
ที่นี่บัวแก้ว:คนดีในสายตาประชาคมโลก
คอลัมน์ ที่นี่บัวแก้ว : คนดีในสายตาประชาคมโลก : โดย ... นันทิดา พวงทอง
1 ปีเต็มที่ไทยเจรจาตกลงร่วมกับกัมพูชาได้ และนำไปสู่การปรับกำลังทหารออกจากพื้นที่ปลอดทหารชั่วคราวที่ครอบคลุมพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ในบริเวณพื้นที่ใกล้ปราสาทพระวิหาร เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ตามมติศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก
บรรยากาศการปรับกำลังทหารในฝั่งไทย ที่จัดขึ้นที่หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 23 อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เป็นไปอย่างเรียบง่าย มีพล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมคณะนายทหารระดับสูง ร่วมพิธีวางกำลังตำรวจตระเวนชายแดนบริเวณพื้นที่เขาพระวิหาร เพื่อทดแทนกำลังของทหารเดิม
แตกต่างจากพิธีปรับกำลังทหารในฝั่งกัมพูชา ที่มีขึ้นในบัญชาการสันติภาพ มีตัวแทนรัฐบาล สมาชิกสภา ทูตทหารในกลุ่มมิตรประเทศของกัมพูชา รวมถึงสำนักข่าวทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมทำข่าวอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมกันนั้นกัมพูชายังจัดพิธีเฉลิมฉลองครบรอบ 4 ปี การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารในบัญชีมรดกโลก มีการแสดงดนตรีฟ้อนรำอย่างอลังการ
แน่นอนว่า ภาพที่ออกมาย่อมเป็นการเรียกขวัญกำลังใจให้แก่ชาวกัมพูชาในพื้นที่ และตอกย้ำความรู้สึกร่วมในการเป็นเจ้าของปราสาทพระวิหารของคนกัมพูชา แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้การช่วงชิงโอกาสสร้างกระแสของฝ่ายกัมพูชาเช่นนี้ ย่อมหวังเรียกเสียงสนับสนุนให้แก่สมเด็จฮุน เซน ผู้นำกัมพูชา ในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปลายปีหน้า
หากแต่เรื่องการปรับกำลังทหารในมุมมองไทยนั้น เป็นการแสดงออก ในฐานะที่ไทยเป็นสมาชิกสหประชาชาติ ย่อมจะปฏิบัติตามคำสั่งศาลโลกด้วยดี และส่งผลดีต่อทัศนะของศาลโลก และประชาคมระหว่างประเทศต่อไทย แต่กลับจะเป็นการสร้างความเห็นอกเห็นใจจากต่างชาติ ต่อไทยกรณีข้อพิพาทพื้นที่ชายแดนใกล้ปราสาทพระวิหาร
ในข้อเท็จจริงแล้ว ยังมีมติศาลโลกในเรื่องอื่นๆ ที่ไทยยังต้องปฏิบัติ อย่างการส่งผู้สังเกตการณ์เข้าไปในพื้นที่ปลอดทหาร ในเรื่องนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องผลักดันให้มีความคืบหน้าบ้าง โดยจะนิ่งเฉยอย่างรัฐบาลที่ผ่านมาคงไม่ได้ นอกจากจะไม่เป็นผลดีแล้ว อาจทำให้ประชาคมโลกมองภาพลักษณ์ไทย เป็นไปอย่างที่กัมพูชาพยายามให้เข้าใจไปว่า ไทยบิดพลิ้วจะแก้ไขปัญหาและรังแกประเทศที่เล็กกว่าก็ได้
สำหรับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร เป็นเรื่องที่จบไปแล้ว และคงป่วยการที่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะหยิบยกเรื่องปราสาทพระวิหารขึ้นมาอีก ซึ่งทางกัมพูชาได้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถ้าฝ่ายไทยจะไปขัดขวางใดๆ ยิ่งจะเป็นผลในเชิงคดีเสียเปล่าๆ และถูกมองว่าดื้อดึง เนื่องจากมติศาลโลกระบุว่า ห้ามขัดขวางเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปดำเนินการฟื้นฟูปราสาทพระวิหาร
สิ่งสำคัญในตอนนี้ คนไทยต้องมีความเห็นเป็นเอกภาพต่อกรณีข้อพิพาทดินแดนใกล้ปราสาทพระวิหาร ส่วนข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับการสูญเสียดินแดนไทย เรื่องนี้ต้องไปลุ้นกับการต่อสู้คดีกันในศาลโลก ขณะที่ปัญหาเขตแดนนั้น เราต้องมั่นใจในกลไกของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา รับหน้าที่ปักปั่นเขตแดนต่อไป
--------------------
(คอลัมน์ ที่นี่บัวแก้ว : คนดีในสายตาประชาคมโลก : โดย ... นันทิดา พวงทอง)



