
แผนลงทุน2.2ล้านล.ไม่ซุกหนี้เน้นจำเป็น
สัมภาษณ์พิเศษ : วาดแผนลงทุน 2.2 ล้านล้าน 'โต้ง' ลั่นไม่ซุกหนี้-เน้นโครงสร้างจำเป็น : โดย ... ณัฐฎ์ชิตา เกิดแดง
หลังจากรัฐบาลได้จัดทำแผนลงทุนยุทธศาสตร์ด้านการบริหารจัดการน้ำตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท และอยู่ระหว่างคัดเลือกเอกชนเข้ามาดำเนินโครงการในระยะ 2 ปี คือปี 2555-2556 นั้น นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาระบุถึงแผนยุทธศาสตร์ฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ ที่จะใช้เงินลงทุนอีกกว่า 2.27 ล้านล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 7 ปี ซึ่งก็มีทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงคัดค้าน โดยเฉพาะมีการมองว่าเป็นการเลี่ยงไปใช้เงินนอกงบประมาณ ทำให้ยากต่อการตรวจสอบและเป็นการเพิ่มภาระหนี้สาธารณะของประเทศ
หนี้สาธารณะต่ำกู้เพิ่มไม่มีปัญหา
"กิตติรัตน์" เปิดใจชี้แจงถึงแนวคิดในการผลักดันร่าง พ.ร.บ.กู้เงินเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว ว่าเป็นที่ยอมรับกันพอสมควรว่าปัจจุบันประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอ และควรจะมองอนาคตใน 10-20 ปีข้างหน้าด้วย หากจะให้ประเทศเติบโตก็ต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบคมนาคมขนส่ง การเชื่อมโยงด้านโลจิสติกส์ ประกอบกับรัฐบาลมองว่าไทยเรามีความพร้อมในการลงทุน จะเห็นได้ว่าระดับหนี้สาธารณะขณะนี้แม้จะรวมเงินกู้ในการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ 3.5 แสนล้านบาทและการกู้ชดเชยแล้ว การขาดดุลงบประมาณก็ยังอยู่ในระดับต่ำ และงบประมาณก็จะสมดุลใน 4-5 ปีข้างหน้า
สำหรับตัวเลขหนี้สาธารณะปัจจุบันอยู่ที่ 4.6 ล้านล้านบาท รวมกับการกู้ลงทุนบริหารจัดการน้ำอีก 3.5 แสนล้านบาท และรวมกับการขาดดุลงบประมาณอีก 5-6 แสนล้านบาทหลังจากนี้ ก็จะมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นมาอย่างมาก 6 ล้านล้านบาท หักหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินประมาณ 1 ล้านล้านบาท ที่โอนภาระไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะเหลือหนี้สาธารณะเพียง 5 ล้านล้านบาท คิดเป็น 42% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ที่อยู่ในระดับ 12 ล้านล้านบาท
ดังนั้น หากจะกู้เงินเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานก็อยู่ในวิสัยที่สามารถทำได้ ซึ่งวงเงิน 2.27 ล้านล้านบาทนั้น เป็นเพดานสูงสุดที่ประเมินไว้โดยนายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) แต่ในการลงทุนจริงคงไม่ได้กู้ทั้งวงเงิน เพราะบางส่วนจะอยู่ในงบประมาณประจำปี บางโครงการให้เอกชนเข้ามาดำเนินการและบางโครงการใช้รูปแบบการร่วมทุนกับเอกชน (พีพีพี) จึงเชื่อว่ายอดการกู้เงินจะอยู่ในช่วง 1.6 ล้านล้านบาท แต่ไม่เกิน 2 ล้านล้านบาท ดำเนินการภายใต้กรอบระยะเวลา 7 ปี กระจายไปปีละ 3 แสนล้านบาทก็ไม่น่าจะมากเกินไปและทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มมาเป็นเพียง 45-46% ของจีดีพีเท่านั้น
เฟ้นโครงการจำเป็น-ไม่หมกเม็ด
"กิตติรัตน์" ยอมรับว่า ก่อนหน้านี้รัฐบาลคงจะถูกตั้งคำถามเสมอว่าทำไมไม่ลงทุนในโครงการที่จำเป็นด้านต่างๆ ทั้งๆ ที่บางโครงการศึกษาไว้พร้อมแล้ว คำตอบคือ งบไม่พอ โดยที่ผ่านมาการตั้งงบประมาณจะตั้งให้เฉพาะในปีแรกๆ และจัดเป็นงบผูกพัน เช่น โครงการ 3 หมื่นล้านบาท ในปีแรกตั้งไว้แค่งบเพื่อการศึกษาความเป็นไปได้กว่าจะลงทุนจริงใช้เวลา 3-4 ปี อีกทั้งการเสนอของบในบางโครงการก็ไม่โปร่งใส ไม่มีความชัดเจนว่าใช้เงินลงทุนเท่าไหร่ บางโครงการพ่วงไปกับรายจ่ายประจำ ซึ่งไม่ใช้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจริง
“ผมมองว่าการของบลงทุนที่ผ่านมาไม่โปร่งใส ไม่ได้แสดงตัวเลขที่ชัดเจน มีหลายโครงการผูกพันงบไว้จำนวนหนึ่ง พอเวลาผ่านไป ก็กลับไม่ได้รับการจัดสรรงบ เพราะไม่คิดว่าค่าใช้จ่ายในการลงทุนจะเพิ่มขึ้น ทำให้โครงการเดินไปได้หน่อยก็สะดุด หรือบางโครงการต้องมีการเวนคืนที่ดินพอไม่ได้งบก็เวนคืนก็จบ ต้องรอไปอีกเป็นปี”
รองนายกฯ กล่าวว่า หากจะทำให้มีความชัดเจนควรกำหนดมาเลย 10-20 โครงการ จะลงทุนด้านใดบ้าง โครงสร้างพื้นฐานก็ไม่พ้นด้านคมนาคมขนส่ง แต่ไม่ใช่ตีความแบบศรีธนญชัยว่าเข้าข่ายเป็นโครงสร้างพื้นฐานจำเป็นด้วย เช่น การสร้างโรงพยาบาล แม้จะจำเป็นแต่ในแผนการลงทุนที่รัฐบาลจะทำครั้งนี้ถือว่าไม่เข้าคำนิยาม ซึ่งหากมีการกำหนดโครงการชัดเจนก็จะต้องไม่มีการสอดแทรกโครงการอื่นๆ เข้ามาภายหลัง แต่อาจจะปรับปรุงการลงทุนให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ได้ เช่น การขยายไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านแม้จะจำเป็นต้องสร้างถนนเพิ่มเชื่อมโยงเส้นทาง แต่การสร้างด่านศุลกากรที่ช่วยให้ระบบคมนาคมสะดวกขึ้นก็ถือว่าเข้าข่าย
“รัฐบาลมีความพยายามจะรวมโครงการอื่นๆ เข้ามา นอกเหนือจากความจำเป็นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และไม่ได้ตั้งใจซุกไว้นอกงบประมาณ เพราะถ้าจะซุกตั้งเป็นงบผูกพันไม่ดีกว่าหรือ” นายกิตติรัตน์กล่าว
ขีดเส้น 6 เดือนได้ข้อสรุป
ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคม เจ้าของโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม รวมถึงกระทรวงพลังงาน และหน่วยงานอื่นๆ เร่งวิเคราะห์โครงการที่เห็นว่ามีความเหมาะสมและมีความเป็นไปได้ที่จะเดินหน้าได้เร็ว เสนอมาให้กระทรวงการคลังพิจารณาถึงความเหมาะสมของวงเงินและการจัดหาแหล่งเงิน ก่อนจะสรุปจำนวนโครงการและวงเงินที่ชัดเจนในร่างพ.ร.บ.กู้เงิน คาดว่าส่วนนี้จะใช้เวลาประมาณ 6 เดือนจะได้เห็นความชัดเจน
สำหรับโครงการลงทุนที่เห็นว่ามีความจำเป็นต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศนั้น น่าจะเป็นโครงการเดิมเป็นส่วนใหญ่ เช่น โครงการรถไฟทางคู่ โครงการรถไฟควาเร็วสูง โครงการท่าเรือ โครงการขยายสนามบินสุวรรณภูมิ ส่วนโครงการใหม่ เช่น การลงทุนสร้างถนนเชื่อมเส้นทางทวายและพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี เพิ่มเข้ามาในแผนควบคู่กับเส้นทางรถไฟด้วย หรือโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์เชื่อมสนามบินสุวรรณภูมิกับสนามบินดอนเมือง เพราะรัฐบาลประกาศชัดเจนแล้วจะใช้ดอนเมืองเป็นสนามบินนานาชาติแห่งที่ 2 นอกจากนี้ อาจมีโครงการใหม่ลงทุนสนามบินแห่งชาติแห่งที่ 3 ตามมา ทั้งที่สัตหีบ หรือ ระยอง หรือ ตราด แต่ต้องศึกษาความเป็นไปได้และความคุ้มค่าก่อน
“รัฐบาลยืนยันจะไม่ลงทุนโครงการใดๆ เพราะเห็นว่าโก้หรู หรือเพราะมีงบจะทำ แต่ต้องเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศจริง ซึ่งโครงการส่วนใหญ่ที่จะอยู่ในแผนกู้เงินน่าจะมาจากโครงการเดิม แม้ว่าจะริเริ่มโดยรัฐบาลก่อน แต่ไม่ได้มีการผูกพันไว้ หากจะเริ่มต้นใหม่ก็ถือว่าเกิดในรัฐบาลนี้ ยกเว้นรัฐบาลเห็นว่าไม่คุ้มค่าหรือไม่พร้อมก็จะศึกษาใหม่”
สำหรับโครงการเบื้องต้นในการกรอบการลงทุน 2.27 ล้านล้านบาทนั้น จะครอบคลุมทั้งการลงทุนด้าน พลังงาน สื่อสาร สาธารณูปโภคและการคมนาคมขนส่ง โดยสาขาขนส่งทางบกน่าจะใช้เงินมากสุด 1.46 ล้านล้านบาท ส่วนสาขาขนส่งทางน้ำและอากาศใช้วงเงินประมาณ 1.48 แสนล้านบาท สาขาพลังงาน 4.99 แสนล้านบาท สาขาสื่อสาร 3.5 หมื่นล้านบาทและสาขาสาธารณูปการอีก 1.17 แสนล้านบาท
เมินกู้นอก-เน้นใช้เงินในประเทศ
นายกิตติรัตน์ยังชี้แจงถึงแหล่งเงินจำนวนมหาศาล 2 ล้านล้านบาท ว่ารัฐบาลไม่ต้องการกู้เงินจากต่างประเทศ โดยจะใช้แหล่งเงินในประเทศเป็นหลัก เพราะสภาพคล่องส่วนเกินในประเทศมีกว่า 3 ล้านล้านบาท ส่วนที่มองว่ามีบางโครงการต้องซื้อสินค้าจากต่างประเทศก็ควรกู้เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศนั้น ถือเป็นการยึดติดกับแนวคิดเดิมๆ เพราะขณะนี้ไทยมีทุนสำรองทางการถึง 1.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ การจะกู้เงินต่างประเทศเข้ามาเพิ่มจึงไม่น่าจะเหมาะสม และกลายเป็นภาระมากกว่าเกิดผลดี
"หากย้อนไป 12 ปีก่อน อาจมีแนวคิดว่าโครงการไหนจะซื้อสินค้าจากต่างประเทศก็ควรกู้จากประเทศให้สอดคล้องกัน แต่ตอนนี้สภาพคล่องในประเทศมีมากพอ หากเลี่ยงได้ก็ไม่ควรกู้เงินจากภายนอก ยกเว้นจะกู้เพื่อรองรับโครงการที่มีรายได้เป็นดอลลาร์ในอนาคต เช่น บริการของท่าเรือน้ำลึก หรือการจัดซื้อเครื่องบิน ซึ่งองค์กรนั้นๆ มีรายรับเป็นเงินดอลลาร์อยู่แล้ว”
นอกจากนี้ อาจมีความจำเป็นต้องกู้จากองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อรักษาสถานะของประเทศไทยในเวทีโลก เช่น การกู้จากธนาคารโลก หรือธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) หรือระดมเงินจากตลาดพันธบัตรต่างประเทศ เพื่อทำให้รู้ว่าดอกเบี้ยที่ไทยได้รับอยู่ในระดับใด ซึ่งจะสะท้อนมาจากการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทจัดเครดิตเรตติ้ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้หากใน
อนาคตสภาพคล่องในประเทศลดลงไป
ส่วนการพิจารณาว่าโครงการใดเหมาะสมกับแหล่งเงินใดนั้น สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) จะกลั่นกรองเบื้องต้นก่อนเสนอให้ตนตัดสินใจเพื่อนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จากนั้นรัฐบาลจะดูว่าโครงการน่าสนใจหรือไม่ มีเงินจากแห่งใด กระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ซึ่งส่วนนี้จะมีคณะกรรมการอีไอเอมาพิจารณาตรวจสอบ เมื่อผ่านแล้วสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะพิจารณาความคุ้มค่าของโครงการ เพราะส่วนใหญ่จะมีวงเงินลงทุนเกินกว่า 1,000 ล้านบาท
“ตามลำดับขั้นตอนคือ หน่วยงานนั้นวิเคราะห์โครงการในเบื้องต้นแล้วส่งให้คลังจัดสรรวงเงิน ถ้าพร้อมก็นำเข้าครม.และสภาแม้จะได้รับการอนุมัติแผนการลงทุน แต่หากไม่ผ่านอีไอเอ ก็ไม่ทำ รวมถึงไม่ผ่านการพิจารณาของสภาพัฒน์ก็ไม่ทำเช่นกัน” นายกิตติรัตน์กล่าว พร้อมยกตัวอย่างของโครงการที่ผ่านทุกอย่างแล้วและกำลังจะเดินหน้า เช่น โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง หากในอนาคตมีการเปลี่ยนแปลง เป็นต้นว่า เอกชนไม่สนใจลงทุน รัฐก็จะลงทุนเองทั้งหมด แต่หากมีเอกชนสนใจร่วมทุนในเงื่อนไขที่ดีก็จะเปิดกว้างให้เอกชนเข้ามาร่วม ซึ่งจะตัดสินใจในขั้นสุดท้ายก่อนจะเดินหน้าโครงการ
"เชื่อมั่นว่ามีโอกาสสูงที่เห็นทุกโครงการจะเริ่มไปพร้อมๆ กัน ทั้งการขยายสนามบิน รถไฟรางคู่เส้นโคราช-ฉะเชิงเทรา ที่เชื่อมท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งใจจริงผมอยากเห็นโครงการเดินหน้าในปีนี้ด้วยซ้ำ หรืออย่างน้อยในไตรมาสแรกของปีหน้า ผมไม่อยากเห็นปัญหาเดิมๆ ว่างานไม่เดินเพราะหน่วยงานเจ้าของโครงการไม่ให้ความร่วมมือ หรือหน่วยงานโทษว่าไม่ได้รับจัดสรรงบ เป็นการโยนปัญหากันไปมา โดยที่ผ่านมารัฐบาลพยายามแก้ปัญหาในแต่ละจุดไปทีละเปลาะ หากต่อไปเปลาะไหนไม่เดิน ก็ชัดเจนว่าเป็นความผิดของเปลาะนั้น" ขุนคลังกล่าวทิ้งท้าย
--------------------
(สัมภาษณ์พิเศษ : วาดแผนลงทุน 2.2 ล้านล้าน 'โต้ง' ลั่นไม่ซุกหนี้-เน้นโครงสร้างจำเป็น : โดย ... ณัฐฎ์ชิตา เกิดแดง)



