
สั่งจำคุก3ปีหนุ่มวางแผนเรียกค่าไถ่ลูกตัวเอง
พิพากษาจำคุก 3 ปี หนุ่มก่อสร้าง เรียกค่าไถ่ลูกตัวเอง วางแผน พาลูกสาว จากบ้านอดีตภรรยา ก่อนเข้าแจ้งความเท็จพนักงานสอบสวน แล้วโทรศัพท์บอกอดีตภรรยา มีคนลักตัวลูกเรียกค่าไถ่ 1 แสน แต่ ปดส. พบพิรุธจับตัวพ่อได้ก่อน ขณะเจ้าตัวรับสารภาพข้อหาแจ้งความเท็จ ศาลปร
(20พ.ค.) ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อเวลา 10.30 น. ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.3408/2551 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายไส สีถิ่นวัน อายุ 53 ปี อาชีพ รับจ้างก่อสร้าง อยู่บ้านเลขที่ 42 ม.13 ต.แก่งเค็ง อ.กุดข้าวปุ้น จ.อุบลราชธานี เป็นจำเลย ในความผิดฐาน เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่เอาตัวเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีไป กรรโชกทรัพย์ และแจ้งความเท็จ
คดีโจทก์ฟ้องและนำสืบว่า ระหว่างวันที่ 27 มิ.ย. - 5 ก.ค. 51 ต่อเนื่องกัน จำเลยได้เอาตัว ด.ญ.จุฬาภรณ์ สีถิ่นวัน อายุ 3 ปีเศษขณะเกิดเหตุ ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยกับ นางจงรักษ์ บำเพ็ญ อดีตภรรยา ไปจากความปกครองของ นางจงรักษ์ ผู้เสียหายที่ 1 โดยจำเลยได้โทรศัพท์เรียกค่าไถ่จาก นางจงรักษ์ จำนวน 100,000 บาท และขู่จะทำอันตรายชีวิตร่างกาย ด.ญ.จุฬาภรณ์ นอกจากนี้จำเลย ยังได้แจ้งความเท็จต่อ พ.ต.ท.สมชาย โพธิ์สุวรรณ พนักงานสอบสวน ผู้เสียหายที่ 2 ว่า ด.ญ.จุฬาภรณ์ ถูก นางติ๋ม ไม่ทราบนามสกุล จับไปเรียกค่าไถ่ ซึ่งเป็นความเท็จทั้งสิ้น โดยความจริงแล้ว จำเลยเป็นผู้นำตัวปเพื่อเรียกค่าไถ่เอง เหตุเกิดที่แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 , 313 และ 337 โดยจำเลยรับสารภาพข้อหาแจ้งความเท็จ
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์ - จำเลย นำสืบ แล้วเห็นว่า ในความผิดฐานแจ้งความเท็จ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลจึงสามารถลงโทษได้โดยไม่ต้องสืบพยาน คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานกรรโชกทรัพย์หรือไม่ โจทก์มี นางจงรักษ์ มารดา ด.ญ.จุฬาภรณ์ ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า หลังหย่าร้างกับจำเลย ได้รับบุตรสาวมาเลี้ยงดูด้วยตัวเอง จนเมื่อจำเลยเดินทางมาเยี่ยมบุตรสาวที่บ้านของผู้เสียหายที่ 1 จ.อุบลราชธานี แล้วได้ขอนำตัวบุตรสาวไปกับจำเลย จากนั้นผู้เสียหายที่ 1 ได้รับโทรศัพท์จากจำเลยว่า นางติ๋ม นำตัวบุตรสาวไปเรียกค่าไถ่ จำนวน 100,000 บาท ด้วยความเป็นห่วงลูกผู้เสียหายที่ 1 จึงพยายามรวบรวมเงินได้มา 5,000 บาท แต่ยังไม่ทันได้จ่ายค่าไถ่ ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมจำเลยเสียก่อน โดยพบพิรุธ จากการที่จำเลย เข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดต่อเด็ก เยาวชนและสตรี (ปดส.) ซึ่งเจ้าหน้าที่สืบสวนพบว่าบุตรสาวได้อยู่กับจำเลย และจำเลยเป็นผู้สร้างสถานการณ์ขึ้นมา เรียกค่าไถ่เอง
โดย จำเลย เบิกความต่อสู้คดี ว่า ในการหย่ากับภรรยา มีข้อตกตงด้วยวาจาว่า หากใครเป็นผู้เลี้ยงบุตรสาว จะต้องรับภาระชำระหนี้สินที่มีอยู่ในระหว่างใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน แต่นางจงรักษ์ อดีตภรรยาเมื่อได้ลูกไปเลี้ยง ก็กลับไม่ชำระหนี้สิน เมื่อนางจงรักษ์ ไม่ทำตามข้อตกลงจึงอยากนำบุตรสาวมาเลี้ยงดูเอง
ศาลเห็นว่า ในชั้นนำสืบโจทก์มี นางจงรักษ์ มารดา ด.ญ.จุฬาภรณ์ ผู้เสียหายที่ 1 และพนักงานสอบสวน เบิกความเป็นลำดับขั้นตอน ตั้งแต่ต้น จึงยากที่จะปั้นแต่งเรื่องขึ้นมาให้จำเลยได้รับโทษ ประกอบกับจำเลยให้การรับสารภาพ ในความผิดฐานแจ้งความเท็จแล้ว จึงเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องโจทก์
พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานแจ้งความเท็จ และกรรโชกทรัพย์ ตามมาตรา 173 , 337 (1) วรรค 2 ให้จำคุกเป็นเวลา 3 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา เห็นควรลดโทษให้หนึ่งในสาม จึงให้จำคุกจำเลยเป็นเวลา 2 ปี และมีคำสั่งให้ริบโทรศัพท์มือถือของกลาง
ส่วนข้อหากระทำการให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ศาลพิพากษายกฟ้อง เห็นว่า เนื่องจากหลังการหย่าขาดกับ ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นอดีตภรรยาแล้ว ศาลมีคำสั่งให้บุตรสาวอยู่ในความปกครองของจำเลย ซึ่งเป็นบิดา แม้ภายหลังจำเลย และผู้เสียหายที่ 1 จะมีข้อตกลงด้วยวาจาต่อกันว่าให้บุตรสาวไปอยู่กับผู้เสียหายที่ 1 ก็ตาม แต่ศาลก็ไม่ได้มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงอำนาจปกครองบุตรจากจำเลย ดังนั้นการที่จำเลยพาตัวบุตรสาวไปจากผู้เสียหายที่ 1 จึงไม่เป็นการลักพาตัวไปเพื่อเรียกค่าไถ่



