ข่าว

ไทยติดอันดับ3-ปท.ขัดแย้ง

ไทยติดอันดับ3-ปท.ขัดแย้ง

21 ก.ค. 2555

ผอ.สันติวิธี ชี้ ไทยติดอันดับ 3 ของประเทศขัดแย้งจนเกิดความสูญเสีย เป็นรองแค่ อิรัก-อัฟกัน ระบุ กระบวนการยุติธรรมที่เที่ยงตรง ถูกกาละเทศะ จะเป็นทางออกจากวงจรปัญหา

            วันที่ 22 ก.ค.55 คณะกรรมการเผยแพร่ประชาธิปไตย และประชาสัมพัมธ์ สภาพัฒนาการเมือง ได้จัดเสวนาเรื่อง “วิกฤตความขัดแย้งในชาติ เหตุคืออะไร และทางออกให้ประเทศไปข้างหน้าอย่างไร”  โดย พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผอ.สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า ปัญหาความขัดแย้งของประเทศไทยถูกแก้แค่ปลายทาง แต่รากเหง้ายังไม่ได้รับการแก้ไข  นั่นคือ ปัญหาความเลื่อมล้ำและความไม่ยุติธรรม ที่การบริหารของรัฐให้ความสำคัญกับประชาชนคนไทยไม่เท่ากัน

            เขายกตัวอย่างว่า กรณีวิกฤติน้ำท่วม มีการให้ความสำคัญช่วยเหลือโรงงานก่อนเกษตกร ซึ่งปัจจุบันผู้คนเรียกร้องความเป็นธรรมมากขึ้น จนกลายเป็นเครื่องมือของกระบวนการทางการเมือง 

            ทั้งนี้ เชื่อว่า ปัญหาความขัดแย้งของการเมืองไทยจะจบได้ เพราะกระบวนการยุติธรรมได้ทำงานอย่างเที่ยงตรงและถูกกาละเทศะ  ขณะเดียวกัน ประชาชนต้องอย่าไปยึดติดกับเหลืองหรือแดง แต่ให้เอากระบวนการยุติธรรมเป็นที่ตั้ง

            "ผมเคยคุยกับสภาความมั่นคงแห่งชาติได้รับข้อมูลว่า ประเทศไทยมีความขัดแย้ง จนเกิดความสูญเสียอยู่ในอันดับ 3 ของโลกรองจากอิรัก และอัฟกานิสถาน ซึ่งทั้ง 2 ประเทศนั้น สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ดังนั้น หากเรายังปล่อยไปอย่างนี้  อนาคตไทยก็อาจอยู่ในอันดับ 1 ก็เป็นได้"

            นอกจากนี้ ในส่วนของข้อมูลจากการจัดอันดับตัวเลขความโปร่งใส ในปี 2554 ยังพบว่า ไทยอยู่ที่ 3.4 เท่ากับประเทศกรีซ ที่ล้มละลายไปแล้ว ซึ่งสถานการณ์อาจไม่ต่างกัน จะดีกว่าตรงที่เรายังไม่ล้มละลาย

            ด้านนายรุ่งโรจน์ วรรณศูทร นักเขียน,คอลัมนิสต์ กล่าวว่า ประชาธิปไตยสร้างไม่ได้ด้วยความเกลียดชังและความอาฆาตแค้น  5 ปีที่ผ่านมาสิ่งที่ดำเนินตลอดมาคือการปลุกระดมความเกลียดชัง ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นความขัดแย้งระหว่างขั้วอำนาจที่จะเข้าไปบริหารบ้านเมือง ทุกพรรคการเมืองพูดถึงประชาธิปไตยเหมือนกันหมด จึงอยากตั้งคำถามว่า เข้าใจประชาธิปไตยมากแค่ไหน และเข้าใจตรงกันหรือไม่

            "เพื่อออกจากปัญหาความขัดแย้ง ตนเสนอให้หยุดความเกลียดชัง ไม่ต้องชี้ว่าฝ่ายไหนทำผิด ส่วนพรรคการเมืองที่ประกาศว่าเป็นประชาธิปไตย ต้องบอกประชาชนว่า ประชาธิปไตยที่จะสร้างนั้นคืออะไร ถ้ายังยืนอยู่บนจุดยืนที่มวลชนของตัวเองเกลียดชังฝ่ายตรงข้ามเท่ากับไม่เป็นประชาธิปไตย"
 
            มล.ณัฎฐกรณ์ เทวกุล พิธีกรและผู้ประกาศข่าว กล่าวว่า สิ่งดี ๆ เกี่ยวกับเมืองไทยคือ ประชาชนต้องการมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางของประเทศ แต่บางครั้งเมื่อมีส่วนร่วมมากก็เป็นการกระทำที่เกินหน้าที่หรือล้ำเส้น เช่น สื่อมวลชนไปเล่นบทบาทนักการเมือง นักการเมืองไปเล่นบทบาทสื่อมวลชน ผู้พิพากษาไปเล่นบทบาทนักการเมือง นักการเมืองไปเล่นบทบาทนักชุมนุม ยุ่งเหยิงไปหมด

            "รายการโทรทัศน์ ที่มีเรตติ้งสูงคือรายการที่มีการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของผู้ดำเนินรายการอย่างเข้มข้น  ซึ่งเป็นการสะท้อนความตื่นตัวทางการเมือง เชื่อว่า เมื่อประเทศก้าวสู่ความเป็นยุคใหม่ ประชาชนไม่ถูกผูกมัดกับข้อมูลข่าวสารเพียงช่องฟรีทีวี จะเป็นสิ่งที่ช่วยพัฒนาประชาธิปไตย" มล.ณัฎฐกรณ์ กล่าว

 

นักวิชาการ หวั่น คำวินิจฉัย ศาลรธน. สร้างปัญหาในอนาคต 

            วันเดียวกัน ที่ร้าน Book Re:Public ถ.ชลประทาน อ.เมือง จ.เชียงใหม่  มีการจัดเสวนาเรื่อง"จาก ตลกภิวัฒน์ ตลกพิทักษ์รัฐธรรมนูญ รัฐประหาร" โดยมี ศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์  นักวิชาการอิสระ  นายพนัส ทัศนียานนท์  อดีต สว. และอดีต คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ดร.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย นักวิชาการอิสระกฎหมายมหาชน เข้าร่วมในเวทีเสวนาฯ

            นายพนัส กล่าวว่า  การที่ศาล รธน. มีคำวินิจฉัยคดีแก้ไข รธน. เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีเหตุการณ์และเงื่อนไขให้วินิจฉัยออกมาในลักษณะดังกล่าว โดยยั้งไว้แค่นั้นเพราะเหตุชัดเจนว่า มีเหตุและปัจจัยหลายประการ แต่การที่ศาล รธน. รับคำร้องตั้งแต่แรก เห็นชัดเจนว่า มีเหตุจูงใจทางการเมือง แม้ว่ามีนักกฎหมายหลายสำนักออกมาถกเถียงกันว่า คำร้องที่ยื่นต่อศาลครั้งนี้ ไม่เข้าตามมาตรา 68  ตาม รธน.

            "โดยปกติศาลไทย จะยึดถือบรรทัดฐานจากคดีต่าง ๆ ที่เคยรับวินิจฉัยและตัดสินไว้  ซึ่งกรณีนี้มีบรรทัดฐานชัดเจน เคยมีการยื่นร้องศาลในสมัยที่ใช้ รธน.ปี 2540 หลังมีหัวหน้าพรรคการเมืองหนึ่งเสนอให้มีการแต่งตั้งนายกตามมาตรา 7 การเสนอเช่นนี้ถูกมองว่า เป็นการล้มล้างระบบการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย เพราะไม่เคยมีประเพณีปฎิบัติ ซึ่งครั้งนั้นศาล รธน.ได้ยกคำร้องว่า ไม่เข้าข่ายตา มาตรา 63 ที่เป็นต้นกำหนดของมาตรา 68 ของ รธน.ปี 2550"

            นายพนัส กล่าวว่า  ตาม รธน.ปี 2540 กำหนดให้ผู้ร้องต้องยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุดเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนส่งเรื่องให้ศาล  รธน. แต่ใน รธน.ปี 2550  ศาล รธน.กลับตัดสินโดยลบล้างบรรทัดฐานเดิม คือ ตีความว่าไม่ต้องร้องต่ออัยการก็ได้แต่สามารถยื่นเรื่อง ร้องกับศาล รธน.ได้ ทั้งที่ รธน.ระบุชัดเจนว่า อัยการต้องเป็นผู้ร้องต่อศาลหลังตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว แต่ปรากฎว่า ศาล รธน.กลับตีความกฎหมายจากตัวหนังสือเท่านั้น

            นายพนัส กล่าวว่า รู้สึกว่า การรับเรื่องร้องของศาล รธน.มีความไม่ชอบมาพากล หากศึกษากันให้ดี ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรต่าง ๆ ล้วนเป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเข้าสู่ตำแหน่งจากการทำรัฐประหารเมื่อปี 2549 ทั้งสิ้น โดยเฉพาะกรณีของ สว.สรรหา ที่เปลี่ยนข้อบังคับให้อยู่ใน ตำแหน่งได้จากเดิม 6 ปี เป็น 9 ปี  ดังนั้น หากมีการแก้ไข รธน.ทั้งฉบับ องค์กรเหล่านี้ จะได้รับผลกระทบ  เพราะอาจมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างขององค์กร และองค์กรที่ถูกตั้งขึ้นโดย คมช.ก็จะหลุดจากตำแหน่งทั้งหมด 

            "การต่อสู้ครั้งนี้ จึงเกิดขึ้นเพื่อรักษาอำนาจรัฐประหารที่สถาปนาไว้ ใน รธน.ปี 2550 ทั้งหมด ซึ่งเจตนาของ รธน.ฉบับนี้เกิดขึ้นเพื่อให้มีโครงสร้างคานอำนาจของรัฐบาลและรัฐสภา"

            เขาบอกว่า โดยพฤติกรรมที่ออกมาจากการวินิจฉัยของศาล รธน.เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม จึงเห็นว่าศาล รธน.ได้มีการสถาปนาตัวเอง พิทักษ์ รธน. หากใครไม่เห็นด้วยก็ต้องเข้าไปตรวจสอบ คำวินัจฉัยที่ออกมาจึงพิลึกพิลั่น รธน.ฉบับนี้ ใครจึงแตะต้องไม่ได้ เพราะมีผลประโยชน์อยู่ จึงสมควรชื่อศาล รธน.เป็นตุลาการภิวัฒน์พิทักษ์รัฐบาลประหาร

            นายพนัส กล่าวอีกว่า ตุลาการภิวัฒน์ในเมืองไทยเริ่มต้นที่ศาล รธน. เมื่อมีการตัดสินให้การเลือกตั้งปี 2548 เป็นโฆษะ  เพราะ กกต.ได้เปลี่ยนรูปแบบการตั้งคูหาเลือกตั้งใหม่ นอกจากนี้ต้องกลับไปดูเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2548 ที่มีการถวายสัตย์ปฎิญาณของของ ตุลาการศาลปกครองและศาลยุติธรรม ได้มีกระแสพระราชดำรัสถึงการเลือกตั้งในครั้งนั้น ศาล รธน.รับมาเป็นภาระหน้าที่ของศาล

            ด้าน ดร.พรสันต์ กล่าวว่า หากดูคำวินิจฉัยของศาล รธน.เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมช่วยลดอุณหภูมิการเมืองลงได้ แต่คำวินิจฉัยครั้งนั้น ได้สร้างปัญหาในเชิงหลักการ และกระทบกับ รธน.ของประเทศ สร้างความกังวลว่า อาจนำไปสู่ปัญหาทางการเมืองในอนาคตได้ 

            "หลายคนอาจไม่เข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะเป็นการต่อสู้กันทางเทคนิคของข้อกฎหมาย การใช้อำนาจของศาล รธน.ครั้งนี้ถูกต้องหรือไม่ เมื่อเปิดดู รธน.จะพบว่า ไม่มีบทบัญญัติข้อใดที่ให้อำนาจศาล รธน.ไปตรวจสอบการแก้ไข รธน.ได้"

            เขาบอกว่า ในระบบของศาลทั่วโลกมี 2 ระบบคือ ศาลเดียว คือศาลยุติธรรม 1 ศาล มีอำนาจวินิจฉัยได้ทุกคดี และระบบศาลคู่  หรือ 2  ศาล คือ ศาลยุติธรรม และศาลเฉพาะ ซึ่งโดยปกติศาล รธน.และศาลปกครองจะรับพิจารณาคดรเฉพาะตามที่ รธน.กำหนดไว้ แต่ศาล  รธน.รับวินิจฉัยคำร้องโดยอาศัยมาตรา 68 ตาม รธน.ปี 50 

            "ศาล รธน.มีชั้นเดียว ดังนั้น หากปล่อยให้ประชาชนสามารถยื่นเรื่องกับศาล รธน.ได้โดยตรง วัน ๆ ศาลคงไม่ต้องทำอะไร จึงต้องมีระบบมากลั่นกรองให้ศาลก่อน เจตนาของกฎหมายจึงกำหนดชัดเจนไม่ให้ประชาชนยื่นเรื่องต่อศาล รธน.โดยตรง แต่คำวินิจฉัยของศาล  รธน.ในวันที่ 13 กรกฎาคม กลับวินิจฉัยว่า ประชาชนสาามรถยื่นต่อศาลได้ทั้ง 2 ทาง คือ อัยการสูงสุดและศาล โดยให้เหตุผลตีความ ขยายสิทธิ์ของประชาชน การตีความครั้งนี้ส่งผลให้ระบบกฎหมาย รธน.รวนไปหมด อย่างน้อย 2 ข้อ คือ มีการทำหน้าที่ทับซ้อนกัน ระหว่างอัยการและศาล และก่อให้เกิดความขัดแย้งในการทำหน้าที่ของสององค์กร"

            ศ.นิธิ กล่าวว่า  ต้องมองว่า เรื่องนี้จะมีทางออกต่อไปอย่างไรจากคำตัดสินของศาล รธน.ครั้งนี้ และ กฎหมายที่มีการใช้อักษรศาสตร์ นักกฎหมายมักใช้เป็นเครื่องมือในการตัดสิน การที่ศาล รธน.รับวินิจฉัยเรื่องนี้โดยอาศัยมาตรา 68 เข้าไประวังการแก้ไข รธน.ของ รัฐสภา จึงไม่เชื่อว่า ศาลจะไม่มีความสำนึก และคนเหล่านี้รู้หรือไม่ทำไมถึงเข้าไประงับการแก้ รธน.ของศาล

            ทั้งนี้ รธน.ปี 50 ได้มีการจัดการโดยสร้างองค์กรอิสระขึ้นมาคานอำนาจกันและกัน เป็นการต่อสู้ของชนชั้นนำตามระบบจารีต ประเพณีที่จะรักษาการเปลี่ยนผ่านของระบบประชาธิปไตยที่อาศัยกลไกการเลือกตั้งไม่ให้มีผู้มีอำนาจเด็ดขาด ทำให้มีดุลอำนาจคานกัน  ซึ่งศาล รธน.ก็กำลังทำหน้าที่รักษาเครือข่ายชั้นชั้นนำตามจารีตประเพณีไว้

            ศ.นิธิ กล่าวว่า  การกระทำของศาล รธน.ครั้งนี้ จึงไม่ทำแบบสุ่มสี่สุ่มห้า แต่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อรักษาอำนาจของชนชั้นตามจารีตประเพณี เพื่อรองรับฝ่ายการเมืองในอนาคตโดยอาศัย รธน.ปี 50  และตั้งใจให้มีรัฐบาลที่ไม่มีความความเข้มแข็งเข้ามา โดยเป็นรัฐบาลที่ถูกแวดล้อมด้วยชนชั้นนำตามจารีตประเพณี  อย่างน้อยช่วงนี้จึงไม่ยังแก้ รธน.ปี 50 ไม่ได้ ยกเว้นต่อรองแก้บ้างมาตรา แต่เรื่องไหนที่ไม่เห็นด้วยในการแก้ไขก็จะมีการร้องศาล รธน.

            เขาบอกว่า สิ่งสำคัญที่ต้องทำคือ ให้รัฐบาลเข้ามามีบทบาทและมีฐานที่เป็นอิสระจากชนชั้นนำตามจารีต  ซึ่ง รธน.ปี 50 นั้น มีไว้เพื่อกำกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ขณะที่รัฐประหารในไทยนั้นมาจาก 3 ส่วน คือ ม็อบ และกองทัพ ที่เป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนำตามจารีต แต่ปัจจุบันกองทัพเริ่มมีอิสระมากขึ้นจากองค์กรต่าง ๆ จึงไม่มีใครสามารถเข้าไปแทรกแซงการแต่งตั้ง ผบ.ได้ และกองทัพก็ต้องการงบประมาณที่เพิ่มขึ้น ซึ่งรธน.ปี 50 ก็วางใจได้ว่า สามารถให้สิ่งที่กองทัพต้องการ จากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จึงไม่มีปัจจัยที่กองทัพ จะออกมาปฎิวัติ

            "ผมเชื่อว่า ยังมีประชาชนอีกจำนวนมาก นอกเหนือจากเสื้อแดงที่ต้องการแก้ รธน.ฉบับนี้ แต่จะแก้อย่างไรเมื่อไม่มีเครื่องมือ การตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาเองก็ไม่สามารถทำได้ ดังนั้น การแก้ รธน.ได้ในอนาคตมองว่า ยังเป็นไปได้ยากต้องอาศัยขั้นตอนเยอะ เพราะการตั้งพรรคการเมืองของประชาชน ไม่สามารถทำได้ด้วยอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว"

            ส่วนการจัดตั้งองค์กรเข้าไปต่อรองกับพรรคการเมืองก็ไม่สามารถทำได้เช่นกัน ซึ่งกรณีของเสื้อแดงก็ไม่มีการเชื่อมโยงกัน มีเฉพาะการผูกกับแกนนำในส่วนกลางเท่านั้น แต่ในระดับพื้นที่ยังไม่มี ซึ่งแกนนำส่วนกลางเองก็มีผลประโยชน์ที่ต้องรักษา ดังนั้น กลไกที่ มีการควบคุบพรรคอยู่ จึงไม่สามารถต่อรองกับพรรคหรือกลุ่มได้   จึงเห็นแต่ภาคคนสวมเสื้อแดงออกไปตามที่แกนนำเรียกร้อง ยกเว้นคนเสื้อแดงทั้งประเทศจะเรียกร้องในเรื่องเดียวกัน

            "พ.ต.ท.ทักษิณ เคยพูดไว้ว่า จะให้คนเสื้อแดงเลือกผู้แทนของตัวเอง เพื่อลงสมัครเลือกตั้ง ส.ส. แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ เองจะกล้าทำหรือไม่" ศ.นิธิ กล่าวในท้ายที่สุด