ข่าว

'ธีรเดช'ทำใจสุดแต่คำพิพากษาคดีขึ้นเงินเดือน

'ธีรเดช'ทำใจสุดแต่คำพิพากษาคดีขึ้นเงินเดือน

23 ก.ค. 2555

'ปธ.วุฒิสภา' ไม่กังวล ศาลนัดฟังคำพิพากษา 25 ก.ค.นี้ คดีขึ้นเงินเดือนตัวเอง ทำใจ 'สุดแต่คำพิพากษา' หากผิด ถึงขั้นหลุดตำแหน่งทางการเมือง พร้อมแนะนักการเมืองทำตามเสียงประชาชน เรื่องแก้รธน. ชื่นชมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก ของภูฏาณ ฟังเสียงประชาชน ยกร่างโ

          23 ก.ค. 55 พล.อ.ธีรเดช  มีเพียร ประธานวุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีที่มีผู้ยื่นฟ้อง กรณีขึ้นเงินเดือนตนเอง ในวันที่ 25 ก.ค. นี้ว่า ตนจะเดินทางไปรับฟังคำพิพากษาด้วยตนเอง ส่วนตัวไม่มีความกังวลใดๆ เพราะประเด็นการพิจารณาคดีดังกล่าวเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม และเป็นไปตามกระบวนการปกติ

           เมื่อถามว่า  หากถือว่าเป็นความผิด จะได้รับโทษถึงขั้นหลุดออกจากตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่  ประธานวุฒิสภา   กล่าวเพียงสั้นๆว่า “สุดแต่คำพิพากษา”

           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  พล.อ.ธีรเดช ในสมัยดำรงตำแหน่งประธานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ฐานความผิดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่  หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบหรือโดยทุจริต  และเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่  โดยมิชอบหรือโดยทุจริต  ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86

 

ปธ.วุฒิสภา แนะนักการเมืองทำตามเสียงประชาชน เรื่องแก้รธน.

            พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ประธานวุฒิสภา ตอบคำถามผู้สื่อข่าว ต่อกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ว่า ส่วนตัวไม่ทราบ แต่การเมืองในประเทศไทยมีข้อดี คือ สามารถแสดงความเห็นที่หลากหลายและความเห็นดังกล่าวได้รับการรับฟัง ส่วนตัวเชื่อว่าท้ายสุดแล้วจะเคารพเสียงส่วนใหญ่ ทั้งนี้หากได้ติดตามข่าวจากการทำแบบสอบถามประชาชน (โพลล์) รอบสัปดาห์ที่ผ่านมาเห็นว่า ประเด็นเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ โพลล์ของหลายสำนักออกมาสอดคล้องและตรงกัน ซึ่งเป็นสิ่งชี้วัดได้ว่าคนส่วนมากต้องการอะไร ซึ่งตนเชื่อว่าในที่สุดแล้วการตัดสินใจเรื่องใด ต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ คือ เสียงของประชาชน 

            พล.อ.ธีรเดช กล่าวต่อว่า ตนไม่คิดว่านักการเมืองที่มีความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่ฟังเสียงของประชาชน เพราะนักการเมืองคือคนที่มีความคิดรักประเทศชาติ เหมือนประชาชนทุกคน ดังนั้นหากอยากให้บ้านเมืองเดินหน้าไปด้วยความเรียบร้อย สงบสุข การรับฟังเสียงคนเส่วนมากเป็นปัจจัยที่สำคัญ ที่จะนำไปสู่ความสงบเรียบร้อยได้
       
            "สำหรับการเดินทางไปราชการที่ประเทศภูฏานเมื่อสัปดาห์ก่อน ได้มีโอกาสพบปะนักการเมืองของประเทศ เช่น นายกฯ, ประธานศาลฎีกา, ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานที่ปรึกษา ซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากับวุฒิสภา โดยได้มีการแลกเปลี่ยนความเห็นในทางการเมืองหลายประเด็น โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญของประเทศภูฏาน ซึ่งเป็นฉบับแรกและประกาศใช้ กว่า 4 ปี โดยประธานศาลฎีกา ในฐานะประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ เล่าว่า เดิมประชาชนไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลงจากการปกครองสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไปเป็นการปกครองที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ  แต่ทางองค์พระมหากษัตริย์ได้เสด็จชี้แจงให้กับประชาชนรับฟังด้วยพระองค์เอง โดยขอให้ตัวแทน จากบ้านละ1คนมารับฟัง หลังจากรับฟังคำชี้แจง ชาวบ้านเห็นด้วย จึงเกิดการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้น โดยเป็นการศึกษารัฐธรรมนูญจากหลายประเทศ ทั้งข้อดี ข้อเสีย รวมถึงการรับฟังแนวคิดของนักปรัชญาระดับโลก และเมื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ ได้นำไปให้ประชาชนในประเทศลงประชามติอีกครั้ง อย่างไรก็ตามจากการมีรัฐธรรมนูญในประเทศภูฎาน เป็นเวลา 4 ปีแล้วนั้น พบว่ารัฐธรรมนูญบังคับใช้ด้วยความเรียบร้อย" ประธานวุฒิสภา กล่าว