอยู่ก็คือ ประชาชนจะตรวจสอบองค์กรเหล่านั้นได้อย่างไรว่าทำได้ดี มีประสิทธิภาพ
 
              ในแง่นี้ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธอำนาจรัฐ แต่ผมกลับมองไปที่ว่า เรื่องหลายๆ เรื่องควรจะเริ่มตั้งหลักกันได้ เช่นเราสามารถส่งเสริมให้มีองค์กรประชาชน/ผู้บริโภคต่าง ๆที่ทำงานร่วมกับองค์กรที่ดูแลลูกหลานของเรา เช่นสมาคมผู้ปกครอง อาจจะสามารถทำงานร่วมกับโรงเรียนในการร่วมกันป้องกันเรื่องโรคภัยไข้เจ็บเช่นนี้
 
              ซึ่งในสมัยก่อน เราอาจจะรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องยาก หากเราพูดถึงชุมชนต่างจังหวัด แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าเป็นชุมชนเมือง ชุมชนนคร เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ท้าทายเป็นอย่างยิ่ง และเป็นประเด็นเชิงบวกที่ทำให้เกิดโอกาสใหม่ๆ ในการทำงานร่วมกันได้
 
              และทำให้ประชาชนเห็นภาพของระบบสาธารณสุขในเมืองที่น่าสนใจ ว่าจะมีความเชื่อมโยงอย่างไรระหว่างชุมชนละแวกบ้าน ระหว่างโรงเรียน กับชุมชนระหว่างศูนย์สาธารณสุข โรงพยาบาลรัฐ และเอกชน
 
              ยิ่งในกรณีของ กทม.นั้นเรื่องนี้น่าสนใจมาก เพราะว่าตัวองค์กรปกครองท้องถิ่นเองก็ให้ความสนใจในการสร้างภาพลักษณ์เรื่องของเมืองสุขภาพ และการดูแลสุขภาพประชาชน ส่วนธุรกิจสุขภาพต่างๆ ก็เฟื่องฟูและมีภาพลักษณ์และความนิยมในระดับโลก
 
              ดังนั้นเราคงมาถึงประเด็นที่ท้าทายมากขึ้น ในแง่ของความร่วมมือและตรวจสอบกัน เรื่องพวกนี้คงไม่ใช่แค่งบประมาณ หรือการเลือกตั้ง แต่หมายถึงเรื่องราวที่ท้าทายพวกเราว่ากรุงเทพฯ และเมืองต่างๆ จะเป็นเมืองแห่งสุขภาพผ่านความร่วมมือของทุกฝ่ายได้อย่างไรครับ