ข่าว

นอร์เวย์หลัง1ปีโศกนาฏกรรมสังหารหมู่

นอร์เวย์หลัง1ปีโศกนาฏกรรมสังหารหมู่

22 ก.ค. 2555

นอร์เวย์หลัง 1 ปีโศกนาฏกรรมสังหารหมู่ : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...อุไรวรรณ นอร์มา ที่มาข้อมูล : บีบีซี เอเอฟพี

              22 กรกฎาคม เป็นวันอันโหดร้ายที่ชาวนอร์เวย์อยากจะลืม แต่คงเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนที่จะลืมวันมหาวิปโยค อันเกิดจากน้ำมือของนายอันเดอร์ส เบห์ริง เบรวิค เพื่อนร่วมชาติผู้มีแนวคิดขวาสุดขั้วและสภาพจิตบิดเบี้ยว ที่วางแผนและลงมือเพียงลำพังโจมตีสองครั้งซ้อน เริ่มจากวางระเบิดรถยนต์อานุภาพแรงสูงถล่มอาคารที่ทำการรัฐบาลกลางกรุงออสโล เมืองหลวง หมายสังหารผู้นำและคณะรัฐบาล เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 8 คน ก่อนลงเรืออย่างเย็นใจไปยังเกาะอูโทยา ซึ่งสมาชิกยุวชนพรรคแรงงาน กำลังเข้าค่ายฤดูร้อนอยู่ที่นั่นห่างออกไปไม่ไกลนัก เพื่อเข่นฆ่าอนาคตของชาติและว่าที่นักการเมืองในอนาคต เสียชีวิตอีก 69 คน      

              ในโอกาสครบรอบ 1 ปีของเหตุการณ์สังหารหมู่ นอร์เวย์จะจัดพิธีทางศาสนาทั่วประเทศ วางพวงหรีดในบริเวณที่เกิดเหตุทั้งสองจุด และจัดคอนเสิร์ตใกล้กับศาลาว่าการออสโล โดยนายกรัฐมนตรีเจนส์ สโตลเทนเบิร์ก จะเข้าร่วมพิธีที่โบสถ์ในเมืองหลวง พร้อมด้วยสมาชิกราชวงศ์ และมีกำหนดจะกล่าวสุนทรพจน์ต่อสมาชิกเยาวชนของพรรคแรงงาน ที่เกาะอูโทยา

               นับจากเกิดเหตุล่วงเลยมาเป็นเวลาหนึ่งปี เป็นที่ชัดเจนว่า การแสดงออกและการรับมือกับเหตุก่อการร้ายครั้งร้ายแรงที่สุดในยุคหลังสงคราม โดยรัฐบาลและประชาชน เป็นรูปแบบเฉพาะตัวของชาติที่ได้ชื่อว่า สุขสงบและยึดมั่นประชาธิปไตยอย่างที่สุด

               ประชาชนหลายแสนพร้อมใจกันเดินไปตามถนนย่านกลางกรุง ร้องเพลงและถือดอกกุหลาบ ภาพจากมุมสูงมองลงมาคล้ายกับพรมดอกไม้ผืนมหึมา เพื่อแทนคำประกาศว่า "หากชายคนหนึ่งแสดงความเกลียดชังได้มากเท่าไหร่ พวกเขาก็จะแสดงออกร่วมกันถึงความรักมหาศาลได้เช่นกัน"

                ขณะที่นายกรัฐมนตรีเจนส์ สโตลเทนเบิร์ก ผู้นำพรรคแรงงาน ได้ประกาศหนักแน่นและย้ำอีกหลายครั้งในเวลาต่อมาว่า "นอร์เวย์จะรับมือกับเหตุนองเลือดครั้งนี้ อย่างเป็นประชาธิปไตย เปิดกว้างและเปี่ยมมนุษยธรรม แต่ไม่อ่อนหัด"

                หนึ่งปีผ่านมา นายกรัฐมนตรีแสดงให้เห็นว่า ทุกอย่างเป็นไปตามที่พูด 

               "ความสำเร็จในการเลือกใช้ถ้อยคำอย่างยอดเยี่ยมของสโตลเทนเบิร์ก คือการกำหนดโทนของปฏิกิริยาในระดับประเทศ สโตลเทนเบิร์กช่วยให้นอร์เวย์หลีกพ้นบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังและกระพือความกระหายที่จะแก้แค้น สิ่งสำคัญที่สุดหลัง 22 กรกฎาคม ไม่ใช่การรักษาสิ่งที่เรามีไว้ได้เท่านั้น แต่เรายังสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมประชาธิปไตยที่มั่นคง เปิดกว้างและเสรีภาพในการแสดงความเห็นมากกว่าประเทศใดในโลกต่อไป" บทความแสดงทัศนะในหนังสือพิมพ์นอร์เวย์ฉบับหนึ่งระบุ 

                นอกเหนือจากการเสนอแก้ไขมาตรการทางกฎหมายเล็กๆ น้อยๆ กับเพิ่มการอารักขานักการเมืองระดับสูงแล้ว นอร์เวย์ไม่ได้เสนอแก้ไขกฎหมายเพิ่มอำนาจตำรวจและหน่วยงานด้านความมั่นคง ไม่แตะต้องกฎหมายก่อการร้าย และไม่แก้ไขกฎอะไรเป็นพิเศษเพื่อพิจารณาคดีผู้ต้องสงสัยก่อการร้าย

                ในด้านมาตรการรักษาความปลอดภัย หรือจำกัดการเข้าถึงสถานที่สาธารณะแทบไม่เปลี่ยนแปลง ประตูทางเข้าอาคารรัฐสภาใจกลางกรุงออสโลยังคงเปิดกว้าง ไม่มีเจ้าหน้าที่อารักขาความปลอดภัยเป็นพิเศษ ตามถนนหนทางในเมืองหลวง กล้องวงจรปิดแทบไม่มีให้เห็นเช่นเดิม และตำรวจยังพกอาวุธประจำกายได้หลังได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษเท่านั้น

                ลีเซ คริสทอฟเฟอร์สัน ส.ส.พรรคแรงงาน กล่าวว่า การเข้าอาคารรัฐสภายังง่ายเหมือนเดิม และพวกเราหวังว่าจะเป็นเช่นนี้ต่อไป เธอเชื่อว่าประชาชนไม่ต้องการให้รัฐบาลผ่านกฎหมายในอันที่จะลิดรอนสิทธิพื้นฐานและลดทอนความเป็นส่วนตัว ถึงแม้นายเบรวิคได้แสดงให้เห็นว่าการวางแผนและลงมือโจมตีช่างสะดวกง่ายดายเพียงใด

               "นอร์เวย์ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย" ทรอนด์ เฮนรี แบล็ตแมน หัวหน้ากลุ่มช่วยเหลือครอบครัวเหยื่อสังหารหมู่ ที่สูญเสียลูกชายจากเหตุสะเทือนขวัญบนเกาะอูโทยากล่าว และเห็นด้วยว่า รั้วสูงแค่ไหนก็ไม่เพียงพอที่จะปกป้องเราได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็หวังว่าคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ 22 กรกฎาคม ที่รัฐบาลตั้งขึ้นเมื่อปีที่แล้ว จะสรุปบทเรียนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ส่วนตัวคิดว่าอาจจะมีบางอย่างที่ต้องปรับปรุง อาทิ เพิ่มการสอดแนมออนไลน์ หรือสอดส่องพวกขวาจัด เพื่อป้องกันการโจมตีซ้ำรอยในอนาคต

                คณะกรรมการชุดนี้ มีกำหนดเผยแพร่รายงานในวันที่ 13 สิงหาคม

                แต่เสียงจากผู้รอดชีวิตจากการสังหารหมู่อูโทยาบางคนอาจต่างออกไป อย่าง บียอร์น อิห์เลอร์ ที่มองว่าจะต้องอนุญาตให้พวกสุดโต่งได้แสดงความเห็นอย่างเสรี ไม่ว่าจะแรงตกขอบแค่ไหน เพื่อป้องกันการซ่องสุมรวมกลุ่มใต้ดิน หรือคนที่วิจารณ์นโยบายผู้อพยพของรัฐบาล ก็จะต้องอนุญาตให้พวกเขาได้พูด โดยไม่นำไปโยงกับเหตุการณ์ 22 กรกฎาฯ

               การยืนหยัดยึดมั่นในสิทธิพื้นฐานของนอร์เวย์ ครอบคลุมถึงผู้ต้องหาอย่างนายเบรวิคด้วยเช่นกัน โดยในระหว่างการพิจารณาคดี 10 สัปดาห์ที่เพิ่งเสร็จสิ้นเมื่อเดือนที่แล้ว ฆาตกรใจโหดได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับผู้ต้องสงสัยคดีอาชญากรรมทั่วไป แถมในวันแรกๆ ของการพิจารณาคดีเบรวิคยังมีโอกาสทำท่าคำนับแบบชาตินิยมสุดขั้วภายในห้องพิจารณาคดีอีกต่างหาก กระทั่งผู้พิพากษาขอร้องให้ยุติการกระทำนั้นเสีย

               การพิจารณาคดี 5 วันแรก เป็นการให้เวลาเบรวิคชี้แจงแถลงไขถึงการกระทำของตน เปิดพื้นที่ให้เล่าว่า เหตุใดจึงต้องฆ่าคนจำนวนมากและฆ่าอย่างไร โดยมีผู้รอดชีวิตและญาติพี่น้องของผู้สูญเสียนั่งฟังอยู่ด้านหลังห่างออกไปเพียงเมตรกว่าๆ เท่านั้น

               แม้ว่าทางการไม่อนุญาตให้ถ่ายทอดสดการพิจารณาคดีช่วงที่เบรวิคให้การ แต่สื่อทั่วโลกได้รับอนุญาตให้รายงานได้แบบคำต่อคำ

               ชาวนอร์เวย์บางส่วนตกตะลึงที่ฆาตกรได้รับโอกาสให้ป่าวประกาศอุดมการณ์เกลียดกลัวผู้อพยพมุสลิม บางคนเกรงว่า นายเบรวิคอาจได้พวกเห็นใจเข้าข้างเพิ่มขึ้น เนื่องจากนอร์เวย์มีกลุ่มขวาจัดหลายกลุ่มที่คิดคล้ายกันคือต่อต้านผู้อพยพมุสลิมที่เข้าไปตั้งถิ่นฐานในประเทศ

                แต่นายคาโต ชิออตซ์ ทนายความอาวุโส กล่าวว่า การพิจารณาคดีแบบเปิดเช่นนี้ ช่วยให้ชาวนอร์เวย์มีข้อมูลตัดสินนายเบรวิคได้ ส่วนตัวคิดว่า เบรวิคได้สร้างความเสื่อมให้แก่พวกขวาจัดสุดขั้ว มากกว่ายังประโยชน์ให้แก่คนเหล่านั้น ทั้งเชื่อว่าคนสนับสนุนแนวคิดทำนองนี้น้อยลงกว่าเมื่อก่อนด้วยซ้ำ

                 คณะผู้พิพากษา 5 คน จะมีคำพิพากษานายเบรวิค 4 สิงหาคมนี้ โดยประเด็นที่จะต้องหาข้อสรุปก็คือ จำเลยไม่วิกลจริตขณะก่อเหตุและควรจำคุก หรือจำเลยจิตไม่ปกติและต้องส่งไปยังสถานบำบัดจิตเวชแทน 

                 ขณะเดียวกัน นักสิทธิมนุษยชนนอร์เวย์เชื่อว่า ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ประเทศของเขาน่าจะเป็นต้นแบบทางเลือกใหม่สำหรับรับมือกับการก่อการร้าย อาทิ นายแจน เอจแลนด์ อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศ ปัจจุบัน เป็นรองผู้อำนวยการฮิวแมนไรท์สวอทช์ ที่กล่าวว่า ทางเดียวที่จะปราบก่อการร้ายได้อย่างแท้จริง ก็คือการแสดงให้เห็นว่า พวกเรามีดีกว่าพวกเขาอย่างไร

                 เป้าหมายของผู้ก่อการร้าย คือการสร้างความตื่นตระหนกและหวาดกลัว ดึงพวกเราให้ละทิ้งค่านิยมเสรี ล่อลวงพวกเราเข้าสู่เกมในเงามืด เราจึงไม่ควรปล่อยให้อีกฝ่ายชนะได้

                 นายเอจแลนด์ เป็นนักวิจารณ์การรับมือกับภัยคุกคามก่อการร้ายของหลายประเทศโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา โดยเห็นว่าวิธีการตั้งศาลเตี้ย การสร้างคุกพิเศษสำหรับผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายที่ฐานทัพเรือในอ่าวกวนตานาโม และการทรมานผู้ต้องสงสัย ล้วนแต่นำมาซึ่งผลลัพธ์ไม่พึงประสงค์ 

                 แต่นักวิเคราะห์ความมั่นคงในสหรัฐ ระบุว่า ภัยคุกคามที่สหรัฐเผชิญ ต่างจากสิ่งที่เบรวิคทำกับนอร์เวย์มาก สหรัฐกำลังพยายามป้องกันการก่อการร้ายในประเทศ และเป้าหมายสหรัฐทั่วโลกจากเครือข่ายกลุ่มตรงข้ามที่คิดค้นพัฒนาวิธีการใหม่มาโจมตีในประเทศต่างๆ

                 สหรัฐอยู่ภายใต้ภัยคุกคามแบบเฉพาะหน้าและมีทหารอยู่ทั่วโลก พลวัตด้านก่อการร้ายจึงต่างออกไป ประเทศอย่างนอรเวย์ การรับมือเป็นมิติด้านการบังคับใช้กฎหมาย แต่สหรัฐจะมองจากมิติสงคราม

                 แจน เอจแลนด์ ยอมรับว่า ไม่แน่ใจว่า รัฐบาลนอร์เวย์จะทำอย่างไรหากการโจมตีสองครั้งซ้อนเมื่อปีที่แล้ว เป็นฝีมือของเครือข่ายก่อการร้ายต่างชาติอย่างอัล-ไกดาดังที่สงสัยกันชั่วโมงแรกๆ หลังเกิดเหตุ แต่เขาเชื่อว่า ปฏิกิริยาของนอรเวย์จะต้องต่างจากสหรัฐแน่นอน "ผมไม่คิดว่าเราจะประกาศว่าต้องการจะเดินไปสู่ด้านมืด เริ่มทรมาน และฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศอย่างการตั้งคุกบนกวนตานาโม"

..........................................
(นอร์เวย์หลัง 1 ปีโศกนาฏกรรมสังหารหมู่  : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...อุไรวรรณ นอร์มา ที่มาข้อมูล : บีบีซี เอเอฟพี )