ข่าว

'ไทย-กัมพูชา'ถอนทหาร รุกคืบ 'ก๊าซ-น้ำมัน' พื้นที่ทับซ้อน

'ไทย-กัมพูชา'ถอนทหาร รุกคืบ 'ก๊าซ-น้ำมัน' พื้นที่ทับซ้อน

23 ก.ค. 2555

'ไทย-กัมพูชา' ถอนทหาร 'เกม' ปรองดอง 'แม้ว-ฮุน เซน' รุกคืบ 'ก๊าซ-น้ำมัน' พื้นที่ทับซ้อน

แม้มองอย่างผิวเผิน ดูเหมือนการถอนทหารไทย-กัมพูชา ออกจากพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร จะไม่มีอะไรมากไปกว่าการทำตามคำสั่งชั่วคราวของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) เมื่อ 18 กรกฎาคม 2554

 แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้น ก็คือ รายงานข่าวของเวบไซต์ สำนักข่าวดึมอัมปึล และสำนักข่าวซีอีเอ็นของกัมพูชา รายงานว่า สมเด็จฮุน เซน นายกฯ กัมพูชา ได้พบหารือกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ไทย พร้อมด้วยรัฐมนตรีกลาโหมและผู้นำทหารของสองประเทศ ช่วงค่ำวันที่ 13 กรกฎาคม ที่โรงแรมสุขา ในเมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา

 ก่อนที่ ฮุน เซน จะออกมาเปิดเผยว่า ไทยและกัมพูชา เห็นชอบร่วมกันที่จะถอนทหารออกจากเขตปลอดทหาร (17.3 ตร.กม.) บริเวณปราสาทพระวิหาร ตามที่ศาลโลกมีคำสั่ง

 โดยกัมพูชาจะปรับกำลังทหารออกจำนวน 485 คน แล้วส่งตำรวจ 255 นาย ไปดูแลความเรียบร้อยในเขตปลอดทหาร ร่วมกับกำลังเจ้าหน้าที่รักษาปราสาทฯ อีกกว่า 200 คน
 
 ขณะเดียวกัน ฮุน เซน ยังเปิดเผยด้วยว่า รัฐบาลทั้งสองประเทศ เห็นชอบร่วมกันที่จะเปิดประตูปราสาทพระวิหาร ด้านประตูเหล็กข้ามห้วยตานี ให้นักท่องเที่ยวภายในประเทศและนานาชาติเข้าชมปราสาทพระวิหารได้อีกครั้ง พร้อมกันนั้น ก็ได้เชิญชวนนักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมปราสาทพระวิหารและจังหวัดของไทย

 ไม่เพียงเท่านั้น นายกฯ กัมพูชา เปิดเผยอีกว่า สองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันที่จะเปิดด่านช่องอานม้า อ.จอมกะสานต์ จ.พระวิหาร ติดกับพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ของไทย อย่างเป็นทางการด้วย

 ก่อนที่เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2555 ฝ่ายไทย นำโดย พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม จะเดินทางไปยังหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 23 (ฉก.กรมทพ.23) อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อทำพิธีการวางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) เข้าไปแทนทหาร ด้านกัมพูชา นำโดย พล.อ.เตีย บัน รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมของกัมพูชา ก็เดินทางไปทำพิธีปรับถอนกำลังทหารเช่นกัน

 ประเด็นที่น่าวิเคราะห์อย่างยิ่งก็คือ ท่าทีที่ชื่นมื่นระหว่างรัฐบาลฮุน เซน ของกัมพูชา กับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ในฐานะน้องสาวพ.ต.ท.ทักษิณ ที่เป็น 'เพื่อนรักฮุน เซน' ของไทย อาจทำให้เห็นถึงจุดเริ่มที่สำคัญหลายอย่างตามมา

 และไม่น่าจะแต่เฉพาะการถอนทหาร ผ่อนคลายสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดน เปิดด่านเพื่อการค้าร่วมกัน และเปิดประตูปราสาทพระวิหาร ด้านประตูเหล็กข้ามห้วยตานี ให้การท่องเที่ยวได้กลับมาคึกคักอีกครั้งหนึ่ง

 หากแต่สิ่งหนึ่งที่ ฮุน เซน คาดหวังกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่งก็เปรียบเสมือนรัฐบาลทักษิณ ก็คือ การกลับมาเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์ทางทะเล ทั้งก๊าซและน้ำมัน มูลค่ามหาศาลอีกครั้ง หลังจากปัญหาใหญ่ขึ้นอยู่กับการเมืองภายในของฝ่ายไทย จนทำให้การเจรจาตั้งแต่สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องล้มเลิกไป

 อย่าลืมว่า ทันทีที่พรรคเพื่อไทย ชนะเลือกตั้ง และได้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ขึ้นมาบริหารประเทศ คนที่ดีใจจนออกนอกหน้า ก็คือ ฮุน เซน นั่นเอง

 ที่สำคัญ มีข่าวมาตลอดว่า Steve Glick ประธานของกลุ่มบริษัท Chevron แห่งสหรัฐอเมริกา ผู้สำรวจหาแหล่งน้ำมันและก๊าซฯ รายใหญ่ที่สุด ที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาล ฮุน เซน เผยว่า พร้อมแล้วที่จะลงทุนขุดค้นน้ำมันและก๊าซฯ ในอ่าวไทย ขณะนี้รอเพียงไฟเขียวจากรัฐบาลฮุน เซน เท่านั้น

 ขณะเดียวกัน ฮุน เซน ก็ได้สั่งการให้การปิโตรเลียมแห่งชาติ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลกัมพูชา เร่งดำเนินการจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมาเพื่อร่วมทุนกับ Chevron Corp ในการขุดค้นน้ำมันและก๊าซฯ เป็นการเฉพาะแล้ว

 นอกจากนี้ ฮุน เซน ยังสั่งการให้รัฐวิสาหกิจปิโตรเลียมแห่งชาติ เร่งเซ็นสัญญากับกลุ่ม TOYO Engineering จากญี่ปุ่น เพื่อให้ดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ของการก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันแห่งแรกในกัมพูชา ด้วยหวังว่าจะเป็นเงื่อนไขที่ทำให้กลุ่ม TOYO ตัดสินใจลงทุนในด้านดังกล่าวนี้ในกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง

 ยิ่งกว่านั้น ฮุน เซน ยังให้คำมั่นสัญญากับกลุ่มทุนเหล่านั้นว่า รัฐบาลจะเร่งทำการร่างกฎหมายน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพื่อให้สภาแห่งชาติให้การรับรองและประกาศบังคับใช้ในเร็วๆ นี้

 รวมถึง กรณีธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) วิเคราะห์ว่า น้ำมันและก๊าซฯ ในเขตทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา มีน้ำมันสำรองที่มากถึง 2,000 ล้านบาร์เรล และมีก๊าซฯ อีกกว่า 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต

 หรือคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกันมากกว่า 5 ล้านล้านบาท ซึ่งถ้าหากขุดขึ้นมาใช้ได้ ก็จะทำให้รัฐบาลฮุน เซน มีรายรับมากกว่า 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี 

 ดังนั้น ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองที่ฝ่ายไทยมีสัมพันธ์อันดีกับฮุน เซน และรัฐบาลกัมพูชา อาจนำมาสู่การ 'ปลดล็อก' ปัญหาขัดแย้งของทั้งสองประเทศ โดยไม่ต้องพึ่งศาลโลก หรืออาจถึงกับถอนคดีจากศาลโลก ก็ไม่แน่เหมือนกัน?

 เพราะถ้ามองในมุมที่ขึ้นอยู่กับความพอใจของกัมพูชา เป็นคนยื่นเรื่องต่อศาลโลกเอง ก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน เพียงแต่ขอให้ฮุน เซน มีคำอธิบายกับประชาชนกัมพูชาเท่านั้น

 แน่นอน, คำอธิบายนั้น อาจหมายถึงผลประโยชน์มหาศาลที่กัมพูชาจะได้จากก๊าชและน้ำมันในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลนั่นเอง

 ถ้าจะว่าไปแล้ว รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็เคยมีความคิดที่จะมีส่วนแบ่งในผลประโยชน์นี้อยู่เหมือนกัน เห็นได้จากเวบไซต์ เคไอ มีเดีย บล็อกสื่อกัมพูชา รายงานจากคำกล่าวของ พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงานของไทย

 ขณะร่วมประชุม รมต.พลังงานอาเซียน ครั้งที่ 29 ระหว่างวันที่ 17-21 กันยายน 2554 ที่ ประเทศบรูไน ซึ่ง รมว.พลังงานของไทยกล่าวว่า ได้มีการหารือแบบทวิภาคีกับ รมว.พลังงานกัมพูชา เรื่องการใช้ประโยชน์พื้นที่ซับซ้อนปิโตรเลียมทางทะเลไทยและกัมพูชา โดยทั้งสองประเทศต้องการให้มีการพัฒนา นำปิโตรเลียมขึ้นมาใช้ให้เร็วที่สุด เพราะจะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย เนื่องจากต้องใช้เวลา 8-10 ปี กว่าจะนำปิโตรเลียมขึ้นมาใช้ได้ โดยจะให้กระทรวงต่างประเทศ เป็นผู้เริ่มเจรจา

 เบื้องต้น อาจจะดำเนินการในลักษณะเดียวกันกับพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย หรือ เจดีเอ เชื่อว่าศักยภาพปริมาณก๊าซในแหล่งดังกล่าวมีมาก รองรับการใช้ได้อีก 30-40 ปี และคุ้มค่ากับประเทศไทย เพราะมีโรงแยกก๊าซฯ 6 โรง และธุรกิจปิโตรเคมีจำนวนมาก จำเป็นต้องใช้ก๊าซอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ รมว.พลังงานไทย กล่าวอีกว่า ไม่ได้หมายความว่า เราจะเจาะน้ำมันเป็นจำนวนมากขึ้นมาใช้ แต่เราจะต้องมีการเจรจาและต่อรอง

 นี่เอง ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า คงไม่ใช่ รมว.พลังงาน ภายใต้รัฐบาล 'นอมินี (ตัวแทน)' ของพ.ต.ท.ทักษิณ จะคิดเองเออเองได้

 เมื่อเป็นเช่นนี้ 'เกม' รุกของฮุน เซน จึงมีความหมายมากกว่าความต้องการคลี่คลายสถานการณ์ด้านปราสาทพระวิหารเท่านั้น หากแต่จังหวะก้าวที่รุกคืบ เพื่อต่อรองผลประโยชน์บนพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลที่ลงตัว ก็อาจเป็นอีกก้าวหนึ่งตามมา

 พร้อมกับ 'เกม' ใหม่ ที่อาจถึงขั้น เปลี่ยนสมรภูมิรบ เป็นสมรภูมิแห่งการพัฒนาร่วมกัน ก็เป็นได้ อย่ามองข้ามก็แล้วกัน!?